เลือดสี่หยดร่วงหล่นลงบนพื้นหิมะสีชาด ขยายวงกว้างราวกับดอกเหมยโลหิตที่เบ่งบานท่ามกลางความหนาวเหน็บ
"เฟิงอวี่ เจ้ายังคิดจะดื้อดึงไปถึงไหน? สำนักเทพหาใช่สถานที่ที่คนต่ำต้อยเช่นเจ้าจะอาจเอื้อมท้าทาย คุกเข่าลงแล้วมอบกระบี่เล่มนั้นเสีย ปาฏิหาริย์แห่งวิถีเซียนไม่เคยมีพื้นที่ให้คนทรยศเช่นเจ้า!"
เสียงตะคอกก้องกังวานของ 'หลี่เทียน' ผู้อาวุโสแห่งสำนักเทพดังสะท้อนก้องหุบเขาอัสดง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของมันบัดนี้สะบัดพับตามกระแสลมปราณที่แผ่พุ่งออกมาจนหิมะรอบกายหลอมละลายกลายเป็นไอหมอก ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดหาใช่พลังฝีมือ หากแต่เป็นค่ายกลสวรรค์แปดทิศที่ถูกกางกั้นไว้โดยรอบ กดทับร่างของบุรุษหนุ่มจนกระดูกลั่นกรอบ
เฟิงอวี่แย้มยิ้ม มุมปากมีคราบโลหิตสีสดไหลริน แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายดั่งคมกระบี่ที่ผ่านการลับคมนับพันปี เขาไม่ได้คุกเข่า เขาไม่ได้ก้มหัว แม้ว่าลมปราณในตันtian (ตันเถียน) จะปั่นป่วนจนแทบแตกสลาย แต่อกผ่าเผยของเขากลับตั้งตรงยิ่งกว่ายอดเขาไท่ซาน
"สำนักเทพหรือ? หึ... พวกมันก็แค่มารในคราบนักบุญที่เหยียบย่ำซากศพของพี่น้องข้าเพื่อสร้างบัลลังก์อมตะ หากวิถีเซียนของพวกเจ้าคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ผู้บริสุทธิ์เพื่อความยิ่งใหญ่ ข้า... เฟิงอวี่ผู้นี้ ขอเลือกเดินบนเส้นทางแห่งอสูรกายที่ไร้ซึ่งสวรรค์คุ้มครอง!"
สิ้นเสียงคำราม ร่างกายของเฟิงอวี่ก็พลุ่งพล่านไปด้วยปราณสีดำสนิท ผสมผสานกับจิตสังหารอันเข้มข้นจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกสะท้านแผ่นดิน ดาบยาวในมือไร้ซึ่งเงา แต่มันกลับเปล่งเสียง "หวีดหวิว" ดั่งภูตผีร่ำไห้ นี่คือเคล็ดวิชา "กระบี่ไร้ลักษณ์" วิชาที่หลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับความว่างเปล่า ไร้รูปแบบ ไร้ร่องรอย แต่เด็ดหัวผู้คนนับพันได้ในพริบตา
"อวดดีนัก! สังหารมัน!"
หลี่เทียนสะบัดมือ พลังปราณเทพสายหนึ่งพุ่งทะยานลงมาจากท้องฟ้าดั่งอัสนีบาตฟาดฟัน หมายจะบดขยี้ร่างของเฟิงอวี่ให้แหลกสลายกลายเป็นจุลในกระบวนท่าเดียว ทว่า ในวินาทีที่ความตายคืบคลานเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกของคมดาบศัตรู ท้องฟ้าเบื้องบนกลับถูกย้อมด้วยแสงสีครามอันบริสุทธิ์
*ฉับพลัน!*
สายลมเย็นยะเยือกสายหนึ่งพัดผ่านราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง เกล็ดหิมะนับล้านที่กำลังร่วงหล่นหยุดค้างกลางอากาศ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นอัขระโบราณนับแสนตัว หมุนวนกลายเป็นม่านโล่ใสที่ปกป้องร่างของเฟิงอวี่เอาไว้ในรัศมีสาม丈
การโจมตีอันเกรี้ยวกราดของหลี่เทียนกระทบเข้ากับม่านโล่สีครามนั้น เกิดเสียงระเบิดกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่น แรงสะท้อนทำให้ยอดเขาถึงกับสั่นสะเทือน หิมะถล่มลงมาเป็นระลอกคลื่นยักษ์
"ผู้ใดกัน! กล้าสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจธุระของสำนักเทพ!" หลี่เทียนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง มันรีบถอยหลังไปสามก้าว กวาดสายตามองไปยังจุดศูนย์กลางของแสงสีคราม
ณ ที่ตรงนั้น ท่ามกลางละอองหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างเชื่องช้า ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นราวกับภาพวาด นางลอยตัวอยู่เหนือพื้นดินเล็กน้อย เรือนผมสีดำสนิทราวกับรัตติกาลยาวสลวยคลอเคลียแผ่นหลังบอบบาง ใบหน้ารูปไข่สวยงามไร้ที่ติทว่ากลับเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี นัยน์ตาคู่นั้นคือนัยน์ตาของเซียนผู้ตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง ไร้ความรู้สึก ไร้ความปรานี และสูงส่งจนผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง
"มู่หลาน!"
เฟิงอวี่พึมพำชื่อนั้นเบาๆ ในลำคอ หัวใจที่ด้านชาจากการไล่ล่ามาแรมเดือนกลับกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ นาง... ผู้อารักขาแห่งหุบเขาไร้ลักษณ์ ผู้ที่ไม่เคยย่างกรายออกสู่ยุทธภพภายนอก เหตุใดจึงมาปรากฏตัว ณ สถานที่แห่งนี้?
มู่หลานไม่ได้ชายตามองเฟิงอวี่แม้แต่น้อย สายตาเย็นชาของนางกวาดมองหลี่เทียนและเหล่าสาวกสำนักเทพร้อยกว่าชีวิตที่รายล้อมอยู่รอบทิศ บรรยากาศรอบตัวนางลดฮวบลงจนอุณหภูมิติดลบ ไอความเย็นแผ่ซ่านจนพื้นดินกลายเป็นน้ำแข็งสีฟ้าเข้ม
"สำนักเทพ... ช่างใหญ่โตเสียจริง ถึงกับกล้าใช้ค่ายกลสวรรค์แปดทิศไล่ล่าคนผู้หนึ่งในเขตแดนรอยต่อหุบเขาไร้ลักษณ์ของข้า พวกเจ้าไม่อยากมีชีวิตรอดกลับไปแล้วกระมัง" น้ำเสียงของนางใสราวกังสดาล แต่กลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันหนักหน่วงจนหลี่เทียนถึงกับใบหน้าถอดสี
"ท่าน... ท่านคือนางเซียนมู่หลานแห่งหุบเขาไร้ลักษณ์?" หลี่เทียนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แม้สำนักเทพจะยิ่งใหญ่เพียงใดในยุทธภพ แต่กฎเหล็กโบราณข้อหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดกล้าฝ่าฝืนคือ ห้ามล่วงล้ำเข้าใกล้หุบเขาไร้ลักษณ์โดยเด็ดขาด เพราะเบื้องหลังหุบเขานั้นคือขอบเขตพลังที่แม้แต่บรรพจารย์ของพวกมันยังหวาดผวา "เรื่องนี้เป็นความแค้นส่วนตัวระหว่างสำนักเทพกับไพร่พลนอกรีตผู้นี้ หวังว่าท่านเซียนจะไม่..."
"เขาเป็นคนของข้า"
มู่หลานเอ่ยแทรกขึ้นทันควัน น้ำเสียงของนางราบเรียบไร้ระลอกคลื่น แต่กลับสร้างความตกตะลึงให้แก่ทุกคนที่ได้ยิน แม้กระทั่งเฟิงอวี่เองยังต้องขมวดคิ้วแน่นด้วยความประหลาดใจ เขาหันไปมองแผ่นหลังบอบบางนั้น ดวงตาคมกริบฉายแววซับซ้อน คนของข้า? ตั้งแต่เมื่อใดกันที่เขาตกเป็น 'คนของนาง' ?
หลี่เทียนกัดฟันกรอด ความหวาดกลัวเริ่มถูกแทนที่ด้วยความโกรธเกรี้ยว "ท่านเซียน แม้ท่านจะมีพลังกล้าแกร่งเพียงใด แต่การจะปรปักษ์กับสำนักเทพเพื่อปกป้องคนทรยศผู้นี้ เท่ากับประกาศสงครามกับเบื้องบน ท่านคิดดีแล้วหรือ?"
มู่หลานไม่ตอบคำถาม นางเพียงแค่ยกมือเรียวขาวราวหยกขึ้นช้าๆ ปลายนิ้วเรียววาดผ่านอากาศเบาๆ อักขระเซียนสีครามสว่างวาบขึ้นรอบทิศทาง กลิ่นอายกดดันระดับขอบเขตทะลวงสวรรค์ระเบิดออกมาจากร่างของนางทันที ทำให้เหล่าสาวกสำนักเทพนับร้อยกระอักเลือดออกมาพร้อมกันโดยไม่ต้องลงมือสัมผัส
"สงครามกับสำนักเทพหรือ?" มุมปากของนางหยักขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับเย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าความตาย "เจ้าคิดว่าพวกมดปลวกเช่นพวกเจ้า มีสิทธิ์มาประกาศสงครามกับข้าด้วยงั้นรึ?"
สิ้นคำพูดของนาง กระบี่บินเล่มงามสีฟ้าใสราวกับแก้วผลึกก็ลอยออกมาจากหว่างอกของมู่หลาน มันเปล่งแสงเจิดจ้าเสียดแทงนัยน์ตา พลังปราณกระบี่แผ่ซ่านไปทั่วรัศมีสิบลี้ กดทับจนเหล่าทหารกล้าแห่งสำนักเทพทรุดฮวบลงกับพื้น ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว
หลี่เทียนใบซีดเผือดเป็นกระดาษ มันรู้ทันทีว่าในวันนี้ต่อให้เอาชีวิตพวกมันทั้งหมดมาแลก ก็มิอาจเทียบเท่าปลายเส้นผมของสตรีตรงหน้าได้ อำนาจที่แท้จริงคือสิ่งนี้... อำนาจที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของยุทธภพ!
"ถอย..." หลี่เทียนเค้นเสียงสั่งการด้วยความยากลำบาก ก่อนที่ร่างของมันจะถูกแรงกดดันกระแทกจนกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบจวบ
ทว่า ในขณะที่ความตึงเครียดกำลังถึงจุดสูงสุด และเหล่าผู้ไล่ล่ากำลังถอยร่นด้วยความหวาดกลัว เฟิงอวี่กลับไม่ได้รู้สึกโล่งใจเลยแม้แต่น้อย นัยน์ตาคมกริบของเขาหรี่แคบลงเมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติใต้ผืนหิมะเบื้องล่าง
แผ่นดินใต้เท้าของพวกเขาเริ่มสั่นสะเทือน เสียงคำรามต่ำๆ ดังเล็ดลอดออกมาจากห้วงลึกของปฐพี ราวกับมีอสูรกายโบราณกำลังตื่นจากการหลับใหลยาวนานนับหมื่นปี ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสกลับถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีดำทมิฬในพริบตา สายฟ้าสีแดงฉานฟาดผ่าลงมาตรงจุดที่พวกเขายืนอยู่
มู่หลานชะงักเล็กน้อย นัยน์ตาคู่สวยที่เคยราบเรียบไร้ระลอกคลื่น บัดนี้กลับฉายแววตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก นางหันขวับกลับมามองเฟิงอวี่ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของเขาร้อนระอุ
"แย่แล้ว... มันไม่ใช่คนของสำนักเทพที่ตามล่าเจ้า แต่พวกมัน... จงใจใช้เจ้าเป็นเหยื่อเพื่อล่อ 'สิ่งนั้น' ออกมาจากผนึก!"
*เปรี้ยงงงงงงง!*
อัสนีสีโลหิตสายมหึมาผ่าทะลวงลงมาจากกลีบเมฆ แสงสว่างจ้ากลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างจนขาวโพลน และในวินาทีที่แสงนั้นจางหายไป เงาร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติเบื้องหน้า พร้อมกับเสียงหัวเราะก้องกังวานที่สั่นประสาทผู้คนจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง...
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะลวงวิถีเซียนไปด้วยกันนะครับ
กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 1
คมกระบี่ที่ไร้เงา
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!