ความตายไม่เคยเคาะประตูอย่างสุภาพ มันมักพังทลายกรอบธรณีเข้ามาพร้อมกับกลิ่นอายของสนิมเหล็กและเศษเสี้ยวธุลีแห่งกาลเวลา
"เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังท้าทายสิ่งใดอยู่... เฟิงอวี่"
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากทิศทางใดทิศทางหนึ่ง หากแต่ก้องกังวานอยู่ภายในห้วงสมองโดยตรง สะเทือนแก้วหูจนโลหิตสีชาดซึมไหลออกจากร่องมุมปากของบุรุษหนุ่ม ทว่าเฟิงอวี่หาได้สะทกสะท้านไม่ ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีหมองคล้ำยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง ปลายนิ้วเรียวยาวกุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ไว้แน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีจ้องมองผืนนภาเบื้องบนที่บิดเบี้ยวเป็นเกลียวคลื่นสีทองอร่ามราวกับกระดาษถูกไฟลน
ณ ใจกลางหุบเขาไร้ลักษณ์ ยามนี้ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจของสรรพสัตว์ ความกดดันระดับมหาศาลกดทับลงมาจากเบื้องบน ราวกับภูเขาไท่ซานทั้งลูกกำลังถูกวางทับลงบนบ่าของผู้อบรมบำเพ็ญเพียร
มู่หลานยืนอยู่เบื้องหลังเขาเพียงครึ่งก้าว อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางโบกสะบัดอย่างรุนแรงตามกระแสลมปราณที่แปรปรวน นางเซียนผู้เยือกเย็นราวน้ำแข็งพันปี ในยามนี้กลับปรากฏรอยระเรื่อความกังวลฉายชัดผ่านแววตาคู่สวย ปลายกระบี่สตรีในมือสั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อพลังอำนาจเบื้องบน แต่เป็นเพราะนางสัมผัสได้ถึง 'เจตจำนง' บางอย่างที่กำลังมุ่งหมายปลิดชีพบุรุษเบื้องหน้า
"ทูตสวรรค์แห่งแดนนิรันดร์..." เฟิงอวี่เค้นเสียงหัวเราะในลำคอ เย็นชาและเหยียดหยัน "พวกมันส่งสุนัขรับใช้เช่นเจ้าลงมา เพื่อเก็บกวาดเศษซากที่พวกมันทำลายทิ้งสินะ? น่าขันสิ้นดี สำนักของข้าดับสูญด้วยน้ำมือพวกเจ้า เหตุใดข้าจะต้องก้มหัวให้กฎเกณฑ์ของฟ้าดินที่เน่าเฟะเหล่านี้ด้วยเล่า!"
*เปรี้ยง!*
สายฟ้าสีทองเส้นมหึมาฟาดผ่าลงมาจากรอยแยกบนท้องฟ้า แสงสว่างจ้าแผดเผาทัศนียภาพจนขาวโพลน พลังกดดันระดับเซียนขั้นสูงแผ่ขยายวงกว้างออกไปนับร้อยลี้ ต้นไม้ใบหญ้าในรัศมีรอบกายแหลกสลายกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา ร่างของบุรุษผู้ทะนงตนถูกแรงกระแทกซัดจนถอยหลังไปสามก้าว รอยเท้าลึกจมลงไปในพื้นศิลาแข็ง ทว่าแผ่นหลังของเขายังคงเหยียดตรง ไม่ยอมโค้งงอแม้แต่น้อย
"สามหัน! มดปลวกเช่นเจ้ากล้าหมิ่นเกียรติอาญาสวรรค์!"
เงาร่างมหึมาสีทองอร่ามค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติ ร่างนั้นสูงตระหง่านราวกับยักษ์ษา สวมเกราะทองคำสลักลวดลายอักษรเตหาอันลึกล้ำ ใบหน้าภายใต้หน้ากากทองคำไร้ซึ่งความรู้สึก มีเพียงดวงตาสีเพลิงที่จ้องมองเฟิงอวี่ดั่งมองมดปลวกในกำมือ ในมือของมันถือทวนยาวที่เปล่งประกายแสงเจิดจ้า แสงนั้นแฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์แห่งการพิพากษา
"ข้าไม่ได้หมิ่นเกียรติสวรรค์..." เฟิงอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ โคจรเคล็ดวิชากระบี่ไร้ลักษณ์ภายในตันTianจนเสียงคำรามดังก้องคล้ายมังกรหลับไหล ออร่าสีดำสนิททะลักทลายออกมาจากร่าง ตัดขาดแรงกดดันสีทองรอบกายจนเกิดเป็นช่องว่าง "เพราะสวรรค์... ไม่คู่ควรให้ข้าหมิ่นต่างหาก!"
*ฟรึบ!*
ร่างของเฟิงอวี่หายวับไปจากจุดเดิม ความเร็วของเขาทะลุขีดจำกัดของมนุษย์ปุถุชนไปไกลลิบ นี่คือวิชาตัวเบา 'ย่างก้าวไร้เงา' ที่ผสานเข้ากับวิถีกระบี่ พริบตานั้น ประกายแสงสีดำสนิทพุ่งตรงเข้าหาลำคอของทูตสวรรค์อย่างเหี้ยมเกรียม ไม่มีกระบวนท่าที่ซับซ้อน มีเพียงความเร็ว ความเฉียบคม และเจตంటาฆ่าฟันที่บริสุทธิ์ที่สุด
"บังอาจ!"
ทูตสวรรค์คำรามลั่น ทวนทองคำในมือตวัดรับอย่างแม่นยำ
*เคร้ง!*
ประกายไฟนับหมื่นสายพวยพุ่งออกจากการปะทะกัน พลังงานที่ระเบิดออกมาสร้างเป็นคลื่นกระแทกวงกลมแผ่ขยายออกไปทำลายหน้าผาหินรอบด้านจนพังทลายลงมา พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ มู่หลานขยับกายวาบเข้ามาประชิดเบื้องข้าง นางร่ายรำกระบี่บุปผาน้ำแข็งออกมารaraวกับสายธาราเหมันต์ ปลดปล่อยเกล็ดน้ำแข็งนับหมื่นเล่มพุ่งเข้าโจมตีจุดอับสายตาของทูตสวรรค์ เพื่อแบ่งเบาภาระให้เฟิงอวี่
"หลานเอ๋อ ถอยไป!" เฟิงอวี่ตะโกนก้อง แม้จะปากบอกเช่นนั้น แต่มือของเขากลับประสานสอดรับกับนางได้อย่างไร้ที่ติ
นี่คือความงดงามและความโหดร้ายของยุทธภพ สองร่างประสานสอดคล้อง หนึ่งดำมืดดั่งห้วงอวิสดก หนึ่งขาวบริสุทธิ์ดั่งเซียนหิมะ รุกรับสลับสับเปลี่ยนอย่างไร้รอยต่อ กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือเฟิงอวี่กรีดผ่านอากาศ สร้างรอยแยกมิติสีดำสนิทขึ้นกลางอากาศ ขณะที่กระบี่ของมู่หลานแช่แข็งกาลเวลาในรัศมีรอบตัว ทำให้การเคลื่อนไหวของทูตสวรรค์เริ่มชะงักงัน
ทว่า ทูตสวรรค์หาได้อ่อนแอไม่ สมเป็นตัวตนจากแดนเบื้องบน มันแผดเสียงคำรามก้อง เกราะทองคำบนร่างเปล่งแสงเจิดจ้าสะท้อนการโจมตีทั้งหมดกระเด็นออกไป พลังปราณเทพเซียนระเบิดออกรอบทิศทาง ซัดร่างของเฟิงอวี่และมู่หลานกระเด็นถอยหลังไปคนละทาง
มู่หลานกระอักโลหิตคำโตออกมา โลหิตสีแดงฉานตัดกับอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์อย่างน่าเวทนา ร่างของนางเซือนเซถลาเกือบจะร่วงหล่นลงไปในเหวลึก หากแต่เฟิงอวี่พุ่งทะยานเข้ามารับเอวบางของนางไว้ได้ทันท่วงที ปลายนิ้วของเขาแตะชีพจรของนาง พบว่าลมปราณในร่างนางปั่นป่วนจนถึงขีดสุด
"ท่าน..." มู่หลานเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาดุดันเย็นชาในอดีตยามนี้เต็มไปด้วยความห่วงใยระคนตัดพ้อ "เหตุใดต้องดื้อรั้นถึงเพียงนี้... พลังของพวกมันไม่ใช่สิ่งที่เราจะต่อกรได้ในขอบเขตปัจจุบัน"
เฟิงอวี่ก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน แววตาที่เคยแข็งกร้าวและทะนงตนทอประกายความอ่อนโยนขึ้นวูบหนึ่ง มือหนาปัดคราบโลหิตที่มุมปากให้นางอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องมองทูตสวรรค์ที่กำลังก้าวเข้ามาทีละก้าวอย่างช้าๆ
"ต่อให้คู่ต่อสู้คือเงาของเงาแห่งฟ้าดิน..." เฟิงอวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่นราวกับคำประกาศิต "หากพวกมันต้องการพรากสิ่งที่ข้าปกป้อง... ข้าก็พร้อมจะสับเปลี่ยนบัลลังก์สวรรค์ให้กลายเป็นจุล"
เขาวางมู่หลานลงบนพื้นหินอย่างแผ่วเบา สั่งความสั้นๆ "ยืนดูข้าให้ดี"
ร่างของเฟิงอวี่ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง คราวนี้ รอบกายของเขาไม่มีออร่าพวยพุ่งออกมาแม้แต่น้อย ทว่าบรรยากาศโดยรอบกลับเงียบสงัดลงอย่างประหลาด ราวกับสรรพสิ่งหยุดหายใจ เมฆหมอกบนท้องฟ้าหยุดนิ่ง สายลมหยุดพัด แม้แต่เศษธุลีที่กำลังลอยคว้างก็หยุดค้างกลางอากาศ
เขายกกระบี่ไร้ลักษณ์ขึ้นระดับอก หลับตาลงช้าๆ ปล่อยจิตใจให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความว่างเปล่า นี่คือวิชาขั้นสูงสุดของสำนัก... 'กระบี่ไร้ลักษณ์ ไร้ตัวตน ไร้พ่าย'
ทูตสวรรค์ชะงักฝีเท้าลง ดวงตาสีเพลิงใต้หน้ากากทองคำเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย มันสัมผัสได้ถึงอันตรายถึงชีวิตที่กำลังก่อตัวขึ้นจากร่างของมนุษย์ผู้นี้ ร่างกายของมันเริ่มสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานนับพันปี
"ตายเสียเถอะ เจ้ามนุษย์สามหัน!" ทูตสวรรค์รวบรวมพลังทั้งหมดแทงทวนทองคำพุ่งเข้ามา ดุจดาวหางพุ่งชนพื้นปฐพี พลังทำลายล้างนั้นเพียงพอที่จะลบหุบเขาแห่งนี้ให้หายไปจากแผนฑีในพริบตาเดียว
เฟิงอวี่ลืมตาขึ้นในเสี้ยววินาทีนั้น แววตาสีดำสนิทว่างเปล่าไร้ซึ่งก้นบึ้ง ริมฝีปากขยับเอ่ยคำพูดแผ่วเบาราวกับกระซิบ
"วิถีกระบี่ที่หนึ่ง... ตัดสะพานสวรรค์"
*ชิ้ง!*
เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นเพียงครั้งเดียว สั้น ทุ้มลึก และกังวานราวก้องมาจากยุคบรรพกาล ประกายแสงสีดำเส้นบางเฉียบราวด้ายไหมปรากฏขึ้นกลางอากาศ ตัดผ่านร่างของทูตสวรรค์และรอยแยกบนท้องฟ้าในคราเดียว
ทุกสิ่งหยุดนิ่ง ทูตสวรรค์ค้างเติ่งอยู่ในท่าพุ่งทะยาน ทวนทองคำในมือหยุดชะงักห่างจากหน้าอกของเฟิงอวี่เพียงแค่คืบเดียว รอยแยกสีทองบนท้องฟ้าพลันหยุดขยายตัว ก่อนจะปรากฏรอยร้าวสีดำเส้นเล็กๆ ลากยาวผ่ากลางนภาครึ่งซีก
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันปกคลุม รอยร้าวบนท้องฟ้านั้นไม่ได้สลายหายไป... แต่มันกลับระเบิดออก เผยให้เห็นดวงตาสีม่วงเข้มขนาดยักษ์คู่หนึ่งที่กำลังลืมตาขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลังมิติที่ถูกตัดขาด! ดวงตานั้นจ้องมองลงมายังเฟิงอวี่โดยตรง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สั่นประสาทคนฟังจนวิญญาณเกือบหลุดออกจากร่าง
"ฮึ... เจ้าหนู พบกันเสียที เจ้าของกระบี่เล่มนั้น..."
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมติดตามและเดินทางทะลวงวิถีเซียนไปด้วยกันนะครับ... พบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ!
กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 4
รอยร้าวของสวรรค์
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!