กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 7

คำสัตย์สาบาน

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายคมกระบี่ไร้ลักษณ์ กระทบลงบนแผ่นศิลาโบราณจนเกิดเสียงก้องกังวานดั่งระฆังวัดร้างในยามราตรี "เจ้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้... เพื่อแลกกับความตายของคนกลุ่มหนึ่ง เจ้าคิดจะใช้ชีวิตของตนเองเป็นเดิมพันเช่นนั้นหรือ เฟิงอวี่" สุ้มเสียงเยือกเย็นดั่งน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหิมะพันปีดังขึ้นจากเบื้องหลัง มู่หลานยืนสงบนิ่งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นเหมยสวรรค์ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามแรงลมปราณที่แปรปรวน ทว่าดวงเนตรคู่คมกลับมิได้ทอดมองซากศพของเหล่ามือสังหารจากสำนักอัคคีผลาญฟ้าที่นอนเกลื่อนกลาด หากแต่กำลังจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของบุรุษผู้ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้า เฟิงอวี่มิได้หันกลับไปมอง นางเซียนผู้เย่อหยิ่งผู้นี้ ชายหนุ่มเพียงแค่ใช้ปลายนิ้วเรียวยาวเช็ดคราบโลหิตที่เปื้อนข้างคมกระบี่อย่างเชื่องช้า รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก ท่าทีทะนงตนนั้นราวกับว่าความตายเมื่อครู่เป็นเพียงละอองฝุ่นที่เกาะติดอยู่บนอาภรณ์ "ความตาย? คำนี้ช่างห่างไกลจากวิถีกระบี่ของข้าเหลือเกิน มู่หลาน" เฟิงอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ก้องกังวาน "สำนักที่ถูกทำลายด้วยน้ำมือของเทพสวรรค์มอบบทเรียนเพียงอย่างเดียวให้แก่ข้า นั่นคือผู้ที่ก้มหัวให้ฟ้าดิน ย่อมต้องสูญสิ้นแม้กระทั่งสิทธิ์ที่จะหายใจ และข้า... เฟิงอวี่ผู้นี้ ไม่เคยมีนิสัยชอบคุกเข่าให้ผู้ใด แม้กระทั่งเงาของตนเอง" บรรยากาศรอบหุบเขาไร้ลักษณ์พลันเงียบงัดลงทันMี ปราณกระบี่ที่ยังคงค้างเติ่งในอากาศส่งเสียงหวีดหวิวเสียดสีกันดั่งเสียงร่ำไห้ของวิญญาณ มู่หลานขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย หัวใจที่เคยสงบนิ่งดั่งบึงน้ำโบราณยามไร้ลมพัดกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง นางพบว่าตนเองเริ่มหวาดกลัว... ไม่ใช่หวาดกลัวต่อพลังฝีมือที่ทะยานขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัดของเขา แต่เป็นความดื้อรั้นอันดื้อดึงที่จะฝืนลิขิตฟ้าดินต่างหากที่ทำให้นางรู้สึกปั่นป่วนในทรวง "เจ้าคิดว่าลำพังตัวคนเดียว จะต้านทานกองกำลังนับพันของพรรคหกวิญญาณทมิฬที่กำลังเคลื่อนพลมาได้เช่นนั้นหรือ?" มู่หลานก้าวเท้าเข้ามาใกล้ระยะสามก้าว กลิ่นอายหอมเย็นดั่งดอกเหมยหลอมรวมเข้ากับกลิ่นอายโลหิตอย่างน่าประหลาด "ที่นี่คือหุบเขาไร้ลักษณ์ สถานที่ซึ่งบรรพชนเซียนใช้หลบเร้นจากความวุ่นวายของยุทธภพ มันมิใช่สนามประลองเพื่อสนองตัณหาความแค้นของเจ้า" "ข้าไม่ได้มาเพื่อสร้างสนามประลอง..." เฟิงอวี่หมุนกายกลับมาเผชิญหน้ากับนางอย่างเต็มตัว ดวงตาคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองร่างระหงที่สั่นเทาเล็กน้อยด้วยความโกรธ "แต่ข้ามาที่นี่ เพื่อปกป้อง..." คำพูดหยุดชะงักลงชั่วอึดใจ สายตาทั้งสองคู่ประสานกันอย่างมีความหมาย มู่หลานชะงักง้าง ลมหายใจของนางสะดุดไปวูบหนึ่งเมื่อพบว่าความเยือกเย็นที่นางสั่งสมมานานแรมปี กำลังถูกแผดเผาด้วยความร้อนแรงจากแววตาของจอมยุทธ์พเนจรผู้นี้ "ปกป้องหุบเขา... หรือปกป้องผู้ที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้กันแน่?" นางเค้นเสียงถามเพื่อกลบเกลื่อนความปั่นป่วนภายใน เฟิงอวี่ไม่ตอบคำถามในทันที เขาชูคมกระบี่ไร้ลักษณ์ขึ้นฟ้า ปราณกระบี่สีครามเข้มพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่เมฆหมอกเบื้องบนจนแหวกออกเป็นช่องว่าง เผยให้เห็นท้องนภาสีเลือดที่กำลังคำรามด้วยเสียงอสุนิบาต "ข้า—เฟิงอวี่ ขอใช้จิตวิญญาณแห่งวิถีกระบี่เป็นเดิมพัน ณ เบื้องหน้าฟ้าดินและหุบเขาไร้ลักษณ์แห่งนี้" น้ำเสียงของชายหนุ่มทรงพลังและเด็ดเดี่ยวราวกับประกาศิตสวรรค์ "ตราบใดที่ลมหายใจของข้ายังไม่ดับสูญ ตราบนั้นจะไม่มีผู้ใดในใต้หล้า แม้แต่เงาของเทพหรือมาร สามารถก้าวล่วงเข้ามาทำลายสถานที่แห่งนี้หรือแตะต้องปลายเส้นผมของเจ้าได้แม้แต่เส้นเดียว!" สิ้นเสียงคำราม สัจพจน์แห่งคำสัตย์สาบานสะท้อนก้องไปทั่วทั้งหุบเขา มวลพลังปราณธรรมชาติรอบด้านพลันระเบิดออก แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าดินรับรู้และเป็นพยานในคำสัตย์นี้ อักขระโบราณที่สลักไว้บนผนังหินรอบหุบเขาเปล่งแสงสีทองเรืองรองขึ้นมาทีละตัว ดั่งค่ายกลป้องกันนับร้อยปีที่กำลังตื่นจากการหลับใหล มู่หลานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางรู้ดีว่าคำสัตย์สาบานที่ขับเน้นด้วยจิตวิญญาณแห่งวิถีกระบี่นั้นมีความหมายเช่นไร มันไม่ใช่เพียงคำพูดลมๆ แล้งๆ แต่มันคือพันธะสัญญาโลหิตที่หากผิดคำพูด ผู้สาบานจะต้องแตกดับทั้งกายและจิตภายใต้ทัณฑ์สวรรค์! "เจ้ามันคนโง่เง่า..." นางพึมพำออกมา หยาดน้ำตาใสๆ เอ่อคลอขึ้นที่หางตาคู่สวยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบร้อยปี "เหตุใดจึงต้องเอาชีวิตมาผูกติดกับสถานที่และสตรีที่ไร้หัวใจเช่นข้า" "เพราะหัวใจของเจ้าไม่ได้ไร้หัวใจ... แต่มันเพียงแค่รอคอยผู้ที่จะกล้าพอจะพังทลายกำแพงน้ำแข็งนั้นลงต่างหาก" เฟิงอวี่ก้าวเข้าไปประชิดตัวนางในระยะประชิด มือหนายื่นออกไปประคองร่างบางที่กำลังสั่นเทาไว้ในอ้อมแขน แม้ภายนอกเขาจะดูเย่อหยิ่งและเย็นชาต่อโลกหล้า แต่สัมผัสที่มอบให้นางกลับอบอุ่นและมั่นคงยิ่งกว่าขุนเขาใดๆ ในปฐพี ในขณะที่ทั้งสองกำลังดื่มด่ำกับความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความหมายอันลึกซึ้งนั้นเอง ทันใดนั้น... ท้องนภาที่เคยคำรามด้วยอสุนิบาตก็พลันเงียบสงบลงอย่างผิดปกติ ความมืดมิดสนิทไร้แสงดาวเข้าปกคลุมหุบเขาไร้ลักษณ์ในชั่วพริบตา กลิ่นอายกดดันระดับมหาเทพที่ทำให้ลมหายใจแทบหยุดนิ่งแผ่ซ่านมาจากเบื้องล่างของหุบเขา ลมพายุหมุนวนรุนแรงจนต้นเหมยสวรรค์หักโค่นลงครึ่งต้น เฟิงอวี่หรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณนักฆ่าและจอมยุทธ์ผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนกรีดร้องเตือนภัยอย่างบ้าคลั่ง ที่ก้นเหวลึกซึ่งถูกผนึกมานับหมื่นปี... บัดนี้ มีเสียงโซ่ตรวนเหล็กกล้าถูกกระชากดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเสียงหัวเราะอันน่าสยดสยองที่ดังขึ้นราวกับมาจากขุมนรกโลกันตร์ "ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นคำสัตย์สาบานที่น่าซาบซึ้งยิ่งนัก... แต่น่าเสียดาย ที่วันนี้... จะเป็นวันตายของเจ้า และวันดับสูญของหุบเขาไร้ลักษณ์แห่งนี้!" เงาดำมหึมาสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นมาจากก้นเหวราวกับมังกรทมิฬ แรงกดดันระดับเซียนขั้นสูงสุดแผ่ขยายปกคลุมทุกตารางนิ้วจนเฟิงอวี่ต้องกระอักโลหิตออกมาคำโต ทว่าในวินาทีวิกฤตินั้นเอง ที่มุมปากของชายหนุ่มกลับยกยิ้มขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม เขาผลักร่างของมู่หลานไปด้านหลัง พร้อมกับกระชากกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝักท่ามกลางประกายไฟที่สาดกระเซ็น! ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่ทุกท่านครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%