"หากก้าวล้ำเข้ามาอีกครึ่งชốn ศีรษะของเจ้าจะมิได้อยู่บนบ่าอีกต่อไป..."
สุ้มเสียงเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดู แฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณกระบี่ที่คมกริบจนบาดผิวหนังให้รู้สึกแสบแปลบ เฟิงอวี่มิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ร่างโปร่งในชุดคลุมสีเทาเข้มยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง ปลายเท้าเหยียบบนกิ่งสนโบราณที่ไหวเอนตามแรงลม
สายตาคมกราบดั่งพญาอินทรีมองลอดผ่านม่านหมอกสีมรกตที่หนาทึบ เบื้องหน้าของเขาคือสตรีในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ราวกับเซียนสวรรค์ เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามกระแสลมปราณที่หมุนวนรอบกาย นางคือมู่หลาน ผู้พิทักษ์แห่งหุบเขาเมฆาสลับสี นัยน์ตาคู่คมปลาบของนางสะท้อนภาพเงาร่างของชายหนุ่มผู้บังอาจล่วงล้ำเขตอาคมศักดิ์สิทธิ์ โดยไม่มีความหวาดกลัวเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย
"หุบเขาไร้ลักษณ์มิใช่สถานที่ที่คนจรเช่นเจ้าจะเที่ยวเดินเหินตามอำเภอใจ" มู่หลานเอ่ยซ้ำ น้ำเสียงของนางกดต่ำลง สร้างแรงกดดันมหาศาลกดทับลงบนบ่าของเฟิงอวี่ราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก
เฟิงอวี่แค่นหัวเราะในลำคอ ทรวงอกกระเพื่อมไหวเล็กน้อยด้วยความทะนงตน เขามิได้ชักกระบี่ออกจากฝัก ทว่าจิตวิญญาณกระบี่ภายในร่างกลับคำรามก้องอย่างดื้อดึง
"คนจร? แม่นาง... โลกหล้าใบนี้กว้างใหญ่ไพศาล แผ่นดินใต้หล้าล้วนเป็นของฟ้าดิน เหตุใดข้า เฟิงอวี่ จะย่างกรายมาไม่ได้? หรือว่าหุบเขาแห่งนี้มีป้ายประกาศห้ามสุนัขและคนนอกล่วงล้ำติดไว้กันเล่า?"
"เจ้า!"
มู่หลานโกรธจนใบหน้างามขึ้นสีแดงระเรื่อ ไอสังหารพวยพุ่งออกจากร่างนางราวกับคลื่นทะเลคลั่ง กระบี่หิมะครามในมือถูกชักออกมาครึ่งฝัก แสงสีฟ้าเจิดจ้าสาดส่องตัดกับความเขียวชะอุ่มของพฤกษาจนเกิดเสียงดัง 'จี่...' จากไอความเย็นที่แผดเผาความชื้นในอากาศ
เฟิงอวี่หรี่ตาลง รอยยิ้มเย้ยหยันบนมุมปากเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยความจริงจัง เขารู้สึกได้ทันทีว่าสตรีตรงหน้าไม่ใช่ผู้ฝึกตนระดับล่างทั่วไป พลังปราณที่นางครอบครองบริสุทธิ์และล้ำลึกยิ่ง บรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยวจากคลื่นความเย็นที่แผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง
*เปรี้ยง!*
ไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยคำใดเพิ่มเติม มู่หลานสะบัดข้อมือ กระบี่หิมะครามกรีดผ่านอากาศเกิดเป็นเสียงคำรามของมังกรน้ำแข็ง พลังกระบี่สายหนึ่งพุ่งแหวกม่านหมอกตรงเข้าใส่หว่างคิ้วของเฟิงอวี่ด้วยความเร็วระดับสายฟ้าแลบ ทว่ารวดเร็วยิ่งกว่าคือสัญชาตญาณของจอมยุทธ์ผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
เฟิงอวี่เอนกายไปด้านหลังอย่างงดงาม เส้นผมสีดำสยายลอยหวุดหวิดผ่านคมกระบี่ไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ปลายกระบี่ของมู่หลานเฉียดผ่านปลายจมูกของเขาไป ทิ้งเกล็ดน้ำแข็งบางเบาเกาะติดอยู่บนผิวแก้ม
"รวดเร็วไม่เลอ" เฟิงอวี่เอ่ยชมในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย ร่างของเขาพลิ้วไหวราวกับใบไม้หลุดลอย หลบหลีกกระบวนท่าต่อเนื่องที่มู่หลานจู่โจมเข้ามาอย่างดุเดือด
วิชาดาบและกระบี่เข้าปะทะกันกลางอากาศ เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับสายฟ้าฟาด แม้เฟิงอวี่จะยังไม่ได้ชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝัก แต่ฝักกระบี่ไม้เก่าคร่ำคร่าในมือเขากลับกลายเป็นอาวุธที่หนักหน่วงและพลิกแพลงได้ไร้ร่องรอย ทุกคราที่เขาปัดป้องหรือกระแทกสวนกลับ ล้วนใช้หลักวิถีเต๋าแห่งการไหลตามน้ำ ผสานกับความดุดันไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด
มู่หลานยิ่งสู้ยิ่งตกใจ นางใช้วิชา 'กระบี่เมฆาพลิกฟ้า' ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาลับประจำหุบเขา ไฉนเลยชายหนุ่มชุดเทราผู้นี้จึงสามารถอ่านกระบวนท่าของนางออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ราวกับว่าเขารู้แจ้งวิชานี้ดีเสียยิ่งกว่าตัวนางเอง!
"เจ้าเป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงใช้วิชาที่คล้ายคลึงกับ..." มู่หลานเอ่ยถามขณะทะยานร่างถอยหลังไปสามศอก ลมหายใจของนางหอบสะท้อนเล็กน้อย เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามไรผม ทว่าแววตายังคงความเย่อหยิ่งและระแวดระวัง
เฟิงอวี่ควงฝักกระบี่ในมือเป็นวงกลมก่อนจะหยุดนิ่งแนบลำตัว สายตาคมกราบมองสำรวจเรือนร่างระหงที่หอบสะท้อนด้วยความชื่นชมระคนระแวดระวัง
"ข้าก็คือคนจรผู้หนึ่ง... ส่วนวิชาที่เจ้าเห็น เป็นเพียงวิชาที่ข้าบัญญัติขึ้นเองจากความแค้นและผืนฟ้าดิน" เฟิงอวี่ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลัง "แม่นางมู่หลาน กระบี่ของเจ้าเยือกเย็นไร้ความปรานี สมกับเป็นผู้พิทักษ์หุบเขา แต่ทว่า... จิตใจของเจ้ากลับลังเลและสับสน ยิ่งเจ้าใช้อารมณ์เข้าห้ำหั่น กระบวนท่า 'เมฆาสลับสี' ยิ่งมีช่องโหว่ถึงสามสิบหกแห่ง!"
"สามสิบหกแห่งรึ! สามหองนัก!" มู่หลานหน้าถอดสี นางรู้สึกราวกับความลับทั้งหมดถูกเปิดเปลือยต่อหน้าบุรุษผู้นี้ ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านจนถึงขีดสุด นางประสานอินทร์ด้วยมือข้างหนึ่ง พลังปราณทั่วทั้งหุบเขากลับคำรามก้อง เมฆหมอกสลับสีบนท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม อักขระโบราณนับพันตัวปรากฏขึ้นกลางอากาศ รายล้อมรอบตัวนางราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า
นี่คือกระบวนท่าสูงสุดของหุบเขาไร้ลักษณ์ — *อสนีบาตกระบี่สวรรค์กลืนนภา!*
เฟิงอวี่เห็นดังนั้น สีหน้าทะนงตนในทีแรกเริ่มเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง เขารู้สึกได้ถึงภัยพิบัติที่กำลังคืบคลานเข้ามา แรงกดดันจากอักขระเวททำให้เข่าทั้งสองข้างแทบทรุดลงกับพื้นดิน ทว่ากระดูกสันหลังของเขากลับเหยียดตรงยิ่งกว่าเดิม จิตวิญญาณกระบี่ไร้ลักษณ์ภายในตันเถียนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับต้องการแหกทะลวงพันธนาการออกมา
ในวินาทีที่แสงสีม่วงเจิดจ้ากำลังจะพุ่งเข้ากลืนกินร่างของเฟิงอวี่ มู่หลานที่เตรียมจะปล่อยกระบวนท่าสังหาร กลับต้องชะงักง้างค้างเติ่งอยู่กับที่ นัยน์ตาสง่างามของนางเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด
เพราะในเสี้ยววินาทีเป็นตายนั้นเอง... เฟิงอวี่ไม่ได้เลือกที่จะตั้งรับหรือหนีเอาตัวรอด เขากลับก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างองอาจ มือขวาจับด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่เหน็บอยู่ข้างเอว และในจังหวะที่คมกระบี่สีดำสนิทไร้เงาถูกชักออกจากฝักเพียงหนึ่งนิ้ว...
ห้วงมิติรอบกายพลันหยุดนิ่ง เสียงสายลมและสรรพเสียงทั้งปวงพลันเงียบสงบลงอย่างไร้สาเหตุ!
และที่น่าตกใจยิ่งกว่า... รอยสักรูปกระบี่โบราณที่ต้นแขนขวาของมู่หลาน ซึ่งนางเก็บซ่อนไว้เป็นความลับมาตลอดชีวิต กลับเปล่งแสงสีทองเจิดจ้าออกมาทะลุเนื้อผ้า และสั่นพ้องตอบรับกับกระบี่ในมือของเฟิงอวี่อย่างน่าประหลาดใจ!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะลวงวิถีเซียนไปด้วยกันนะครับ
กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 2
หุบเขาเมฆาสลับสี
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!