กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในโพรงถ้ำอัสนีบาตมิได้มาจากอสูรพันปีตนใด หากแต่หยดลงมาจากคมกระบี่ที่คุ้นเคย
"หลี่เทียน... เจ้ากล้าดีนี่"
เสียงของเฟิงอวี่ต่ำทุ้มราวกับก้อนศิลาที่บดขยี้กันในหุบเหวไร้ก้น ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่จับจ้องร่างของสหายร่วมเป็นร่วมตายที่ยืนขวางทางออกสำนักลับ เขามิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ความทะนงตนในวิถีกระบี่ของเขายังคงค้ำจุนกระดูกสันหลังให้ตั้งตรง แม้ว่าภายในชีพจรจะเริ่มปั่นป่วนด้วยพิษสลายปราณที่แฝงมากับสุราคารวะเมื่อยามค่ำคืน
หลี่เทียนหัวร่อในลำคอ รอยยิ้มที่เคยจริงใจและเปี่ยมด้วยคุณธรรมน้ำมิตร บัดนี้กลับบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด นัยน์ตาของมันทอประกายโลภะและอำมหิต
"เฟิงอวี่... โลกยุทธภพนี้มีกฎเกณฑ์เพียงข้อเดียว ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงคู่ควรแก่คัมภีร์เซียนบรรพกาล เจ้าถือครองกระบี่ไร้ลักษณ์มานานเกินไปแล้ว สมควรถึงคราวสละตำแหน่งให้ผู้อื่นเสียที"
เบื้องหลังของหลี่เทียนคือค่ายกลผนึกวิญญาณที่ถูกเปิดใช้งานโดยสมบูรณ์ อักขระสีชาดนับหมื่นลอยวนเวียนดั่งฝูงผีดิบกระหายเลือด และที่ใจกลางค่ายกลนั้น... ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของมู่หลานกำลังนั่งขัดสมาธิโคจรพลังต้านทานพิษร้าย ใบหน้างามล่มเมืองซีดเซียวราวกับหิมะ เม็ดเหงื่อผุดพรายตามขมับ แต่แววตายังคงไว้ซึ่งความเย่อหยิ่งและเย็นชาดั่งเซียนผู้สูงส่ง
"เจ้าสารเลว..." มู่หลานเค้นเสียงลอดไรฟัน นางพลาดท่าเพราะไว้ใจศิษย์พี่ร่วมสำนักของหลี่เทียนที่แฝงตัวมาขอกำลังเสริม จนกระทั่งถูกล่อลวงให้เข้าสู่ค่ายกลกักขังปราณเซียนนี้ "ใช้แผนสกปรกเช่นนี้ เจ้ายังมีหน้าเรียกตนเองว่าเป็นยอดฝีมือแห่งวิถีพรตอีกหรือ"
"ฮ่าๆๆ น้องมู่หลาน โลกเซียนเบื้องบนหาได้มองหาวิถีคุณธรรมไม่ พวกมันมองหาเพียง 'ผลลัพธ์' เมื่อข้าสังหารพวกเจ้าทั้งสองและนำหัวใจมังกรฟ้ากลับไป สำนักกระบี่สวรรค์ก็จะแต่งตั้งให้ข้าเป็นผู้อาวุโสสูงสุด!" หลี่เทียนแผดเสียงหัวร่ออย่างบ้าคลั่ง มือขวาตบเข้าที่ด้ามกระบี่บินนับร้อยเล่มที่ลอยอยู่รอบตัว พลังปราณขั้นทะลวงด่านแท้จริงระเบิดออกมาจนผนังถ้ำสั่นสะเทือน
เฟิงอวี่นิ่งเงียบ เขามิได้เอ่ยวาจาใดตอบโต้ ความเจ็บปวดจากการถูกหักหลังโดยคนที่ไว้ใจมิอาจทำลายจิตวิญญาณของจอมยุทธ์ผู้ผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วนได้ ในทางกลับกัน มันกลับหลอมรวมความโกรธเกรี้ยวทั้งหมดให้กลายเป็นสัจธรรมแห่งกระบี่ที่คมกริบยิ่งขึ้น
ชายหนุ่มค่อยๆ หลับตาลง ปล่อยให้ลมปราณที่ปั่นป่วนไหลเวียนย้อนศร ทะลวงจุดชีพจรที่ถูกปิดกั้นด้วยเคล็ดวิชาฝืนลิขิตฟ้า เลือดสีดำคล้ำพุ่งทะลักออกจากมุมปาก แต่รัศมีกระบี่รอบกายเขากลับแผ่พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า ราวกับพญามังกรที่กำลังตื่นจากการหลับใหล
"เจ้าคิดว่าพิษสลายปราณของสำนักมารโลหิต จะหยุดยั้งวิถีกระบี่ของข้าได้กระนั้นหรือ?"
เฟิงอวี่ลืมตาขึ้น นัยน์ตาดำสนิทคู่นั้นว่างเปล่าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ แต่มันกลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ายามที่เขาโกรธเกรี้ยวเสียอีก
หลี่เทียนรู้สึกหนีบหนาวที่ไขสันหลังอย่างกะทันหัน รัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของเฟิงอวี่ทำให้กระบี่บินในมือมันสั่นเทา "ฆ่ามัน! อย่าให้มันตั้งตัวได้!"
สิ้นเสียงคำราม กระบี่บินนับร้อยเล่มพุ่งทะยานเข้าใส่เฟิงอวี่ดั่งห่าฝนอัสนี ท้องฟ้าภายในถ้ำถูกฉีกกระชากด้วยประกายแสงเจิดจ้า เสียงลมปราณปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวจนหินผาถล่มลงมาปิดทางเข้าออก
*เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!*
ไม่มีการชักกระบี่ออกจากฝัก เฟิงอวี่เพียงแค่สะบัดแขนเสื้อ รัศมีกระบี่ที่ไร้รูปร่างแต่ทรงพลังมหาศาลก็กวาดล้างกระบี่บินเหล่านั้นจนแตกละเอียดเป็นผุยผงในชั่วพริบตา เศษเหล็กนับร้อยปลิวว่อนราวกับใบไม้ร่วงหล่นท่ามกลางพายุหมุน
สีหน้าของหลี่เทียนเปลี่ยนเป็นซีดเผือด มันถอยหลังไปสามก้าวโดยไม่รู้ตัว "เป็นไปไม่ได้! เจ้าควรจะไร้เรี่ยวแรงไปแล้วนี่!"
"ในวิถีกระบี่ของข้า... ไม่มีคำว่าไร้หนทาง"
เฟิงอวี่ก้าวเท้าออกไปข้างหนึ่ง พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ร่างของเขาหาย ับไปจากสายตาและปรากฏขึ้นตรงหน้าหลี่เทียนราวกับภูตผี ฝ่ามือที่ห่อหุ้มด้วยลมปราณกระบริไร้ลักษณ์พุ่งตรงไปยังอกเสื้อของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
"ระวังตัวด้วย!" มู่หลานส่งเสียงเตือน แม้จะบาดเจ็บแต่นางก็ยังพยายามรวบรวมลมปราณเซียนเพื่อช่วยเหลือ
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือของเฟิงอวี่กำลังจะทะลวงผ่านหัวใจของหลี่เทียน เงาร่างสีดำสนิทสายหนึ่งก็พุ่งทะลวงออกมาจากความมืดมิดเบื้องหลังค่ายกล แรงกดดันระดับเซียนแท้จริงกดทับลงมาจนอากาศรอบบริเวณแข็งตัว
*ฉึก!*
เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมผนังถ้ำสีขาวโพลนให้กลายเป็นสีชาด เฟิงอวี่ชะงักฝ่ามือ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อก้มลงมองกระบี่เล่มหนึ่งที่ทะลวงผ่านแผ่นหลังของตนเองออกมาทางหน้าอก
ไม่ใช่กระบี่ของหลี่เทียน... แต่เป็นกระบี่ของผู้อาวุโสซือหม่า ผู้เป็นอาจารย์ลุงที่พวกเขาเคารพรักและเดินทางร่วมกันมาตลอดนับพันลี้
"อาจารย์... ลุง?" เฟิงอวี่เอ่ยชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เลือดสีแดงฉานไหลรินอาบชุดคลุมสีดำ
ผู้อาวุโสซือหม่ายืนถือกระบี่อยู่เบื้องหลัง รอยยิ้มบนใบหน้าชราภาพบิดเบี้ยวด้วยความโลภและอำมหิต ผิด 180 องศาจากภาพลักษณ์ผู้มีคุณธรรมสูงส่งที่เคยแสดงออกมาก่อนหน้านี้
"เฟิงอวี่ เจ้ามันอัจฉริยะเกินไป... เกินกว่าที่สำนักกระบี่สวรรค์จะเก็บเจ้าไว้ให้อยู่เหนือหัว" ผู้อาวุโสซือหม่ากระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก "คัมภีร์เซียนบรรพกาลและกระบี่ไร้ลักษณ์ สมควรตกเป็นของคนสกุลซือหม่าแต่เพียงผู้เดียว"
มู่หลานกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยว นางพยายามฝืนทะลวงค่ายกลจนกระอักเลือดคำโต "พวกเจ้า... เดรัจฉานหน้าตัวเมีย!"
เฟิงอวี่กระอักเลือดออกมาคำใหญ่ ร่างกายของเขาร่วงหล่นลงคุกเข่ากับพื้นถ้ำ แรงชีวิตค่อยๆ เลือนหายไปจากปลายนิ้ว ทว่า... ที่มุมปากของจอมยุทธ์หนุ่มผู้ทะนงตน กลับปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันขึ้นมาวูบหนึ่ง
"คิดว่า... ข้าไม่รู้ตัวเลยหรือ ว่าพวกเจ้าเป็นสุนัขรับใช้ของใคร?"
ผู้อาวุโสซือหม่าและหลี่เทียนชะงักกึกทันที เมื่อจู่ๆ รอยแผลที่หน้าอกของเฟิงอวี่ก็เปล่งแสงสว่างสีทองเจิดจ้าออกมา พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่ดังมาจากห้วงมิติเบื้องบน ราวกับทัณฑ์สวรรค์กำลังลืมตาตื่นขึ้นเพื่อพิพากษาคนทรยศ!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่ทุกท่านครับ
กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 24
ศัตรูในคราบมิตร
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!