กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 5

เลือดหลั่งรินในความเงียบ

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
“กระบี่ในมือข้า มิได้มีไว้เพื่อกรีดกรายอวดศักดา หากแต่มีไว้เพื่อตัดขาดจากกรงขังแห่งโชคชะตาที่พวกเจ้าขีดเขียนขึ้นมา!” เสียงคำรามแหบพร่าหลุดออกจากลำคอของเฟิงอวี่ ท่ามกลางหยาดโลหิตที่รินไหลเป็นสายจากบาดแผลฉกรรจ์กลางแผ่นหลัง กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือขวาของเขาสั่นระริก ปลายกระบี่จดจ่ออยู่บนพื้นดินที่แตกระแหง ฝุ่นควันจากการปะทะยังคงตลบอบอวล ทว่าสายตาของบุรุษหนุ่มกลับคมกริบดุจคมอาวุธที่เขากำลังกุมไว้ เบื้องหน้าของเขา คือเงาร่างมหึมาที่แผ่กลิ่นอายกดดันจนห้วงมิติรอบด้านบิดเบี้ยว มันคือ ‘ทูตสวรรค์แห่งทัณฑ์อัคคี’ ผู้ได้รับคำสั่งให้มาลบเลือนหุบเขาไร้ลักษณ์ให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ “อวดดีนัก...” เสียงของทูตสวรรค์ดังก้องราวกับสายฟ้าฟาด “เจ้ามนุษย์ผู้ต้อยต่ำ เจ้าคิดหรือว่ากระบี่เล่มนั้นจะต้านทานอำนาจแห่งสรวงสวรรค์ได้? วาสนาของเจ้าจบสิ้นแล้ว เฟิงอวี่” มู่หลานยืนอยู่เบื้องหลังเฟิงอวี่เพียงไม่กี่ก้าว อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและธุลีดิน มือที่เรียวงามสั่นเทาเล็กน้อยขณะที่นางเร่งรวบรวมปราณเซียนเพื่อสร้างเกราะคุ้มกัน แต่ทว่า... นางไม่อาจก้าวออกไปข้างหน้าได้ หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับกลองศึกที่ใกล้แตกสลาย มิใช่เพราะความหวาดกลัวต่อศัตรู แต่เป็นความเจ็บปวดที่เห็นชายหนุ่มผู้ทะนงตนกำลังเผชิญหน้ากับความตายเพียงลำพัง “ถอยไป...” เฟิงอวี่เอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่ทว่าเด็ดขาด “หน้าที่ของเจ้าคือเฝ้าหุบเขา... ส่วนหน้าที่ของข้า คือการขวางทางตายของเจ้า” “เฟิงอวี่! อย่าโง่เขลาไปกว่านี้เลย!” มู่หลานตะโกน กลิ่นอายความเย็นชาที่นางเคยยึดถือพังทลายลงสิ้น เหลือเพียงความโศกเศร้าที่มิอาจซ่อนเร้น “หากเจ้าตาย... ข้าจะเฝ้าหุบเขานี้ไว้เพื่อสิ่งใด!” เฟิงอวี่แค่นยิ้มที่มุมปาก เลือดสีแดงสดไหลซึมจากริมฝีปากเขา เขาขยับกายช้าๆ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์เริ่มหมุนวนรอบกายจนเกิดเป็นกระแสลมพายุทมิฬ “เพื่อสิ่งใดน่ะหรือ? ก็เพื่อรอวันที่ข้าจะกลับมา... หรือมิฉะนั้น ก็จงจำไว้ว่าบนโลกใบนี้ ยังมีบุรุษผู้หนึ่งที่มิเคยยอมจำนนต่อสวรรค์ แม้ในวินาทีสุดท้ายก็ตาม” ทันใดนั้น ทูตสวรรค์พุ่งกายเข้าใส่ดุจดั่งอัคคีผลาญโลก แสงสีทองเจิดจ้ากลืนกินทุกสรรพสิ่ง เฟิงอวี่แผดเสียงก้อง กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือวาดเป็นวงโค้งที่เรียบง่าย ทว่าเปี่ยมไปด้วยปรัชญาเต๋าอันลึกซึ้ง ‘ไร้ลักษณ์ย่อมไร้ขอบเขต ไร้ขอบเขตย่อมไร้พ่าย’ ฉึบ! เสียงคมกระบี่ตัดผ่านมวลอากาศแหลมลึก แต่ทว่าแรงกระแทกกลับมหาศาลจนกระดูกซี่โครงของเฟิงอวี่ร้าวระบม เลือดสดๆ กระฉูดออกจากปากแผลขณะที่เขารับการโจมตีตรงๆ เพื่อปกป้องตำแหน่งที่มู่หลานยืนอยู่ ร่างของเขากระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว กระแทกเข้ากับผนังหินผาจนฝุ่นตลบ ความเงียบเข้าปกคลุมหุบเขาชั่วขณะ... มีเพียงเสียงหอบหายใจของบุรุษผู้ทะนงตนกับเสียงหัวใจของนางเซียนที่แทบหยุดเต้น “เจ้า... เจ้านี่มันดื้อรั้นจริงๆ” ทูตสวรรค์หยุดชะงัก สายตาที่เคยมองเฟิงอวี่เป็นเพียงมดปลวกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนก เมื่อเห็นว่าดาบของตนมิอาจสังหารชายผู้นี้ได้ในกระบวนท่าเดียว มู่หลานถลาเข้าไปรับร่างของเฟิงอวี่ที่ทรุดฮวบลง มือของนางประคองแผ่นหลังที่อาบชุ่มด้วยเลือดด้วยความทะนุถนอมอย่างที่สุด นางไม่สนใจแล้วซึ่งกฏเกณฑ์ของสำนัก ไม่สนใจซึ่งความสง่างาม นางใช้พลังปราณเซียนสายบริสุทธิ์ถ่ายทอดเข้าสู่ร่างของเขาเพื่อห้ามเลือด แต่เฟิงอวี่กลับคว้าข้อมือของนางไว้แน่น “มู่หลาน...” เสียงเขาสั่นเครือ “อย่าเสียปราณของเจ้า... เจ้าต้องเก็บไว้... เพื่อเปิดด่านหุบเขา... เมื่อข้า...” “หุบปาก!” นางตวาดทั้งน้ำตา มือที่เคยถือกระบี่เซียนบัดนี้สั่นเทาจนแทบคุมสติไม่อยู่ “ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าพูดเรื่องความตาย! เจ้าต้องอยู่... อยู่เพื่อดูว่าวิชาที่เจ้าฝึกฝนมา มันจะฟาดฟันสวรรค์ได้จริงหรือไม่!” เฟิงอวี่มองสบตานาง แววตาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้กลับอ่อนโยนอย่างที่นางไม่เคยเห็น เขาเช็ดคราบเลือดบนใบหน้านางอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันกลับไปมองทูตสวรรค์ที่เริ่มรวมพลังโจมตีระลอกสุดท้าย “มู่หลาน... เจ้าเห็นนั่นไหม?” เฟิงอวี่กระซิบ พลางชี้ไปยังท้องฟ้าเหนือหุบเขาที่เริ่มบิดเบี้ยว “ข้าไม่ได้สู้เพื่อชนะ... ข้าสู้เพื่อ... ทำลายโซ่ตรวนของพวกมัน” เขาหยัดกายยืนขึ้นอีกครั้ง แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผลและกระดูกที่แตกหัก แต่ทว่ากลิ่นอายรอบกายเขากลับเปลี่ยนไป... มันไม่ใช่ความทะนงตนแบบจอมยุทธ์อีกต่อไป แต่มันคือ ‘ความว่างเปล่า’ ที่น่าสะพรึงกลัว กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือเริ่มส่องประกายสีดำสนิท ดูดกลืนแสงสว่างรอบข้างจนมืดมิด ทูตสวรรค์ชะงักงัน “นี่มันวิชาต้องห้าม... เจ้าจะใช้เคล็ดลับวิชา ‘ดับตะวันปฐพี’ จริงๆ หรือ? เจ้าจะสูญสิ้นทั้งปราณและวิญญาณ!” เฟิงอวี่ไม่ตอบ เขาเพียงแค่ชักกระบี่ออกจากฝักอย่างเชื่องช้า แต่ละจังหวะที่คมกระบี่เคลื่อนที่ เสียงสวรรค์ก็ร่ำไห้ดุจพายุฝน ในวินาทีที่กระบี่ถูกชักออกมาจนสุด เสียงกัมปนาทก็ดังสนั่นจากห้วงลึกของปฐพี พร้อมกับม่านพลังที่ปิดกั้นหุบเขาระเบิดออกเผยให้เห็นเงาร่างลึกลับที่ก้าวออกมาจากเงามืด... บุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะปรากฏตัวขึ้นในเวลานี้! “พอได้แล้ว เฟิงอวี่... เจ้าเด็กโง่ เจ้ายังไม่พร้อมที่จะรับบทเรียนนี้...” ร่างนั้นก้าวเข้ามาท่ามกลางความมืดมิด ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมสีเทาทำให้หัวใจของมู่หลานหยุดเต้น เพราะคนผู้นี้... คือเจ้าสำนักผู้ล่วงลับที่ควรจะดับสูญไปเมื่อสิบปีก่อน! กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือเฟิงอวี่ค้างอยู่กลางอากาศ เขามองเงาร่างนั้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ในขณะที่ทูตสวรรค์แห่งทัณฑ์อัคคีรีบถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว... ปริศนาแห่งหุบเขาไร้ลักษณ์ กำลังจะถูกเปิดเผยในชั่วพริบตานี้ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่ของข้าครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%