โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลาขาวสะอาดดังเป๊าะ เสียงนั้นเบายิ่ง แต่กลับดังก้องกังวานเสียดแทงโสตประสาทของคนทั้งสองยิ่งกว่าเสียงอสนีบาตฟาดผ่า
เฟิงอวี่ก้มมองรอยเลือดที่มุมปากของตนเองด้วยแววตาเรียบเฉย ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในตันTianยังคงหมุนวนอย่างบ้าคลั่งราวกับพายุทอร์นาโด ทว่าความเจ็บปวดจากการฝืนทะลวงจุดชีพจรเก้าสวรรค์เมื่อครู่ กลับไม่หนักหนาเท่าความตึงเครียดที่แผ่ซ่านอยู่ในบรรยากาศรอบกายเวลานี้
เบื้องหน้าของเขาคือ มู่หลาน นางเซียนผู้สูงส่ง เย็นชา และบริสุทธิ์ดุจหิมะพันปีบนยอดเขาไร้ลักษณ์ ยามนี้อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางเปรอะเปื้อนด้วยละอองฝุ่นและคราบเลือดจากการที่นางต้องใช้พลังเซียนครึ่งหนึ่งเข้าคุ้มกันเขาจากทัณฑ์สวรรค์ย้อนกลับ เส้นผมสีดำสนิทที่เคยรวบไว้เรียบร้อยยามนี้หลุดลุ่ยเคลียคลออยู่ข้างแก้วเนียนนุ่ม ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของจอมยุทธ์ผู้พเนจรอย่างเขาเต้นผิดจังหวะหาใช่บาดแผลภายนอกไม่ หากแต่เป็นหยาดน้ำตาที่เอ่อคลออยู่หน่วยตาคู่นั้น—ดวงตาที่ตลอดมามีแต่ความว่างเปล่าและห่างเหินราวกับมองมดปลวกบนพื้นดิน
"เหตุใด... จึงต้องทำถึงเพียงนี้?"
เสียงของมู่หลานสั่นเครือเล็กน้อย ราวกับก้อนน้ำแข็งที่ถูกไฟแผดเผาจนเริ่มแตกร้าว ความเยือกเย็นที่นางใช้ห่อหุ้มตัวตนมานับร้อยปีบัดนี้พังทลายลงไม่เป็นท่า นางจ้องมองชายหนุ่มผู้ทะนงตนในวิถีกระบี่ ผู้อาจหาญท้าทายกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์โดยไม่เคยห่วงชีวิตตนเองเลยสักนิด
เฟิงอวี่เงยหน้าขึ้น สบตากับนาง แววตาคมกริบดุจคมกระบี่ของเขาอ่อนแสงลงวูบหนึ่ง ทว่าน้ำเสียงยังคงราบเรียบและดื้อรั้นตามนิสัย "วิถีกระบี่ของข้า คือวิถีแห่งการไปให้ถึงจุดสูงสุด หากข้าต้องก้มหัวให้โชคชะตาและกฎเกณฑ์อันไร้เหตุผลเหล่านั้น สู้ให้กระบี่ในมือหักสะบั้นลงเสียยังดีกว่า... และข้า... ไม่เคยขอให้เจ้าต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องข้า"
"เจ้าคนใจร้าย!"
น้ำคำนั้นหลุดออกจากริมฝีปากบางเฉียบของนางเซียนผู้สูงศักดิ์เป็นครั้งแรก นางพุ่งเข้าประชิดตัวเขาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายลม ปลายนิ้วเรียวยาวสั่นเที้ยวกำคอเสื้อของเขาแน่น แรงอารมณ์ที่อัดอั้นมาเนิ่นนานระเบิดออกมาในคราเดียว
"เจ้าคิดว่าข้าปกป้องเจ้าเพราะหน้าที่หรือ? เจ้าคิดว่าหุบเขาไร้ลักษณ์แห่งนี้ผูกพันข้าไว้กับกฎบ้าบอเหล่านั้นจริงหรือ?!"
หยาดน้ำตาหยดแรกไหลรินอาบแก้วเนียนของมู่หลาน มันร้อนผ่าว ยิ่งกว่าอัคคีสวรรค์และบาดแผลใดๆ ในชีวิตของเฟิงอวี่ จอมยุทธ์หนุ่มผู้ผ่านการนองเลือดและความสูญเสียมานับไม่ถ้วน ชะงักงันไปในทันที สมองที่เคยฉับไวในการคำนวณวิถีกระบี่และกระบวนท่ากลับขาวโพลนจนคิดคำพูดใดไม่ออก
นี่คือคำสารภาพ... คำสารภาพจากหัวใจของสตรีผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเซียนยุทธ์ นางผู้ไม่เคยชายตาดูล่ามผู้ใด นางผู้เปรียบเสมือนจันทร์กระจ่างฟ้าอันสูงส่ง บัดนี้กลับยอมก้มหัวให้แก่ความรักและความห่วงใยที่มีต่อชายหนุ่มผู้มีเพียงกระบี่ไร้ลักษณ์เล่มเดียว
"ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา ข้าอยู่เพื่อบำเพ็ญเพียร ตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง..." เสียงของมู่หลานแผ่วเบาลง แต่ละคำที่หลุดออกมากลับหนักหน่วงดุจขุนเขาไท่ซานกดทับลงบนทรวงอกของเฟิงอวี่ "ข้าคิดว่าหัวใจของข้ากลายเป็นหินผาไปแล้ว จนกระทั่งวันที่เจ้าก้าวเข้ามาในหุบเขาแห่งนี้... วันที่เจ้าใช้ร่างของตัวเองรับกระบี่มารโลหิตแทนข้า วันนั้น... ข้าถึงได้รู้ว่า โลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การฝึกตนเพื่อบรรลุเป็นเซียน แต่มันยังมีความหมายของการมีชีวิตอยู่... เพื่อใครสักคน"
ลมหนาวพัดโชยผ่านหุบเขาไร้ลักษณ์ กลิ่นอายของดอกเหมยขาวเคล้าคลอไปกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง
เฟิงอวี่มองใบหน้าที่อาบน้ำตาของสตรีตรงหน้า หัวใจที่ด้านชามานานนับปีจากการสูญเสียสำนักและอาจารย์ บัดนี้กลับถูกความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านเข้าปกคลุมจนปวดแปลบ เขาไม่ใช่คนพูดจาหวานหู ความทะนงตนในวิถีกระบี่หล่อหลอมให้เขาเป็นคนแข็งกร้าว แต่ในยามนี้ มือที่เคยถือครองกระบี่สังหารเซียนกลับยกขึ้นอย่างสั่นเทา ปลายนิ้วหยาบกร้านเกลี่ยหยาดน้ำตาออกจากแก้วของนางอย่างทะนุถนอมเป็นครั้งแรก
"มู่หลาน... ข้าเป็นเพียงคนจรผู้มีเส้นทางแห่งการแก้แค้นค้ำคอ ทะниงตนและดื้อรั้น การเดินเคียงข้างข้า... มีแต่จะนำภัยพิบัติมาสู่เจ้า"
"ข้าไม่กลัวภัยพิบัติอันใดทั้งสิ้น!" มู่หลานสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับจะอ่านใจชายหนุ่มให้ทะลุปรุโปร่ง "หากสวรรค์ต้องการพรากเจ้าไปจากข้า ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือของข้า... สับ108ทัณฑ์สวรรค์ให้แหลกเป็นจุล!"
คำกล่าวอันองอาจและเด็ดเดี่ยวสมกับเป็นนางเซียนผู้ครองหุบเขาไร้ลักษณ์ ทำให้เฟิงอวี่ถึงกับแย้มยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่แทบไม่มีใครเคยได้เห็น รอยยิ้มที่จริงใจและเปี่ยมด้วยเสน่ห์อันร้ายกาจของชายหนุ่มผู้ทะนงตน
"เช่นนั้น..." เฟิงอวี่ขยับเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดกัน ดวงตาคมกริบเป็นประกายเจิดจ้าดุจดวงดาวบนฟากฟ้า "หากวันนี้เราต้องฝืนลิขิตฟ้าดินร่วมกัน เจ้า... ยินดีที่จะเอาชื่อของ 'มู่หลาน' มาผูกติดไว้กับ 'กระบี่ไร้ลักษณ์' ของข้าไปจนวันตายหรือไม่?"
มู่หลานมิได้ตอบด้วยคำพูด นางหลับตาลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนความเขินอาย ก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ ทว่าหนักแน่นดุจภูผา มือเรียวยาวของนางเลื่อนขึ้นกุมมือของเขาที่ถือกระบี่ไว้แน่น ปราณเซียนบริสุทธิ์และปราณกระบี่ไร้ลักษณ์หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ เกิดเป็นคลื่นพลังงานมหาศาลพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภาจนเมฆหมอกทัณฑ์สวรรค์แตกกระเจิง!
ทว่า ในวินาทีที่ความหวานล้ำและพลังอันไร้เทียมทานกำลังหลอมรวมหัวใจของคนทั้งสองเข้าด้วยกันนั้นเอง...
ก๊าซซซ—!
เสียงกรีดร้องโหยหวนอันน่าสะพรึงกลัวดังแหวกมิติมาจากห้วงเหวลึกเบื้องล่าง บรรยากาศรอบกายที่อบอุ่นเมื่อครู่พลันเย็นเยียบลงจนถึงขั้วกระดูก ท้องฟ้าที่เพิ่งกระจ่างใสกลับถูกย้อมด้วยสีเลือดฉานในพริบตา
เงาร่างมหึมาสีดำทมิฬแปดร่าง ปรากฏขึ้นพร้อมกับแรงกดดันระดับเซียนบรรพกาลที่กดทับลงมาจนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นใยแมงมุม และเสียงหัวเราะอันเย็นเยียบก้องกังวานไปทั่วหุบเขา
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าซาบซึ้งยิ่งนัก! นึกไม่ถึงว่านางเซียนผู้สูงส่งแห่งหุบเขาไร้ลักษณ์ จะยอมจำนนให้แก่เด็กน้อยผู้ใช้กระบี่ขยะผู้นี้!"
เฟิงอวี่หรี่ตาลงคมกริบ ประกายสังหารระเบิดออกมาจากร่างในทันที มือขวาตวัดกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝักด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ—
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่ทุกท่านครับ
กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 21
คำสารภาพของหัวใจ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!