กลิ่นอับชื้นของคราบน้ำมันเครื่องและเศษปูนเก่าคละคลุ้งในโพรงจมูก เสียดแทงประสาทรับความรู้สึกจนผมต้องขบกรามแน่น
"คุณกำลังพาเราเดินเข้าสู่หลุมศพของตัวเอง, สารวัตรศิลา"
น้ำเสียงของผมราบเรียบเย็นชา สะท้อนก้องผ่านความมืดสลัวของโกดังร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสงไฟนีออนกระพริบติดๆ ดับๆ จากเสาไฟด้านนอกสาดส่องเงาทอดตัวยาวเป็นริ้ว ประดุจกรงขังเหล็กที่พันธนาการเราไว้ในดินแดนไร้ซึ่งกฎหมาย
ศิลาไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ผมได้ยินเพียงเสียงหัวเราะในลำคอต่ำทุ้มที่เป็นเอกลักษณ์ของนายตำรวจสืบสวนผู้เย่อหยิ่งคนนี้ มือหนาของเขาปลดเซฟปืนพกสั้นประจำกายอย่างใจเย็น เสียงโลหะกระทบกันเบาๆท่ามกลางความเงียบงัดเอาความตึงเครียดในอากาศให้พุ่งสูงขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก
"หลุมศพหรือห้องสอบสวนธรรมชาติ... มันขึ้นอยู่กับว่าคุณมองโลกผ่านเลนส์สีอะไร, ดร.ธันวา" ศิลาหยุดเดิน เขาหันกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาคมกริบคู่นั้นทอประกายท้าทายในความมืด "ถ้าคุณมัวแต่นั่งรอหลักฐานสะอาดๆ ในห้องแล็บที่ปลอดเชื้อ ป่านนี้วิญญาณของผู้ตายคงระเหิดกลายเป็นไอไปหมดแล้ว ความจริงมันไม่เคยหอมหวานและสะอาดสะอ้านหรอกครับ หมอ... มันมักจะเปื้อนเลือดและโคลนเสมอ"
ผมจ้องมองเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า แต่วิญญาณภายในกลับร้อนรุ่มด้วยอุดมการณ์ที่สวนทาง ผมคือนักวิทยาศาสตร์ผู้ศรัทธาในตรรกะและหลักฐานทางนิติเวชศาสตร์ สิ่งที่จับต้องได้ พิสูจน์ได้ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ส่วนเขา... คือหมาป่าเดี่ยวผู้ล่าเหยื่อด้วยสัญชาตญาณดิบและอำนาจเถื่อน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แรงดึงดูดประหลาดระหว่างเรากำลังบีบให้เราต้องพึ่งพิงกันในสมรภูมิสีเทานี้
แหล่งกบดานของเป้าหมาย—ผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีฆาตกรรมอำพรางที่ศาลเคยยกฟ้องด้วยเหตุผลทางเทคนิค—อยู่ลึกเข้าไปในโซนอุตสาหกรรมเก่าที่ถูกทิ้งร้าง พื้นห้องเต็มไปด้วยเศษกระจกแตกละเอียดและฝุ่นผงหนาเตอะ ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงไปส่งเสียงกรอบแกรบราวกับกระดูกที่กำลังแตกหัก
เราเคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบตามหลักยุทธวิธี ศิลาส่งสัญญาณมือให้ผมหยุดอยู่ที่มุมเสาปูนเปลือยขนาดใหญ่ ขณะที่เขาย่องเข้าประชิดประตูไม้ผุพังที่ปิดสนิท แสงไฟลอดผ่านร่องไม้ออกมาบางเบา พร้อมกับเสียงเพลงแจ่มจังหวะอืดอาดที่เปิดคลอเบาๆ กลบเกลื่อนความผิดปกติภายใน
ผมสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ สมองคำนวณอัตราการเต้นของหัวใจและระดับอะดรีนาลีนในกระแสเลือดของตัวเองโดยอัตโนมัติ ภายใต้กรอบของแพทย์นิติเวช ร่างกายมนุษย์เป็นเพียงเครื่องจักรชีวภาพ แต่ในวินาทีนี้ เครื่องจักรเหล่านั้นกลับสั่นเทาด้วยความตื่นตัวจากอันตรายรอบด้าน
ปัง!
เสียงถีบประตูไม้พังครืนลงมาพร้อมกับเสียงคำรามต่ำของศิลาที่พุ่งตัวเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ "ตำรวจ! ห้ามขยับ!"
ผมก้าวตามเข้าไปติดๆ กวาดสายตาวิเคราะห์สภาพแวดล้อมอย่างรวดเร็ว (Scene Analysis) ภายในห้องรกทึบ กลิ่นบุหรี่ราคาถูกและแอลกอฮอล์ฉุนกานต์ กองเอกสารและลังกระดาษกระจัดกระจาย แต่ไม่มีเงาของเป้าหมาย—ชายวัยกลางคนผู้มีรอยแผลเป็นที่หางตา—อยู่บนเก้าอี้โซฟาเก่า มีเพียงรอยบุ๋มและความอุ่นหลงเหลือบนเบาะที่บ่งบอกว่าเพิ่งมีคนลุกหนีไปเมื่อไม่กี่วินาที
"มันหนีทางหนีไฟด้านหลัง" ศิลาสบถเบาๆ ก่อนจะพุ่งตัวไปที่หน้าต่างกระจกบานเกล็ดที่ถูกทุบแตกออก
"ช้าก่อน, สารวัตร" ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉียบคม รั้งแขนเสื้อของเขาไว้เบื้องหลัง ศิลาชะงัก หันกลับมามองด้วยความไม่พอใจระคนสงสัย "อย่าใช้สัญชาตญาณไล่ล่าอย่างไร้สมอง... มองรอบตัวสิครับ"
ผมปล่อยมือจากแขนเขาแล้วก้าวเดินไปยังโต๊ะทำงานไม้ตัวเก่าที่มีโคมไฟตั้งโต๊ะดวงเล็กเปิดทิ้งไว้ แสงไฟสีส้มสาดส่องลงบนสมุดบันทึกปกหนังสีดำที่ถูกเปิดค้างไว้ หน้ากระดาษนั้นไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันเต็มไปด้วยลายมือยึกยือที่บันทึกรายละเอียดของเหยื่อรายก่อนหน้าอย่างละเอียดราวกับเป็นงานศิลปะ
นิ้วมือสวมถุงยางอนามัยลาเท็กซ์ของผมหยิบแหนบสแตนเลสขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เพื่อพลิกหน้ากระดาษแผ่นนั้นโดยไม่ทำลายรอยนิ้วมือแฝงหรือหลักฐานทางชีวภาพ
"คุณเจออะไร, หมอ?" ศิลาก้าวเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างเราลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของเขา กลิ่นบุหรี่จางๆ และน้ำหอมผู้ชายผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นในห้อง สร้างบรรยากาศที่กดดันและเร่าร้อนอย่างประหลาด
"ไม่ใช่แค่ร่องรอยการหลบหนี..." ผมพึมพำ สายตากวาดมองตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกสีดำสนิท "แต่เป็นรายชื่อ... และแผนผัง"
ผมใช้ปลายแหนบคีบกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่สอดแทรกอยู่ระหว่างหน้ากระดาษออกมา มันคือภาพถ่ายโพลารอยด์เก่าๆ ที่ขอบภาพเริ่มเหลืองซีด เป็นภาพของเด็กสาวในชุดนักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่ง รอยยิ้มสดใสบนใบหน้านั้นช่างตัดกับรอยกากบาทสีแดงฉานที่ถูกขีดทับด้วยปากกาเมจิกอย่างจงใจ
ศิลาโน้มตัวลงมามองใกล้ขึ้น ไหล่กว้างของเขาสัมผัสกับไหล่ผม แววตานิ่งสงบของนายตำรวจสืบสวนเปลี่ยนเป็นความกรุ่นโกรธทันทีเมื่อเห็นใบหน้าในภาพถ่ายนั้น
"เด็กคนนั้น..." ศิลาขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามกระตุก "นั่นคือคดีที่ปิดไม่ลงเมื่อห้าปีก่อน... คดีที่ทำให้ผมสูญเสียทุกอย่าง"
ผมเหลือบมองเสี้ยวหน้าของเขาที่อาบไล้ด้วยแสงไฟสลัว ความเย่อหยิ่งและมาดมั่นในตัวสารวัตรศิลาพังทลายลงชั่วขณะ เผยให้เห็นรอยร้าวลึกในจิตใจที่ถูกซ่อนไว้ใต้เกราะป้องกันอันแข็ง
แต่วินาทีที่เรากำลังจมดิ่งอยู่กับความจริงอันมืดหม่นที่เพิ่งถูกขุดคุ้ยขึ้นมา เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่โถงทางเดินด้านนอก—มันไม่ใช่เสียงของคนคนเดียว และพวกมันไม่ได้กำลังหนี... แต่กำลังปิดล้อมเรา
กริ๊ก.
เสียงขึ้นลำกล้องปืนลูกซองดังชัดเจนมาจากความมืดตรงกรอบประตู พร้อมกับเสียงหัวเราะแหבריດเยียบเย็นที่เอ่ยทักทายเราด้วยความสะใจ
"ยินดีต้อนรับสู่กับดัก, ท่านสารวัตร... และคุณหมอผู้รักความยุติธรรม"
***
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ โดย ดร.นิติเวช
นิติเวชไร้เงา กับนักสืบสีเทาผู้เย่อหยิ่ง•ตอนที่ 5
ทฤษฎีสีเทา
ผลงานโดย ดร.นิติเวช
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชไร้เงา กับนักสืบสีเทาผู้เย่อหยิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!