"ถอยไป!"
เสียงคำรามต่ำลอดไรฟันของเฟิงอวี่ดังก้องสะท้อนไปทั่วผาชัน กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือของเขาสั่นระริกจนเกิดเสียงหึ่งดั่งพญาผึ้งคลั่ง โลหิตสีแดงฉานสายหนึ่งไหลรินจากมุมปากของชายหนุ่ม หยดลงสู่พื้นศิลาเบื้องล่างจนเกิดควันพวยพุ่ง ทัณฑ์อัคคีที่แผดเผาก่อนหน้าไม่ได้ทำลายเพียงแค่กายเนื้อ หากแต่มันกำลังกัดกินเส้นชีพจรปราณและจิตวิญญาณของเขาอย่างช้าๆ ทว่านัยน์ตาคู่นั้นยังคงทอประกายดุดันดั่งพญาอินทรีผู้ไม่ยอมสยบต่อฟ้าดิน แม้ความตายจะอยู่ห่างเพียงเอื้อมมือ
ทูตสวรรค์แห่งทัณฑ์อัคคีถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว ร่างโปร่งแสงที่เคยอาบไล้ด้วยเปลวเพลิงสีชาดบัดนี้กลับสั่นเทา มันไม่เคยพบเจอมนุษย์ผู้ใดที่มีจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งปานนี้ แม้กระดูกจะแหลกสลาย แม้ลมปราณจะปั่นป่วนใกล้ดับสูญ แต่จิตจำนงแห่งกระบี่ของเฟิงอวี่กลับยิ่งคมกล้าขึ้นราวกับคมดาบที่ผ่านการลับด้วยไฟโลกันตร์
มู่หลานยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง เงาร่างในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามสายลมปราณที่แปรปรวน ดวงตาคู่คมดุจหงส์ทอดมองแผ่นหลังอันกำยำที่เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ ความเย็นชาที่เคยใช้ห่อหุ้มหัวใจมานานนับร้อยปีบัดนี้กลับถูกละลายด้วยหยดเลือดแห่งความทะนงตนนั้น นางรู้ดี... หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปเช่นนี้ แก่นแท้พลังปราณของเฟิงอวี่จะต้องแตกสลายอย่างไร้หนทางเยียวยา และวิถีกระบี่ที่เขาเพียรบำเพ็ญมาตลอดชีวิตจะมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน
"เจ้าเป็นคนโง่เขลาที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอ"
เสียงหวานกังวานราวกับเสียงกระดิ่งเงินท่ามกลางสายหมอกเอ่ยขึ้น แฝงไว้ด้วยความขุ่นเคืองและความร้าวรานที่ซ่อนเร้นอย่างแนบเนียน
เฟิงอวี่แค่นหัวเราะในลำคอ ใบหน้าซีดเผือดหันกลับมามองนางด้วยแววตาเย้ยหยัน "ความตาย... หรือจะสู้การมีชีวิตอยู่โดยต้องคุกเข่าให้สวรรค์? ข้า... เฟิงอวี่ ไม่เคยเรียนรู้วิธีการก้มหัวให้ผู้ใด หากวันนี้ต้องดับสูญที่นี่ ก็ถือเสียว่าข้าได้ใช้ชีวิตในแบบของข้าแล้ว"
"เจ้าอยากตายนักหรือไง!" มู่หลานตวาดเสียงกร้าวเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ร่างบางพุ่งทะยานเข้ามาประชิดตัวเขาด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ นิ้วเรียวดั่งหยกขาวสะบัดออก ปิดจุดชีพจรสำคัญทั่วร่างของเฟิงอวี่ในชั่วพริบตา เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ลมปราณที่แตกซ่านไหลย้อนกลับไปทำลายหัวใจของเขา
"เจ้า..." เฟิงอวี่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างกายของเขาแข็งทื่อ ขยับเขยื้อนไม่ได้ดั่งใจนึก พลังปราณทั้งหมดถูกกดไว้ด้วยเคล็ดวิชาลึกลับของหุบเขาไร้ลักษณ์ "เจ้าคิดจะทำอะไร?"
มู่หลานไม่ตอบคำ นางทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิเบื้องหน้าเขา ฝ่ามือเรียวทั้งสองข้างประกบเข้าหากัน ก่อนจะแผ่ซ่านไอสีขาวบริสุทธิ์ที่หนาวเหน็บเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปีออกมา นั่นคือ "โอสถทิพย์แลกจิตวิญญาณ" เคล็ดวิชาบรรพกาลที่ต้องแลกมาด้วยพลังตบะนับร้อยปีของผู้บำเพ็ญเพียร!
ทูตสวรรค์แห่งทัณฑ์อัคคีที่ตั้งหลักได้ ส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงด้วยความริษยาและหวาดกลัว มันพุ่งทะยานเข้ามาหวังจะขัดขวางการถ่ายทอดพลัง "นังเซียนสติวิปลาส! เจ้ากล้าฝ่าฝืนกฎสวรรค์เพื่อมนุษย์ผู้เดียวรึ!"
"ไสหัวไป!"
มู่หลานตวัดสายตาคมกริบดั่งคมดาบมองไปยังเงาอัคคีเบื้องหน้า สะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว คลื่นพลังลมปราณร,ระเบิดออกเป็นวงกว้าง บดขยี้ร่างของทูตสวรรค์จนแตกกระจายกลายเป็นละอองแสงสีทองเลือนหายไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย
ท่ามกลางความเงียบงันที่กลับคืนมา ไอหมอกสีขาวเริ่มปกคลุมรอบกายของคนทั้งสอง มู่หลานสูดลมหายใจเข้าลึก ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันแน่น เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผมขาวสะอาด พลังชีวิตของนางกำลังไหลรินผ่านฝ่ามือเข้าสู่ร่างของเฟิงอวี่ทีละน้อย ทุกหยาดหยดที่ถ่ายทอดออกไป คมดาบแห่งกาลเวลาก็ยิ่งกรีดลึกSEALลงบนใบหน้าและจิตวิญญาณของนาง
"ทำไม..." เสียงของเฟิงอวี่สั่นเครือ แววตาทะนงตนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดล้ำลึกที่บีบคั้นหัวใจ เขาเป็นเพียงจอมยุทธ์พเนจรผู้มีแต่ความแค้น ไฉนเลยนางเซียนผู้สูงส่งถึงยอมสละตบะอันยาวนานเพื่อรักษาเขา
"เงียบซะ..." มู่หลานเอ่ยเสียงแผ่วเบา ร่างกายของนางเริ่มโปร่งแสงขึ้นทีละนิด ความเยือกเย็นทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นอันอ่อนโยน "ข้าไม่ได้ทำเพื่อเจ้า... ข้าทำเพื่อวิถีกระบี่ที่เจ้าแบกรับไว้ โลกใบนี้มีคนก้มหัวให้สวรรค์มากเกินพอแล้ว... ถ้าหากบนโลกนี้ยังต้องเหลือคนผู้หนึ่งที่กล้าเงยหน้าท้าทายฟ้าดิน คนผู้นั้น... ต้องไม่ใช่คนที่ตายด้วยน้ำมือของทัณฑ์อัคคีอย่างไร้ค่า"
แสงสีทองและสีขาวผสานกันจนเจิดจ้า บาดแผลฉกรรจ์บนร่างของเฟิงอวี่เริ่มประสานเข้าหากันอย่างน่าอัศจรรย์ พลังปราณที่เคยแห้งเหือดกลับมาหล่อเลี้ยงชีพจรอีกครั้งราวกับสายฝนแรกในยามแล้ง ทว่า... แลกมาด้วยลมหายใจของมู่หลานที่แผ่วเบAลงทุกขณะ
"มู่หลาน!" เฟิงอวี่คำรามลั่น ขีดจำกัดของพลังที่ถูกสกัดไว้พังทลายลงในชั่วพริบตาด้วยแรงอารมณ์ที่ระเบิดออก เขาโผเข้าประคองร่างของนางที่กำลังจะทรุดฮวบล้มลงสู่อ้อมแขน
ทว่า... ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับไหล่บอบบาง ท้องฟ้าเบื้องบนที่สงบเงียบกลับมืดครึ้มลงฉับพลัน เมฆสีดำทะมึนก่อตัวขึ้นเป็นรูปเกลียวพายุหมุนวน สายฟ้าสีเลือดเส้นมหึมาฟาดผ่าลงมาตรงกลางหุบเขาไร้ลักษณ์จนพื้นดินสะเทือนเลื่อนลั่น
และในเงาดำมืดของพายุสวรรค์นั้นเอง ร่างเงาสีดำสนิทนับร้อยสายกำลังเคลื่อนตัวลงมาจากรอยแยกของมิติ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สั่นประสาท ที่ดังขึ้นทำลายความเงียบงันทั้งหมด...
"ฮ่าๆๆๆ... นึกไม่ถึงเลยว่า ด่านเคราะห์สวรรค์ครั้งนี้ จะทำให้ข้าได้พบกับ 'ทายาทแห่งกระบี่ไร้ลักษณ์' และ 'เซียนผู้ทรยศ' พร้อมกันในคราวเดียว!"
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่ทุกท่านครับ
กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 6
โอสถทิพย์แลกจิตวิญญาณ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!