นิติเวชไร้เงา กับนักสืบสีเทาผู้เย่อหยิ่ง•ตอนที่ 26

แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ผลงานโดย ดร.นิติเวช
กลิ่นหอมหวานอันเย็นยะเยือกของดอกลิลลี่สีขาวไม่ได้นำพามาซึ่งความรื่นรมย์ แต่มันคือสารตั้งต้นของความตายที่ลอยวนเวียนอยู่ใกล้แค่เอื้อม ดร.ธันวา ไม่ขยับเขยื้อnร่างในวินาทีที่เงาร่างทาบทับลงบนพื้นสเตนเลส สะเก็ดหลักฐานชิ้นสุดท้ายบนโต๊ะชันสูตรยังคงทิ้งความอุ่นเอาไว้ ทว่าอุณหภูมิรอบกายกลับลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอจางๆ สัญชาตญาณดิบของแพทย์นิติเวชผู้ผ่านซากศพมานับพันเตือนให้เขาเตรียมรับมือกับผู้บุกรุก ทว่าความนิ่งงันภายนอกกลับเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง "คุณมาเร็วกว่าที่ผมคำนวณไว้... สารวัตร" ธันวาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืด น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก แม้ดวงตาคมกริบจะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างจากเงาร่างนั้น เงาร่างโปร่งบางที่สะท้อนบนกระจกเงาไม่ได้หยุดนิ่งตามคำทักทาย เสียงลากฝีเท้าเบาๆ หยุดลงตรงหน้าประตูก่อนที่ร่างของสารวัตรศิลาจะก้าวพ้นความมืดเข้ามาในรัศมีแสงไฟสีสลัวของห้องชันสูตร ใบหน้าของนายตำรวจหนุ่มชุ่มไปด้วยเหงื่อ ดวงตาคมกวาดมองไปรอบห้องด้วยความระแวดระวัง มือหนากุมด้ามปืนพกข้างลำตัวแน่น สันจมูกโด่งคมขยับเล็กน้อยยามที่กลิ่นลิลลี่แตะจมูก "คุณรู้ได้อย่างไรว่าเป็นผม... และที่สำคัญ คุณกำลังทำอะไรอยู่ตรงนั้น, ธันวา" ศิลาเอ่ยเสียงต่ำ ลมหายใจหอบกระชั้นเล็กน้อยบ่งบอกถึงการวิ่งฝ่าความมืดมาอย่างยาวนาน "เพราะกลิ่นเลือดบนตัวคุณกลบกลิ่นลิลลี่ไม่มิด... และเพราะไม่มีใครบ้าพอจะเดินย่องเข้ามาในห้องผ่าศพยามวิกาลโดยไม่กลัวผี นอกจากคนที่กำลังหนีตาย" ธันวาหันกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนายตำรวจคู่คิด "ว่าแต่... สภาพสะบักสะบอมแบบนี้ ไปโดนอะไรมาครับ" ศิลาไม่ตอบในทันที เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะชันสูตร วางแผ่นกระดาษยับยู่ยี่แผ่นหนึ่งลงบนพื้นผิวสเตนเลสเสียงดัง *ปึก* กระดาษแผ่นนั้นเปรอะเปื้อนคราบโคลนและรอยเลือดจางๆ บนหัวกระดาษมีตราประทับของแผนกเวชศาสตร์ฉุกเฉินที่ถูกฉีกขาดออกครึ่งหนึ่ง "ผมไม่ได้หนีตาย... ผมแค่ไปเอา ‘ของขวัญ’ ชิ้นสุดท้ายที่มันตั้งใจทิ้งไว้ให้เรามา" ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "มันไม่ได้ทิ้งแค่ศพไว้ดูเล่น แต่มมันทิ้งพิกัดที่มันซ่อนตัวอยู่... โรงงานร้างเขตอุตสาหกรรมเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา" ธันวาก้มลงมองกระดาษแผ่นนั้น นิ้วเรียวยาวใต้ถุงมือยางหยิบมันขึ้นมาพินิจอย่างรวดเร็ว สมองอันปราดเปรื่องทำงานประมวลผลทันที องค์ประกอบของคราบโคลนบนกระดาษคือดินเหนียวผสมแร่ซิลิกา ซึ่งมีอยู่เฉพาะบริเวณคลังสินค้าเก่าที่ถูกทิ้งร้างมานานกว่าทศวรรษ "คุณเช็คความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าวนี้หรือยัง... หรือใช้แค่สัญชาตญาณสีเทาของคุณตัดสินอีกแล้ว" ธันวาเงยหน้าขึ้นถาม น้ำเสียงเจือความเยียบเย็นตามวิสัยทัศน์ของคนที่ไม่เคยเชื่อเรื่องบังเอิญ "ผมไม่มีเวลามานั่งตรวจดีเอ็นเอกระดาษหรอก, ธันวา" ศิลาโน้มตัวเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างเขากับแพทย์นิติเวชเหลือเพียงไม่กี่คืบ ความร้อนผ่าวจากร่างกายของนายตำรวจตัดกับความเยือกเย็นของห้องชันสูตรอย่างสิ้นเชิง "คุณก็รู้ว่าฆาตกรรายนี้ไม่ได้เล่นตามกติกา มันทิ้งร่องรอยให้เราตามหา เพราะมันอยาก ‘เล่นเกม’ กับเราสองคน และตอนนี้... มันกำลังรอเราอยู่ที่นั่น" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ บทสนทนาเชิงจิตวิทยาและการชิงไหวพริบระหว่างสองผู้เชี่ยวชาญดำเนินไปอย่างเงียบเชียบแต่ดุเดือด ธันวาจ้องมองนัยน์ตาของศิลา ค้นหาความลังเลหรือความหวาดกลัว ทว่าสิ่งที่เขาพบมีเพียงประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นที่จะกระชากหน้ากากฆาตกรออกมาให้ได้ แม้จะต้องแลกด้วยความเสี่ยงก็ตาม "คุณกำลังพาตัวเองไปติดกับดัก, ศิลา" ธันวาเอ่ยเตือน น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว "ศพทุกศพที่ผมผ่าบอกผมอย่างหนึ่ง... ฆาตกรรายนี้มีความรู้เรื่องกายวิภาคและการอำพรางคดีระดับสูง มันไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้เหยื่อเข้าถึงรังของมันได้ง่ายๆ เว้นแต่ว่า... มันต้องการให้เราไปที่นั่นเพื่อจบเกมในแบบของมันเอง" "แล้วคุณจะให้เราทำอย่างไร? นั่งรอให้มันส่งศพรายต่อไปมาที่โต๊ะผ่าศพของคุณงั้นเหรอ?" ศิลาสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเข้มขึ้นสะท้อนความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานาน "คุณเชื่อแต่ความจริงจากศพ... แต่ผมเชื่อความจริงจากลมหายใจของผู้ที่ยังอยู่ ผมจะไปที่นั่ง ไม่ว่าคุณจะไปด้วยหรือไม่ก็ตาม" นายตำรวจหนุ่มผละตัวออก หันหลังเตรียมจะก้าวเดินออกจากห้องชันสูตร ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงถอนหายใจแผ่วเบาของแพทย์นิติเวชก็ดังขึ้น "หยุดความบุ่มบ่ามของคุณไว้ก่อนเถอะครับ... สารวัตร" ธันวาถอดถุงมือยางออกโยนลงถังขยะอย่างไม่ใยดี ก่อนจะหยิบเสื้อคลุมกาวน์ตัวเก่งมาสวมทับ "ถ้าคุณจะไปที่โรงงานร้างนั้น... อย่างน้อยคุณก็ควรมีคนคอยเก็บกวาดหลักฐานเวลาที่คุณเผลอใช้วิธีนอกรีตจัดการมัน" ศิลาชะงักฝีเท้า หันกลับมามองแพทย์นิติเวชผู้เย็นชาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งที่มักเกิดขึ้นระหว่างคนสองคนที่ร่วมเผชิญหน้ากับความมืดมิด ทั้งสองคนก้าวออกจากห้องชันสูตร มุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิดของกรุงเทพฯ ยามวิกาล รถกระบะสีดำของสารวัตรศิลาพุ่งทะยานผ่านถนนที่ไร้ผู้คน มุ่งหน้าสู่เขตอุตสาหกรรมริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศภายในรถเงียบงัน มีเพียงเสียงเครื่องยนต์และเสียงหัวใจที่เต้นระส่ำด้วยความตื่นตัว เมื่อรถแล่นมาถึงหน้าทางเข้าโรงงานร้างขนาดใหญ่ โครงสร้างเหล็กขึ้นสนิมทาบทับกับท้องฟ้ายามค่ำคืนราวกับซากอสุรกาย ศิลาดับเครื่องยนต์ ความเงียบสงบเข้าครอบคลุมพื้นที่ ทว่าสัญชาตญาณกลับบอกพวกเขาทั้งคู่ว่า... ที่นี่ไม่ได้ไร้ผู้คน "ตามผมมา ห่างจากผมสามก้าว" ศิลาสั่งเสียงกระซิบ ชักปืนออกจากซองพร้อมปลดเซฟ ธันวาพยักหน้ารับอย่างเงียบๆ เขาหยิบกระเป๋าอุปกรณ์นิติเวชภาคสนามขนาดเล็กติดมือมาด้วย ดวงตากวาดมองรอบตัว วิเคราะห์สภาพแวดล้อม คราบน้ำมันบนพื้น รอยยางรถยนต์ที่จางหายไป และกลิ่นอับชื้นของกระดาษชำระที่ถูกเผาไหม้ ทั้งหมดบ่งบอกว่าสถานที่แห่งนี้เคยมีคนใช้งานเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน พวกเขาเดินลัดเลาะผ่านซากเครื่องจักรกลขนาดใหญ่เข้าไปยังอาคารหลัก บรรยากาศภายในมืดทึบ มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคาสังกะสีสาดส่องลงมาเป็นลำแสงสีเงินยวง ทันใดนั้น ศิลาก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุด ทั้งคู่หยุดนิ่ง ฟังเสียงรอบกาย *ก๊อก... ก๊อก...* เสียงคล้ายโลหะกระทบกันดังแว่วมาจากชั้นสองของตัวอาคาร ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เดินวนเวียนอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา ศิลาสบตาธันวา ทั้งคู่พยักหน้าให้กันก่อนจะค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดเหล็กที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่น้ำหนักกดทับ เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสอง ภาพตรงหน้าทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุดกึก กลางห้องโถงกว้างที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนา มีเก้าอี้ไม้เก่าตัวหนึ่งตั้งอยู่เด่นเป็นสง่า บนเก้าอี้ตัวนั้น... มีร่างของตุ๊กตาผ้าขนาดเท่าคนจริง สวมเสื้อเชื้อสีขาวเปื้อนเลือด และที่คอของมันแขวนป้ายกระดาษแผ่นหนึ่งเอาไว้ ศิลาขยับเข้าไปใกล้ด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงป้ายกระดาษนั้นขึ้นมาอ่าน แสงไฟฉายจากมือถือส่องกระทบตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกสีแดงฉาน ข้อความนั้นสั้นกระชับแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ *“ยินดีต้อนรับสู่ก้นบึ้งของนรก... ดร.ธันวา และสารวัตรศิลา น่าเสียดายที่พวกคุณมาช้าไปก้าวหนึ่ง เพราะตอนนี้... เหยื่อรายต่อไปกำลังจะหมดลมหายใจในที่ที่พวกคุณคาดไม่ถึงที่สุด”* ยังไม่ทันที่ศิลาจะได้เอ่ยปากพูดอะไร พื้นไม้เบื้องล่างของพวกเขาก็ส่งเสียงลั่นดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำอันเย็นเยียบที่ดังสะท้อนก้องมาจากมุมมืดของเพดาน... และก่อนที่สติสัมปชัญญะจะทันได้ประมวลผล ภาพตรงหน้าก็ดับวูบลงพร้อมกับกลิ่นฉุนรุนแรงของก๊าซพิษที่พวยพุ่งขึ้นมาจากช่องระบายอากาศใต้พื้นห้อง!
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชไร้เงา กับนักสืบสีเทาผู้เย่อหยิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%