กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 22

ดาบผสานเซียน

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
ความเงียบงันภายในถ้ำศิลาจันทรามิใช่ความว่างเปล่า หากแต่เป็นห้วงเวลาที่ปราณกระบี่และลมหายใจของฟ้าดินหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว กลิ่นอายโลหิตที่เจือจางในอากาศยังไม่จางหายไปจากความทรงจำ ทว่าณ เบื้องหน้าของเฟิงอวี่ในยามนี้ กลับไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาต หากแต่เป็นร่างระหงของมู่หลานที่ทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลาหยกขาว ไอเย็นบริสุทธิ์แห่งหุบเขาไร้ลักษณ์แผ่ซ่านออกจากร่างนางดั่งม่านหมอกสีคราม ทว่ามันกลับสั่นเทิ้มด้วยพิษโลหิตสวรรค์ที่กัดกร่อนชีพจรเซียนอย่างช้าๆ "เจ้ายังดื้อรั้นเช่นเดิม..." น้ำเสียงของเฟิงอวี่ทุบทำลายความเงียบลง ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่ทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งคาด ภายในอกของเขารู้สึกได้ถึงแรงกระเพื่อมอันแปลกประหลาด มันไม่ใช่ความเวทนา แต่เป็นความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน ท่ามกลางยุทธภพอันโหดร้ายที่เขาเคยเชื่อมาตลอดว่ามีเพียงกระบี่และลมหายใจของตนเองเท่านั้นที่พึ่งพาได้ มู่หลานปรือตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคู่นั้นยังคงความเย็นชาดั่งน้ำค้างแข็งพันปี ทว่าลึกซึ้งดั่งห้วงมหาสนุก นางแค่นเสียงเบาหวิว "เฟิงอวี่... เจ้าคิดว่าตัวเจ้าเป็นใคร? วิถีกระบี่ของเจ้ายังไม่สมบูรณ์ด้วยซ้ำ มีสิทธิ์อันใดมาสั่งสอนข้า?" "วิถีกระบี่ของข้า..." เฟิงอวี่แค่นยิ้มหยันให้กับตัวเอง มือข้างที่กุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์กระชับแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด "ข้าเคยคิดว่ากระบี่ที่ไร้รูปลักษณ์ ไร้ความผูกพัน และไร้ความปรานี คือจุดสูงสุดของวิถียุทธ แต่ในค่ำคืนนี้ เมื่อข้าเห็นเจ้าต้องแบกรับทัณฑ์สวรรค์แทนข้า... ข้าถึงได้ตระหนักว่า กระบี่ที่ไร้ซึ่งหัวใจ ก็เป็นเพียงเศษเหล็กไร้ค่าที่รอวันผุกر่อนไปตามกาลเวลาเท่านั้น!" สิ้นคำพูดของเขา ร่างของเฟิงอวี่ก็เคลื่อนไหว เขานั่งขัดสมาธิลงเบื้องหน้ามู่หลานอย่างมั่นคง ฝ่ามือทั้งสองข้างทาบลงบนแผ่นหลังบอบบางที่ปกคลุมด้วยอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทันที! *ตูม!* คลื่นพลังปราณมหาศาลปะทะกันจนเกิดเสียงคำรามก้องสะท้อนไปทั่วถ้ำศิลา ปราณกระบี่สีดำสนิทของเฟิงอวี่ซึ่งเปี่ยมด้วยจิตสังหารอันดุดัน พลุ่งพล่านเข้าสู่จุดตันตียนของมู่หลานดั่งพายุหมุน ทว่าในขณะเดียวกัน ปราณเซียนบริสุทธิ์ดั่งหยกขาวของนางก็หลั่งไหลย้อนกลับเข้ามาในร่างของเขาเช่นกัน นี่คือการหลอมรวมพลังที่อันตรายถึงชีวิต! หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจิตใจวอกแวก หรือควบคุมพลังไม่ได้ ทั้งคู่จะต้องธาตุไฟเข้าแทรก ร่างกายแตกดับกลายเป็นจุลในพริบตา "อึก..." มู่หลานส่งเสียงครางแผ่วเบาด้วยความเจ็บปวด เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผมขาวสะอาด ร่างกายของนางสั่นเทิ้มอย่างรุนแรงเมื่อปราณกระบี่อันเกรี้ยวกราดของบุรุษผู้นี้เริ่มแผ่ซ่านเข้าสู่เส้นชีพจรเซียนที่บอบช้ำ "เฟิงอวี่... เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่? ปราณกระบี่ของเจ้ามันดุดันเกินไป มันจะฉีกกระชากวิญญาณของข้าเป็นชิ้นๆ!" "ถ้าข้าต้องสูญเสียเจ้าไปเพื่อแลกกับการรักษาพลังเซียนอันบริสุทธิ์ของเจ้าไว้ ยุทธภพนี้จะมีประโยชน์อันใดอีก?" เฟิงอวี่เอמהด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เด็ดเดี่ยว แววตาของเขาทอประกายแสงสีทองระยิบระยับจากการโคจรเคล็ดวิชา "หลอมรวมกับข้า! มู่หลาน... ใช้หัวใจของเจ้า ชำระล้างความเคียดแค้นในวิถีกระบี่ของข้า!" บรรยากาศภายในถ้ำเริ่มแปรเปลี่ยน อักขระโบราณที่สลักไว้บนผนังศิลาเปล่งแสงเรืองรองรับกับพลังที่ปะทะกัน ท้องฟ้าเบื้องบนหุบเขาไร้ลักษณ์ที่เคยไร้คลื่นลม กลับแปรปรวนในชั่วพริบตา เมฆดำทะมึนก่อตัวหมุนวนเป็นรูปเกลียวคลื่น สายฟ้าสีทองฟาดผ่าลงมายังยอดเขาดั่งพญานาคคำราม ทัณฑ์สวรรค์รอบที่สามกำลังจะมาเยือน! มู่หลานสัมผัสได้ถึงความตั้งใจจริงของบุรุษผู้นี้ นางหลับตาลง ปล่อยวางความเย่อหยิ่งและอีโก้ทั้งหมดในฐานะเซียนผู้รักษาหุบเขา ยอมเปิดประตูหัวใจและเส้นชีพจรเซียนทั้งหมดให้เฟิงอวี่เข้ามาครอบครอง ในชั่วขณะนั้นเอง ภาพความทรงจำอันเลือนรางของทั้งสองก็ไหลทะลักเข้าหากัน ภาพสำนักที่ถูกทำลายและหยาดน้ำตาแห่งความแค้นของเฟิงอวี่ ผสมผสานเข้ากับภาพความโดดเดี่ยวเดียวดายและการรอคอยอันยาวนานนับพันปีของมู่หลาน ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ไม่ได้ไร้ซึ่งความรู้สึกอีกต่อไป แต่มันถูกเติมเต็มด้วย "ความรัก" และ "ความผูกพัน" อันลึกซึ้งจนไร้ขอบเขต *เปรี้ยง!* สายฟ้าฟาดผ่าทะลุเพดานถ้ำศิลาลงมาตรงกลางระหว่างพวกเขาทั้งสอง แรงระเบิดมหาศาลกวาดเอาเศษหินและฝุ่นผงปลิวว่อน ทว่าร่างของเฟิงอวี่และมู่หลานกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย พวกเขายังคงนั่งประสานมือกันอย่างมั่นคง ราวกับรูปสลักหยกที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากกาลเวลาอันเป็นนิรันดร์ แสงสว่างเจิดจ้าสีทองและสีครามพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทะลวกลึกผ่านชั้นเมฆหนาทึบจนเกิดเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ ปราณกระบี่ในร่างของเฟิงอวี่แปรเปลี่ยนเป็นรูปทรงดอกบัวกระบี่เก้ากลีบ หมุนวนอยู่รอบตัวเขากับมู่หลาน มันคมกริบยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ทว่าในขณะเดียวกันก็เปี่ยมด้วยความสง่างาม เยือกเย็น และทรงพลังจนน่าหวาดหวั่น นี่คือวิชา "ดาบผสานเซียน" ที่แท้จริง! เฟิงอวี่ลืมตาขึ้น ชัยชนะฉายชัดในนัยน์ตาคู่นั้น ร่างกายของเขารู้สึกได้ถึงพลังที่ทะยานขึ้นสู่ขอบเขตใหม่ ขอบเขตที่เหนือกว่าจอมยุทธ์ทั่วไป ขอบเขตที่สามารถท้าทายกฎเกณฑ์ของสวรรค์ได้แล้ว ทว่า ในขณะที่ลมหายใจของเขากำลังผ่อนคลายลง มู่หลานที่อยู่ในอ้อมกอดทางพลังกลับพ่นโลหิตสีทองคำบริสุทธิ์ออกมาคำโต ร่างกายของนางทรุดฮวบลงซบลงบนอกของเขา ลมหายใจของนางแผ่วเบาราวกับเปลวเทียนที่ต้องลม "มู่หลาน!" เฟิงอวี่รีบคว้าตัวนางไว้ ความเย็นชาทั้งหมดในหัวใจของจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนแตกสลายลงในพริบตา มู่หลานเงยหน้าขึ้นมองเขา มุมปากของนางมีคราบโลหิตสีทองเปื้อนอยู่ แต่นางกลับแย้มยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มจนภูผาและสายธารต้องสยบยอม "เฟิงอวี่... เจ้าหลอมรวมพลังสำเร็จแล้ว... แต่ทว่า..." นางเว้นจังหวะ เลือดกำเดาไหลรินลงมาจากหางตาของนาง พร้อมๆ กับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก้าวที่ดังขึ้นจากปากถ้ำศิลา *ตึง! ตึง! ตึง!* เงาร่างนับสิบในชุดเกราะทองคำอร่ามปรากฏขึ้นที่ทางเข้า บรรยากาศกดดันแผ่ซ่ายจนอากาศแทบแข็งตัว ผู้นำขบวนคือชายชราผู้ถือไม้เท้าหัวมังกร นัยน์ตาของเขาไร้แววตาแห่งความเป็นมนุษย์ มีเพียงสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์สีแดงฉานประทับอยู่ระหว่างคิ้ว "ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก จอมยุทธ์กระบี่ไร้ลักษณ์กับนางเซียนผู้ทรยศสวรรค์" เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องไปทั่วถ้ำ "นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะใช้วิธีนี้ในการทะลวงด่าน... แต่น่าเสียดาย ที่วันนี้ จะเป็นวันตายของพวกเจ้าทั้งคู่!" เฟิงอวี่หรี่ตาลง คมกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือส่งเสียงร้องคำรามโหยหวนด้วยความกระหายเลือด เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบโต้ ชายชราผู้นั้นก็สะบัดไม้เท้าในมือ ปลดปล่อยอักขระเพลิงสุริยันต์พุ่งตรงเข้าใส่พวกเขาทั้งสองด้วยความเร็วราสายฟ้าแลบ— ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่ทุกท่านครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%