กลิ่นคาวสนิมเหล็กและไอชื้นของน้ำมันเครื่องเก่าๆ แตะเข้ากับประสาทสัมผัสของผมทันทีที่ก้าวเท้าพ้นธรณีประตูโรงงานร้างแห่งนั้น
"คุณกลิ่นไม่ค่อยดีเลยนะ ศิลา" ผมเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับบรรยากาศรอบตัวจนแทบได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจ
สารวัตรศิลาไม่ได้หันกลับมามอง เขาหยุดยืนอยู่หน้ากองลังกระดาษเปื่อยยุ่ยกลางโถงกว้าง แสงไฟฉายสาดส่องไปกระทบกับคราบสีน้ำตาลเข้มบนพื้นคอนกรีต ซึ่งต่อให้ไม่ต้องใช้สารเรืองแสงลูมินอล (Luminol) นัยน์ตาของแพทย์นิติเวชอย่างผมก็บอกได้ทันทีว่ามันคือร่องรอยของเลือดที่ถูกพยายามชะล้างออกอย่างลวกๆ
"ผมก็ภาวนาให้มันเป็นแค่กลิ่นของน้ำมันเครื่องเหมือนกันครับ หมอธันวา" ศิลาตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปรอบทิศทางอย่างระแวดระวัง มือขวาของนายตำรวจหนุ่มเลื่อนลงไปกุมด้ามปืนพกที่เหน็บอยู่ข้างเอวโดยสัญชาตญาณ "สายัณห์แจ้งว่า พยานปากเอกที่เห็นเหตุการณ์คืนวันที่ตึกถล่ม ถูกซ่อนตัวไว้ที่นี่... แต่ผมชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า เรากำลังตามหาพยาน หรือกำลังเดินเข้ามาในหลุมศพของตัวเองกันแน่"
ผมแค่น้ำเสียงเยาะหยันในลำคอเล็กน้อย ก้าวเข้าไปใกล้รอยคราบนั้น พร้อมกับย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ ก่อนจะเอามาดมใกล้จมูก
"เลือด... และยังสดอยู่มาก ไม่เกินสองชั่วโมง" ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แววตาคมปลาบภายใต้กรอบแว่นสะท้อนความจริงอันมืดหม่น "พยานของคุณไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก ศิลา ข้อมูลที่คุณได้มาถูกบิดเบือนตั้งแต่แรกแล้ว นี่คือฉากจำลอง... และเราคือตัวประกอบที่ถูกต้อนเข้ามาอยู่ในบทละครที่คนอื่นเป็นคนเขียน"
สิ้นคำพูดของผม เสียงก2ติกโลหะหนักอึ้งก็ดังขึ้นจากด้านนอก!
*กริ๊ก! ครืนนน—!*
ประตูเหล็กบานยักษ์ของโกดังถูกกระชากปิดลงด้วยกลไกอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงล็อกตายตัวของสลักเหล็กหนาที่ดังสนั่นหวั่นไหว ความมืดมิดเข้ากลืนกินพื้นที่รอบตัวในเสี้ยววินาที มีเพียงลำแสงจากไฟฉายของศิลาเท่านั้นที่ตัดผ่านความมืด เผยให้เห็นละอองฝุ่นที่กำลังลอยเคว้งคว้าง
"เวรเอ๊ย!" ศิลาสบถอย่างหัวเสีย เขาวิ่้งไปกระชากประตูเหล็กสุดแรงเกิด แต่ไร้ผล มันถูกล็อกแน่นหนาจากภายนอก "พวกมันรู้ความเคลื่อนไหวของเราทุกก้าว"
"ไม่ใช่แค่รู้..." ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง น้ำเสียงยังคงราบเรียบเยือกเย็น แม้สถานการณ์ตรงหน้าจะบีบคั้นถึงชีวิต "แต่พวกมันจงใจใช้คดีนี้ล่อเราออกมา เพื่อตัดปัญหาความยุ่งยากที่ผมกับคุณพยายามขุดคุ้ยความจริง... คุณประเมินความเหี้ยมเกรียมของศัตรูต่ำเกินไป ศิลา"
"แล้วตอนนี้ ใครกันแน่ที่ประเมินพลาด หมอธันวา?" ศิลาหันกลับมามองผม แววตาของนายตำรวจหนุ่มไม่ได้มีความหวาดกลัว เจือไว้ด้วยความคุกรุ่นและท้าทายในยามวิกฤต "เราติดอยู่ในนี้ และตามสูตรสำเร็จของหนังฆาตกรรม... สถานที่แบบนี้มักจะมาพร้อมกับของขวัญต้อนรับชิ้นพิเศษเสมอ"
แทบจะพร้อมๆ กับคำพูดนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยแหลมสูงก็ดังกรีดแทรกโสตประสาท *ปี๊... ปี๊... ปี๊...!*
ตามด้วยกลิ่นฉุนรุนแรงของแก๊สที่เริ่มพวยพุ่งออกมาจากท่อระบายอากาศเหนือศีรษะ ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วขึ้นมาจากสันหลัง
"แก๊สพิษ..." ผมขมวดคิ้วมุ่น ประเมินสถานการณ์ด้วยสมองที่ทำงานอย่างรวดเร็ว "พวกมันไม่ได้กักเราไว้ให้ขาดอากาศหายใจ แต่ต้องการให้เราสูดดมสารเคมีที่ทำลายระบบประสาท เพื่อให้การตายของเราดูเหมือนอุบัติเหตุจากการปฏิบัติหน้าที่... เป็นแผนการที่สะอาดและไร้ร่องรอยเสียจริง"
"ถอยไป!" ศิลาตะโกนลั่น เขาชักปืนออกมากระหน่ำยิงใส่กุญแจล็อกประตูเหล็กถึงสามนัดซ้อน ประกายไฟแตกกระจายวับวับ แต่กลไกเหล็กกล้าหนาเตอะกลับไม่สะเทือนแม้แต่น้อย แรงสะท้อนเกือบทำให้ปืนหลุดมือ
"กระสุนปืนทำอะไรมันไม่ได้หรอกครับ" ผมดึงแขนเสื้อสูทขึ้นมาปิดจมูกและปาก พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบโกดังที่เริ่มมีควันสีขาวจางๆ แผ่ขยาย "โครงสร้างตึกนี้ถูกรีโนเวตใหม่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ผนังเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กหนาพิเศษ หน้าต่างถูกเชื่อมปิดตาย... เรากำลังติดอยู่ในโลงศพคอนกรีต"
อาการวิงเวียนศีรษะเริ่มเล่นงานผม ความเย็นจากปลายมือปลายเท้าลามขึ้นมาถึงขมับ สารเคมีชนิดนี้ออกฤทธิ์เร็วเกินคาด มันถูกออกแบบมาเพื่อฆ่าโดยเฉพาะ ผมหันไปมองศิลา นายตำรวจหนุ่มกำลังใช้ด้ามปืนกระแทกใส่แผงวงจรไฟฟ้าข้างประตูอย่างบ้าคลั่ง เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้าคมคาย
"ศิลา... หยุดก่อนครับ" ผมเอ่ยปราดด้วยน้ำเสียงที่เริ่มขาดห้วง "การใช้กำลังกับแผงวงจรที่ถูกตัดระบบตั้งแต่นอกจากจะเปล่าประโยชน์แล้ว ยังทำให้คุณสูดแก๊สเข้าไปเร็ยิ่งขึ้น"
ศิลาหอบหายใจหนักหน่วง เขาทรุดตัวลงพิงกับบานประตูเหล็ก นัยน์ตาคมกริบมองมาที่ผม แววตานั้นมีความรู้สึกบางอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่ความกลัวตาย แต่เป็นความเสียดาย... เสียดายที่ยังไม่ได้สะสางเรื่องราวทั้งหมดให้กระจ่าง
"ผมยังไม่อยากตายที่นี่... ยิ่งกว่านั้น ผมยังไม่อยากตายโดยที่ยังไม่รู้ว่าใครคือไอ้สารเลวที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด" ศิหายิ้มเยาะให้กับชะตากรรม พลางเอื้อมมือมาคว้ามือผมไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาตัดกับความหนาวเหน็บรอบกาย "ขอโทษด้วยนะหมอ ที่ลากคุณมาพัวพันกับเรื่องบ้าๆ นี้"
ผมมองมือที่กุมกันไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ภายใต้สถานการณ์ที่เส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตายบางเฉียบ หัวใจของผมกลับเต้นแรงด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่อยู่นเหนือเหตุผลทางวิทยาศาสตร์
"ผมเลือกที่จะเดินตามคุณมาเอง ศิลา... ดังนั้น นี่ไม่ใช่ความผิดของคุณ" ผมตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่น
สติของผมเริ่มเลือนราง ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่ามัวลงทีละน้อย กลิ่นแก๊สฉุนจัดจนแสบจมูก แต่ก่อนที่ความมืดมิดจะเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะทั้งหมด เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหล
*ตูม—!*
แรงระเบิดสนั่นหวั่นไหวทำให้พื้นคอนกรีตสั่นสะเทือน กำลังอัดมหาศาลพังทลายผนังด้านข้างของโกดังจนพังครืน ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พร้อมกับแสงไฟสว่างจ้าจากภายนอกที่สาดส่องเข้ามา
ผ่านม่านฝุ่นควันหนาทึบ ร่างของใครคนหนึ่งก้าวเดินผ่านซากกำแพงที่พังทลายเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก... ใบหน้านั้นทำให้ผมต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง แม้ในยามที่ลมหายใจกำลังจะหมดลง
พบคืนนี้ในตอนถัดไปนะครับ
โดย ดร.นิติเวช
นิติเวชไร้เงา กับนักสืบสีเทาผู้เย่อหยิ่ง•ตอนที่ 15
กับดักลวง
ผลงานโดย ดร.นิติเวช
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชไร้เงา กับนักสืบสีเทาผู้เย่อหยิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!