กลิ่นอายความอับชื้นของศาลาร้างอายุนับร้อยปีคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นคาวสนิมเหล็กจางๆ ที่ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำ บนพื้นหินศิลาแลงอันเย็นเยียบเศษซากป้ายวิญญาณของสำนักกระบี่เมฆาอัคคีแตกหักกระจัดกระจายราวกับเศษขยะ ไร้ซึ่งความเคารพยำเกรงต่อผู้ล่วงลับ เฟิงอวี่คุกเข่าลงเบื้องหน้าเศษกระเบื้องเคลือบสีชาดชิ้นหนึ่ง สันมือของเขาปรากฏรอยแผลเป็นลึกที่เกิดจากการฝึกกระบี่ฝืนชะตามาตลอดแรมปี ทว่าบาดแผลทางกายเหล่านี้ยังเทียบไม่ได้เลยกับรอยแผลในจิตวิญญาณที่กำลังถูกกรีดซ้ำด้วยความจริงอันโหดร้าย
"ท่านพี่... เจ้าสิ่งนี้ซ่อนอยู่ใต้ฐานเสาหลักของตำราลับกระบี่ไร้ลักษณ์"
เสียงหวานกังวานแต่เย็นชาราวกับน้ำค้างแข็งในยามเหมันต์ดังขึ้น มู่หลานก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้าง ร่างระหงภายใต้ชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศอันหดหู่รอบกาย นางยื่นแผ่นหยกบันทึกความทรงจำโบราณที่สลักลวดลาย "เมฆาคล้อยอัคคีผลาญ" ซึ่งเป็นเครื่องหมายประจำตัวของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักวิหคสวรรค์ ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเฟิงอวี่กระตุกวูบจนแทบหยุดเต้นหาใช่สัญลักษณ์นั้นไม่ หากแต่เป็นคราบโลหิตสีทองเข้มที่ฝังแน่นอยู่ในร่องสลัก—โลหิตของเซียนแท้จริงที่ไม่มีวันเน่าเปื่อย
เฟิงอวี่รับแผ่นหยกนั้นมาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ความทะนงตนอันเป็นเกราะกำบังจิตใจมาตลอดถูกกาลเวลาและหลักฐานตรงหน้ากัดกร่อนจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่จ้องมองภาพเหตุการณ์ที่สะท้อนออกมาจากแผ่นหยกด้วยจิตสังหารที่แผ่พุ่งจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น
ภาพในหยกปรากฏร่างของเจ้าสำนักวิหคสวรรค์ "หลี่เทียนเฉิน" กำลังใช้กระบี่เล่มเดียวกันกับที่บิดาบุญธรรมของเขามอบให้ แทงทะลวงเข้าสู่หัวใจของเจ้าสำนักกระบี่เมฆาอัคคี—ผู้เป็นอาจารย์ผู้ให้กำเนิดวิถีกระบี่แก่เขา เสียงหัวเราะเยาะหยันดังสะท้อนก้องในห้วงความคิด พร้อมกับคำพูดที่ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
*"สำนักกระบี่เมฆาอัคคีผยองเดชมานานเกินไปแล้ว... คิดจะครอบครองคัมภีร์บรรพกาลเพียงผู้เดียวหรือ? สมควรต้องสูญสิ้นเผ่าพันธุ์!"*
"หลี่เทียนเฉิน..." เฟิงอวี่พึมพำชื่อนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลึกราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายในความมืด กรามของเขาขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ พลังปราณไร้ลักษณ์ภายในร่างปั่นป่วนจนเสื้อผ้าขาดวิ่นเป็นจุลด้วยแรงกดดันมหาศาล
มู่หลานมองภาพเหตุการณ์นั้นด้วยแววตาที่ไหววูบ นางยื่นมือเรียวบางดั่งหยกขาวมาแตะที่หัวไหล่กว้างของชายหนุ่มแผ่วเบา สัมผัสอันอบอุ่นจากนางเปรียบเสมือนสายธารเดียวที่ช่วยดับไฟโทสะอันบ้าคลั่งในอกของเขาไม่ให้แผดเผาร่างกายจนมอดไหม้ไปเสียก่อน
"เฟิงอวี่... ตั้งสติก่อน วิชากระบี่ไร้ลักษณ์เน้นความว่างเปล่าไร้รูป หากจิตใจท่านถูกความแค้นครอบงำ ท่านจะไม่มีวันก้าวข้ามขอบเขตเซียนแท้จริงไปได้ และท่านก็จะไม่มีวันแก้แค้นให้พวกเขาได้อย่างแท้จริง" น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่มันแฝงไว้ด้วยความห่วงใยลึกซึ้งที่นางไม่เคยเอ่ยปากบอกใคร
"เจ้าจะให้ข้าสงบจิตใจได้อย่างไร มู่หลาน!" เฟิงอวี่หันมาสบตากับนาง ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดหยดแห่งความเจ็บปวดและแค้นเคือง "คนที่สังหารอาจารย์ และพี่น้องร่วมสำนักนับร้อยชีวิต ไม่ใช่ปีศาจจากขุมนรกที่ไหน แต่มันคือคนของสำนักวิหคสวรรค์ ผู้ซึ่งยกย่องตนเองว่าเป็นตัวแทนแห่งความยุติธรรมบนสรวงสวรรค์!"
ชายหนุ่มเงמוยหน้าขึ้นมองท้องนภายามค่ำคืนที่ไร้ซึ่งดวงจันทร์และหมู่ดาว มีเพียงความมืดมิดอันเวิ้งว้าง ราวกับฟ้าดินกำลังเยาะเย้ยหยันชะตากรรมอันน่าสมเพชของเขา ปรัชญาเต๋าที่เขาเคยยึดถือ—ว่าด้วยการปล่อยวางและการไหลไปตามธรรมชาติ—บัดนี้พังทลายลงไม่เป็นท่า หากปราศจากการสะสางหนี้เลือดนี้ วิถีกระบี่ของเขาก็เป็นเพียงแค่ความว่างเปล่าที่ไร้จิตวิญญาณ
"ข้าเข้าใจท่าน..." มู่หลานถอนหายใจเบาๆ นางขยับกายเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นอายหอมเย็นชื่นใจประจำตัวนางช่วยดึงสติของเฟิงอวี่ให้กลับคืนมาทีละน้อย "แต่การบุ่มบ่ามบุกไปยังสำนักวิหคสวรรค์ในตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าสู่กองเพลิงเพื่อฆ่าตัวตาย หลี่เทียนเฉินในเวลานี้ได้บรรลุขอบเขตเซียนขั้นวิถีสวรรค์แล้ว อีกทั้งยังมีค่ายกลปกป้องสำนักที่สร้างขึ้นจากกระดูกของเซียนบรรพกาล..."
"ต่อให้มันเป็นเซียนแท้จริง หรือแม้แต่เทพยดาบนสรวงสวรรค์..." เฟิงอวี่ตัดบทด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยว ร่างกายของเขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว แผ่รังสีคมปลาบที่บาดแทงผิวหนังจนมู่หลานยังต้องถอยร่น "ข้า—เฟิงอวี่ ผู้นี้ จะใช้กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือนี้ แหวกม่านฟ้า ทลายบัลลังก์สวรรค์ และทวงคืนความยุติธรรมด้วยโลหิตของมัน!"
ฉับพลันนั้นเอง บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนแปรเป็นเหน็บหนาวจนถึงขั้วหัวใจ ลมพายุหมุนวนกรรโชกแรงราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทิศทางของยอดเขาตระหง่านเบื้องหน้า ซึ่งเป็นเขตแดนต้องห้ามที่เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์และแดนเซียน
มู่หลานเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางสัมผัสได้ถึงพลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังกดทับลงมาจากฟากฟ้า พลังนี้ไม่ใช่พลังของมนุษย์ และไม่ใช่พลังของสัตว์อสูร แต่มันคือ... "ทัณฑ์สวรรค์"
"เกิดอะไรขึ้น?" เฟิงอวี่ขมวดคิ้วแน่น หันขวับไปมองยังจุดกำเนิดของแรงกดดันนั้น
ท่ามกลางความมืดมิดและพายุหมุนอันเกรี้ยวกราด เงาร่างสีทองอร่ามร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกของมิติที่ฉีกขาด แสงสว่างเจิดจ้าบาดตาจนแทบมองไม่เห็นรูปร่างที่แท้จริง ทว่ากลิ่นอายอันสูงส่งและกดขี่ข่มเหงกลับแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งรัศมีร้อยลี้ เสียงกังวานราวกระดิ่งทองคำดังสะท้อนก้องกาลเวลาเอ่ยขึ้น ทะลุผ่านจิตวิญญาณของคนทั้งสองโดยตรง
*"เฟิงอวี่... เจ้าผู้ฝืนลิขิตฟ้า บังอาจค้นหาความจริงที่ถูกลบเลือนจากบันทึกสวรรค์... โทษทัณฑ์ของเจ้าในวันนี้ คือการดับสูญทั้งวิญญาณและนาม!"*
สิ้นเสียงประกาศิตนั้น แสงกระบี่สีทองอร่ามเล่มหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศลงมาด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด พุ่งตรงเข้าหากลางกระหม่อมของเฟิงอวี่โดยไม่เปิดโอกาสให้แม้แต่จะตั้งตัว!
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่ทุกท่านครับ
กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 15
ความจริงที่ถูกฝังไว้
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!