กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 8

วิชาดาบเงาจันทร์

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
"วิชาของเจ้ายังมีช่องโหว่... ไม่ใช่เพราะขาดความเฉียบคม แต่เป็นเพราะในใจเจ้ายังมีตัวตน" เสียงของมู่หลานเยียบเย็นดั่งสายน้ำในฤดูหนาว ทว่าก้องกังวานลึกลงไปถึงก้นบึ้งจิตวิญญาณ กลางลานหินผาเมฆาอันเป็นเขตหวงห้ามแห่งหุบเขาไร้ลักษณ์ หมอกหนาทึบม้วนตัวราวกับมีชีวิต ปราณกระบี่ที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของนางกดทับจนอากาศรอบกายแทบแข็งตัว เฟิงอวี่กัดฟันแน่น เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายบนหน้าผาก ทั้งที่ร่างกายของเขาผ่านศึกนองเลือดมานับไม่ถ้วน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับนางเซียนผู้ครองหุบเขาแห่งนี้ ความทะนงตนทั้งหมดราวกับถูกบดขยี้จนแหลละเอียด เขากำด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือแน่น เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามข้อมือ ดวงตาคมก้าวร้าวฉายแววไม่ยอมแพ้ "ตัวตนเช่นนั้นหรือ? ข้ามีเป้าหมายที่จะล้างแค้นให้สำนัก มีวิถีกระบี่ที่ต้องปกป้อง เหตุใดจึงต้องไร้ตัวตนตามที่เจ้ากล่าว?" เฟิงอวี่เอמהเสียงต่ำอย่างดื้อรั้น น้ำเสียงเจือความท้าทายที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจซ่อนไว้ได้ มู่หลานชายตามองเขา ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ลอยตัวเหนือพื้นดินครึ่งชุ่น ดวงตาดั่งหยกเย็นชาคู่นั้นกวาดมองบุรุษผู้ดื้อรั้นตรงหน้า หัวใจที่เคยสงบนิ่งดั่งน้ำในบึงโบราณกลับไหววูบอย่างประหลาด นางเห็นความแค้นที่สุมอก เห็นรอยแผลเป็นแห่งอดีต และที่สำคัญ... นางเห็นเงาของตัวเองในตัวเขา นางถอนหายใจแผ่วเบา เสียงถอนหายใจนั้นคล้ายสายลมที่พัดผ่านยอดสน แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนในห้วงอากาศ "ความแค้นคือโซ่ตรวน วิถีกระบี่ที่ยังมีพันธนาการย่อมไม่มีวันไร้พ่าย" มู่หลานก้าวเท้าเข้ามาใกล้ สัญชาตญาณการป้องกันตัวของเฟิงอวี่สั่งให้เขาชักกระบี่ออกครึ่งนิ้ว ทว่าชั่วพริบตานั้น ร่างของนางก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาอย่างไร้ซุ่มเสียง ปลายเรียวนิ้วเย็นเฉียบแตะลงที่กลางหน้าผากของเขาเบาๆ "หลับตาลง... แล้วสัมผัสความว่างเปล่า" ความเย็นจากปลายนิ้วของนางแผ่ซ่านเข้าสู่เส้นชีพจร ปราณเซียนบริสุทธิ์ไหลเวียนเข้ากดจุดลมปราณของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว เฟิงอวี่สะดุ้งเฮือก ร่างกายแข็งทื่อ ขยับเขยื้อนไม่ได้ดั่งใจ นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น นี่คือพลังที่เหนือล้ำกว่าเขาไปไกลลิบ นางสามารถปลิดชีพเขาได้ในลมหายใจเดียวโดยที่เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะชักกระบี่ "อย่าต่อต้านข้า... หากเจ้ายังอยากเรียนรู้ 'วิชาดาบเงาจันทร์'" น้ำเสียงของมู่หลานอ่อนลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ปลายจมูกของทั้งสองห่างกันเพียงคืบ กลิ่นหอมจางๆ ประทิ่นกลิ่นดอกเหมันต์โชยเข้าจมูก ปลุกเร้าความรู้สึกบางอย่างที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความเย็นชาของทั้งคู่ เฟิงอวี่สูดลมหายใจลึก พยายามข่มความพยศในใจลง หลับตาลงตามคำสั่งของนาง เมื่อประสาทสัมผัสภายนอกถูกปิดกั้น โลกภายในกลับขยายกว้างขึ้น เสียงลมหายใจของมู่หลาน เสียงการไหลเวียนของเลือดในกาย และเสียงสะท้อนของหินผาทุกก้อนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว "วิชาดาบเงาจันทร์ มิใช่การใช้กระบี่ฟาดฟันศัตรู" เสียงของมู่หลานกระซิบข้างใบหู อ่อนโยนแต่ทรงพลัง "แต่มันคือการยืมพลังจากฟ้าดิน สะท้อนแสงจันทร์ในจิตใจ และตัดขาดกิเลสทั้งปวงในคราเดียว" นางขยับมือของเขาให้ยกขึ้น ชายแขนเสื้อกว้างสะบัดวูบ ปราณกระบี่ไร้รูปถูกหล่อหลอมขึ้นจากความว่างเปล่า รอบกายของทั้งคู่พลันเปลี่ยนสภาพ บรรยากาศรอบหุบเขาที่เคยปกคลุมด้วยหมอกขาว กลับกล and คล้ายถูกอาบไล้ด้วยแสงจันทร์สีครามบริสุทธิ์ ทั้งที่เวลานี้เป็นยามบ่ายแก่ๆ นี่คือภาพลวงตาอันเกิดจากจิตที่บรรลุขั้นสูง หรือคือพลังที่แท้จริงของนางเซียนผู้นี้กันแน่? เฟิงอวี่หัวใจเต้นระส่ำ มิใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะสัมผัสอุ่นร้อนจากมือของมู่หลานที่กุมทับมือของเขาบนด้ามกระบี่ ผิวเนื้อที่แนบชิดกันส่งผ่านกระแสความรู้สึกแปลกประหลาด นางเซียนผู้เย็นชา สูงส่ง และไร้ความรู้สึกผู้นี้ ยามนี้กลับยอมลดตัวลงมาแนบชิด สอนวิชาให้แก่เขาอย่างใกล้ชิดถึงเพียงนี้ "ตั้งสมาธิ... อย่าไขว้เขว" เสียงของมู่หลานเริ่มสั่นพร่าเล็กน้อย เมื่อนางตระหนักว่าระยะห่างระหว่างพวกเขายามนี้ใกล้ชิดเกินกว่าวิถีของเซียนกับมนุษย์จะพึงกระทำ ใบหน้าอันงดงามล่มเมืองขึ้นสีแดงจางๆ อย่างหาได้ยากยิ่ง แม้จะพยายามรักษาความเยือกเย็นไว้เพียงใด แต่วิญญาณที่โดดเดี่ยวมานับร้อยปีของนางก็ย่อมมีรอยร้าวเมื่อต้องเผชิญกับความดุดันและจริงใจของบุรุษผู้นี้ "ข้า... มิได้ไขว้เขว" เฟิงอวี่ลืมตาขึ้น สบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่ฉายแววหวั่นไหวอย่างไม่ปิดบัง น้ำเสียงของเขาแหบพร่า "แต่ข้ากำลังมองหาแสงจันทร์ที่เจ้าพูดถึง... และดูเหมือนข้าจะพบมันแล้ว" มู่หลานชะงักงัน ลมหายใจของนางสะดุดไปเสี้ยววินาที นางกำลังจะเอաբคำตักเตือนเพื่อดึงสติเขา ทว่าก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะได้ขยับเอ่ยสิ่งใด แรงกดดันมหาศาลจากภายนอกหุบเขาไร้ลักษณ์ก็พุ่งทะยานเข้ามาอย่างไร้การเตือนล่วงหน้า! *เปรี้ยง!* ม่านค่ายกลป้องกันเขตหุบเขาแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เสียงระเบิดกัมปนาทสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ ฝุ่นควันตลบอบอวลพร้อมกับจิตสังหารที่แ้ายคลุ้งดั่งอสูรกายจากขุมนรก มู่หลานสีหน้าเปลี่ยนสีทันที ความอ่อนหวานเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แววตาแปรเปลี่ยนเป็นคมกلاดดั่งคมดาบที่พร้อมปลิดชีพผู้มาเยือน นางผลักเฟิงอวี่ออกเบาๆ แต่เด็ดขาด พร้อมกับชักกระบี่ประจำกายออกมา "พวกมันมาเร็วกว่าที่คิด..." นางพึมพำด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก เฟิงอวี่ตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว ความดุดันในวิถีกระบี่กลับคืนสู่ดวงตาของเขาอีกครั้ง เขาดีดตัวยืนเคียงข้างนาง กวาดสายตามองผ่านกลุ่มควันหนาทึบที่กำลังจางลง เผยให้เห็นเงาร่างนับสิบท่านที่รายล้อมอยู่รอบปากทางเข้าหุบเขา ทุกคนล้วนแผ่ปราณระดับผู้บรรลุนิมิตสวรรค์ และที่น่าตกใจที่สุดคือ ผู้ที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดคือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักมารโลหิต ศัตรูคู่อาฆาตที่ทำลายสำนักของเขาเมื่อหลายปีก่อน! "เฟิงอวี่... เจ้าหนูสุนัขจนตรอก นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะมาซ่อนหัวอยู่ที่หุบเขาแห่งนี้!" เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังสะท้อนก้อง พร้อมกับเงาร่างของผู้อาวุโสสำนักมารโลหิตที่ก้าวออกมาเบื้องหน้า แววตาของมันเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมและกระหายเลือด เฟิงอวี่กระชับกระบี่ในมือแน่น เส้นเลือดปูดโปน ร่างกายสั่นเทาด้วยความแค้นที่ปะทุขึ้นถึงขีดสุด ทว่าในจังหวะนั้นเอง ปลายมือของมู่หลานก็เอื้อมมาสัมผัสข้อศอกของเขาเบาๆ เป็นการส่งผ่านพลังและความมั่นคง "จำวิชาที่ข้าเพิ่งสอนได้หรือไม่?" เสียงกระซิบของมู่หลานดังขึ้นท่ามกลางจิตสังหารที่ถาโถม "จงใช้มัน... สับล้างความแค้นของเจ้าซะ" ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่ทุกท่านครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%