โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ กระทบลงบนพื้นศิลาแกร่งของเส้นทางสู่ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ เสียง "ติ๋ง" นั้นดังก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันราวกับเสียงระฆังเตือนสติแห่งยมโลก เบื้องหน้าของเฟิงอวี่คือบันไดหินนับหมื่นขั้นที่ทอดยาวขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ ทว่าทุกๆ สามก้าวกลับปกคลุมด้วยเขตอาคมโลหิตที่พร้อมจะแผดเผาวิญญาณของผู้ล่วงล้ำให้แหลกสลายเป็นจุล
"เจ้ายังดึงดันที่จะก้าวต่อไปอีกหรือ เฟิงอวี่?"
เสียงหวานใสแต่เย็นชาดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดูเอ่ยขึ้น มู่หลานยืนอยู่เบื้องหลังเขา ชายอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางโบกสะบัดตามแรงลมปราณที่แปรปรวน รอบกายของนางปรากฏกระบี่บินเก้าเล่มลอยเคว้งคว้าง ส่องประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าเพื่อต้านทานแรงกดดันมหาศาลจากยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ นัยน์ตาคู่งามของนางฉายแววห่วงใยที่พยายามปิดซ่อนไว้ภายใต้ความเยือกเย็นตามวิสัยแห่งนางเซียน
เฟิงอวี่ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของบุรุษผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ฟ้าดิน เขายกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปากอย่างไม่แยแส ก่อนจะกระชับด้ามกระบี่ในมือแน่นขึ้น
"มู่หลาน เจ้าก็รู้ดีว่าเส้นทางนี้ไม่มีคำว่าถอยหลัง" เฟิงอวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่หนักแน่นดั่งขุนเขา "สำนักของข้าถูกเผาทำลาย วิญญาณนับพันยังคงร้องเรียกหาความยุติธรรมในความมืด หากวันนี้ข้าไม่เหยียบย่างขึ้นไปชำระล้างมลทินบนยอดเขานั้น ต่อให้ข้าบรรลุวิถีเซียนไร้พ่าย จิตใจของข้าก็คงเน่าเฟ้อตายด้านไปเสียก่อน"
นางเซียนสาวเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจของนางกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความรู้สึกขัดแย้งระหว่างกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดของหุบเขาไร้ลักษณ์กับความอาทรที่มีต่อบุรุษผู้นี้กำลังกัดกินจิตวิญญาณของนาง นางพบเขาในฐานะผู้บุกรุก แต่ยามนี้... นางกลับยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเส้นทางกระบี่ของเขาเสียแล้ว
"โง่เขลา... เจ้าคิดว่าการก้าวผ่าน 'ด่านชำระบาตร้อยสวรรค์' มันง่ายดายนักหรือ?" มู่หลานก้าวเข้ามาประชิดเบื้องหลัง กลิ่นกายหอมเย็นดั่งดอกเหมันต์โชยปะทะนาสิก เฟิงอวี่สัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากฝ่ามือเรียวบางที่แตะลงบนแผ่นหลังของเขา ถ่ายเทพลังปราณเซียนบริสุทธิ์เข้ามาช่วยพยุงลมปราณภายในที่ปั่นป่วนจากการปะทะกับค่ายกลก่อนหน้า
"ข้าไม่เคยคิดว่ามันง่าย" เฟิงอวี่แค่นหัวเราะแผ่วเบา ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่จ้องมองขึ้นไปบนยอดเขาสูงตระหง่านที่ถูกเมฆหมอกสีดำทมิฬปกคลุม "แต่ต่อให้เบื้องหน้าคือทัณฑ์สวรรค์หรือมหาสมุทรเพลิง เฟิงอวี่ผู้นี้ก็จะใช้กระบี่ในมือฟันฝ่ามันออกเป็นสองซีก!"
สิ้นคำกล่าว พลังปราณไร้ลักษณ์ก็ระเบิดออกจากร่างของเฟิงอวี่ รัศมีกระบี่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจนเมฆหมอกแตกกระเจิง เขาก้าวเท้าขวาขึ้นเหยียบขั้นบันไดที่หนึ่งหมื่นอย่างไม่ลังเล!
ตูมมม!
แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาทันที ราวกับมีขุนเขาหมื่นลูกหล่นทับร่าง กระดูกทั่วร่างของเฟิงอวี่ส่งเสียงลั่นกรอบ เลือดสดๆทะลักพุ่งออกจากทวารทั้งเจ็ด ทว่าแววตาของเขากลับยิ่งทอประกายดุดันดั่งพญาอินทรีทะยานฟ้า เขาไม่ยอมคุกเข่า เขาไม่ยอมแม้แต่จะโค้งตัวลงต่ำ!
"ย๊ากกก!"
เสียงคำรามกึกก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขา พลังปราณกระบี่หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณแห่งการต่อต้านลิขิตฟ้า ดาบไร้ลักษณ์ในมือสั่นสะทระรัวราวกับมีชีวิต มันแผดเสียงร้องโหยหวนดั่งพญามังกรถูกล่ามโซ่ ก่อนจะปลดปล่อยคลื่นกระบี่สีทองอร่ามพุ่งทะยานขึ้นไปบนยอดเขา กวาดล้างเขตอาคมโลหิตที่ขวางกั้นจนสลายกลายเป็น8ผุยผงในพริบตา!
มู่หลานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางไม่เคยพบเจอมนุษย์ผู้ใดที่มีเจตจำนงกระบี่กล้าแข็งถึงเพียงนี้ เขากำลังฝืนกฎแห่งฟ้าดินโดยแท้!
ทว่า ในวินาทีที่เขตอาคมด่านแรกถูกทำลาย ท้องนภเบื้องบนก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด สายฟ้ามหึมาสีดำสนิทผ่าฟาดลงมาตรงจุดที่เฟิงอวี่站อยู่ราวกับกรามของอสูรกายที่อ้าปากรอรับเหยื่อ
"ระวัง!" มู่หลานกรีดร้องสุดเสียง ร่างระหงพุ่งทะยานเข้าประชิดพร้อมกางม่านพลังเซียนเก้าชั้นฟ้าขึ้นต้านทานสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์แทนชายหนุ่ม
เปรี้ยงงงง!
แสงสว่างวาบเจิดจ้าจนกลบทุกสรรพสิ่ง แรงปะทะมหาศาลซัดร่างของทั้งสองกระเด็นถอยหลัง มู่หลานกระอักเลือดคำโตออกมา ละอองเลือดพรมลงบนอาภรณ์สีขาวดั่งดอกเหมันต์ย้อมโลหิต ร่างของนางเซียนผู้สูงส่งเซถลาเกือบจะร่วงหล่นจากหน้าผาสูงชัน
"มู่หลาน!" เฟิงอวี่พุ่งตัวเข้ารับร่างของนางไว้ได้อย่างเฉียดฉิว อ้อมแขนแข็งแกร่งโอบกอดเอวบางเอาไว้แน่น กลิ่นอายเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
มู่หลานซบใบหน้าซีดเซียวลงบนอกอ้อมกอดของเขา นัยน์ตาสั่นระริก นางเงยหน้าขึ้นสบตาบอยหนุ่มผู้ดื้อรั้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า "เจ้า... ทำไมต้องบ้าบิ่นถึงเพียงนี้..."
เฟิงอวี่ก้มมองสตรีในอ้อมแขน ความเย็นชาในแววตาของเขายามนี้ถูกแทนที่ด้วยความอ่อนโยนล้ำลึก นิ้วหยาบกร้านเกลี่ยปอยผมที่ชุ่มเหงื่อออกจากหน้าผากมนของนางอย่างทะนุถนอม
"เพราะข้าไม่อาจยอมให้ผู้ใด... มาพรากคนที่ข้าปกป้องไปได้อีกแล้ว" เฟิงอวี่เอ่ยกระซิบชิดริมฝีปากของนาง หัวใจของทั้งสองเต้นระรัวประสานเป็นจังหวะเดียวกันท่ามกลางพายุฟ้าคะนอง
ทว่า ก่อนที่บรรยากาศอันลึกซึ้งจะทันได้ดำเนินไปมากกว่านั้น พื้นศิลาเบื้องหน้าก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น หมอกควันสีดำสนิทม้วนตัวรวมกันเป็นร่างเงาขนาดมหึมาของนักพรตชราผู้หนึ่ง ถือพู่กันโลหิตและสมุดบันทึกแห่งชะตากรรม ดวงตาสสีแดงฉานจ้องมองลงมายังคนทั้งสองด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
"นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะปีนขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้... เฟิงอวี่" เสียงแหบพร่าดั่งภูตผีดังขึ้นจากเงาร่างนั้น "แต่เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า การมาถึงยอดเขาแห่งนี้ จะทำให้เจ้าพ้นจากเงื้อมมือของ 'หอคอยบัญชาสวรรค์' ได้?"
เฟิงอวี่หรี่ตาลงคมกริบ เขายังคงโอบกอดมู่หลานไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง มืออีกข้างชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝักอย่างช้าๆ เสียงคมดาบเสียดสีกับฝักดังขึ้นบาดแก้วหู บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนกลายเป็นน้ำแข็ง
เงาร่างนั้นหัวเราะลั่นพร้อมกับสะบัดพู่กันโลหิตออกไป อักษรคำว่า 'ตาย' ขนาดมหัศจรรย์พุ่งตรงเข้าใส่พวกเขาทั้งสองด้วยความเร็วราวดาวตก
เฟิงอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกระลอกหนึ่ง แววตาฉายประกายอำมหิตไร้ขีดจำกัด เขาเอ่ยกระซิบข้างหูนางเซียนสาวเบาๆ
"จับข้าไว้ให้แน่น... ข้าจะแสดงให้มันเห็นว่า วิถีกระบี่ของข้า... สามารถผ่าแม้กระทั่งเงื้อมมือสวรรค์ได้อย่างไร"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่ทุกท่านครับ
กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 23
พิธีล้างมลทิน
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!