มัณฑนากรไร้เงา กับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย•ตอนที่ 5

รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ

ผลงานโดย บันทึกคนจร
กลิ่นอายของกาแฟคั่วบดเข้มข้นลอยอบอวลตัดกับความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศในห้องรับรองวีไอพีของโรงแรมหรูระดับห้าดาว ทว่าบรรยากาศภายในกลับตึงเครียดเสียจนแทบจะใช้มีดกรีดให้ขาดออกจากกันได้ รินลดานั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้สีชาด ปลายเรียวเล็บที่ถูกเคลือบด้วยยาทาเล็บสีนู้ดเรียบหรูวางนิ่งอยู่บนที่วางแขน เธอไม่ได้เหลือบแลถ้วยกระเบื้องเคลือบราคาแพงที่ส่งควันกรุ่นตรงหน้าแม้แต่น้อย สายตาคู่คมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาดีไซน์เฉียบกำลังจดจ่ออยู่กับแท็บเล็ตในมือ เลื่อนดูแปลนงานออกแบบโครงการรีสอร์ทหรูมูลค่าหลายพันล้านที่เธอกำลังกุมบังเหียนในฐานะมัณฑนากรหลัก—โครงการเดียวกับที่บริษัทของศิลาเคยพยายามแย่งชิงแต่กลับพ่ายแพ้อย่างราบคาบ แกร็ก... เสียงเปิดประตูห้องรับรองดังขึ้นเบาๆ แต่รินลดาไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมองก็รู้ว่าใครเป็นผู้มาเยือน กลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดิม... กลิ่นที่เธอเคยซุกซองซบใบหน้าสูดดมด้วยความรักใคร่เมื่อหลายปีก่อน ทว่าบัดนี้มันกลับกลายเป็นเพียงกลิ่นอายของความทะเยอทะยานและความพ่ายแพ้ที่น่าสมเพช "ผมรู้ว่าคุณต้องอยู่ที่นี่ ริน..." เสียงทุ้มต่ำที่เคยอบอุ่นในความทรงจำเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นเจือความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ศิลาในยามนี้ไม่ได้ดูเนียบกริบไร้ที่ติเหมือนในหน้าิตยสารธุรกิจอย่างที่เคยเป็น เสื้อเชิ้ตสีขาวถูกปลดกระดุมเม็ดบนออก เส้นผมยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการใช้มือขยี้ด้วยความเครียด ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่ร่างบางเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากลาย ทั้งโหยหา สำนึกผิด และ... ความดื้อรั้นที่จะดึงเธอกลับมาเป็นของตนให้ได้ รินลดาค่อยๆ ปิดหน้าจอแท็บเล็ตลงอย่างช้าๆ เสียงกระทบกันเบาๆ ของโลหะและกระจกสะท้อนความเงียบงันในห้อง เธอยังคงไม่รีบร้อนที่จะเงยหน้าขึ้น ราวกับว่าตัวตนของชายผู้นี้มีค่าไม่เท่ากับงานออกแบบที่เธอกำลังตรวจทานอยู่ "ถ้าจะมาคุยเรื่องงาน ฉันเกรงว่าคุณควรไปคุยกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโครงการนะคุณศิลา..." รินลดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย เย็นชา และไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ ดั่งผิวน้ำในบึงลึกที่ถูกแช่แข็ง "แต่ถ้าจะมาเรื่องส่วนตัว... ฉันคิดว่าระหว่างเรา มันไม่มีคำว่า 'ส่วนตัว' เหลืออยู่ตั้งแต่เอกสารใบหย่าเซ็นครบถ้วนแล้วล่ะครับ" สรรพนามที่เธอเลือกใช้และการจงใจเน้นเสียงคำว่า 'ครับ' อย่างสุภาพแต่เชือดเฉือน ทำให้ศิลาชะงักไป เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้โซฟามากขึ้น กลิ่นอายของความเป็นผู้ล่าที่เคยคุมเกมทุกอย่างในมือค่อยๆ พังทลายลงต่อหน้าความนิ่งเฉยของอดีตภรรยา "ริน... เราคุยกันดีๆ ได้ไหม" ศิลาทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวฝั่งตรงข้าม พยายามโน้มตัวเข้าไปใกล้เพื่อลดช่องว่าง ดวงตาคู่นั้นพยายามค้นหาเศษเสี้ยวความอาลัยในแววตาของเธอ "ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ผม... ผมรู้ว่าผมทำผิดพลาดมหันต์ ผมปล่อยให้ความโลภและเกมธุรกิจครอบงำ จนมองข้ามสิ่งที่มีค่าที่สุดไป บ้านหลังนั้น... บริษัทของเรา... ทุกอย่างที่ผมสร้างขึ้นมา มันไม่มีความหมายเลยสักนิดถ้าไม่มีคุณอยู่ข้างๆ กลับมาหาผมเถอะนะริน ให้โอกาสผมได้แก้ตัวอีกครั้ง" คำสารภาพที่เปี่ยมไปด้วยความสำนึกผิดหลุดออกมาจากปากของชายผู้ที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ศิลายื่นมือหนาออกมา หมายจะเอื้อมไปสัมผัสมือเรียวที่วางอยู่บนตักของเธอ ทว่า... รินลดากลับชักมือกลับอย่างรวดเร็วก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะทันได้แตะต้อง ราวกับว่าการสัมผัสจากเขามันสกปรกเกินกว่าที่เธอจะยอมแปดเปื้อน รินลดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาเป็นครั้งแรก รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากถูกจุดขึ้นมา แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความยินดี หรือแม้แต่รอยยิ้มเยาะเย้ย... มันคือรอยยิ้มที่ว่างเปล่า รอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยยาพิษอันร้ายกาจ ซึ่งแผ่ไอความหนาวยะเยือกออกมาจนศิลาต้องหายใจสะดุด "แก้ตัวเหรอครับ?" รินลดาเอ่ยทวนคำ เสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอของเธอดังก้องกังวานบาดลึกถึงขั้วหัวใจของคนฟัง "คุณศิลา... คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่? โอกาสเหรอ? คนอย่างคุณเนี่ยนะกำลังขอโอกาสจากคนที่คุณเคยผลักไสให้ตกหน้าผาโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง?" "ริน..." "จำวันที่ฉันยืนถือเอกสารการตั้งครรภ์ในมือ แล้วคุณบอกฉันว่าอย่างไรจำได้ไหม?" รินลดาโน้มตัวเข้าไปใกล้เขาบ้าง ดวงตาคู่คมจ้องทะลุเข้าไปในความมืดมนของจิตใจเขา "คุณบอกว่าเด็กคนนั้นคือภาระ คืออุปสรรคต่อเส้นทางความสำเร็จของคุณ คุณบอกว่าถ้าฉันอยากเก็บเด็กไว้ ก็ไสหัวออกไปจากชีวิตคุณซะ... วันนั้น ฉันสูญเสียทุกอย่างแม้กระทั่งความศรัทธาในความรัก วันนี้... คุณคิดว่าคำขอโทษสวยหรูไม่กี่คำ กับท่าทีสำนึกผิดที่น่าสมเพชแบบนี้ จะล้างคราบเลือดบนมือคุณได้งั้นเหรอ?" คำพูดแต่ละคำเปรียบเสมือนเข็มเล่มยาวที่บรรจงปักลงกลางใจของศิลาอย่างแม่นยำ เขาหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดไม่ออก ความจริงที่ว่าเขาเคยใจร้ายและเหี้ยมเกียรติเพียงใด ย้อนกลับมาทุบตีเขาในยามที่สายเกินกว่าจะแก้ไข "ผมรู้ว่าผมมันเลว... ผมทำลายครอบครัวของเราด้วยมือของตัวเอง" ศิลาเสียงสั่นเครือ มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความรู้สึกผิดและความเจ็บปวดผสมปนเปกันจนแน่นอก "แต่, แต่ถ้าไม่ใช่เพื่อตัวผม... เพื่อลูกล่ะริน? ลูกของเรา... เขาโตแค่ไหนแล้ว? เขาหน้าตาเหมือนผมบ้างไหม? ให้ผมได้ทำหน้าที่พ่อ... ได้โปรดริน ให้ผมได้ชดใช้ให้พวกคุณเถอะ" รินลดาหุบยิ้มทันที แววตาของเธอกลายเป็นประกายคมกริบดั่งใบมีดโกน เธอหัวเราะออกมาเบาๆ แต่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง "ลูก?" เธอทวนคำด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น "คุณยังมีหน้ามาถามหาเด็กที่คุณสั่งให้ฉันไปกำจัดทิ้งเมื่อสองปีก่อนอีกเหรอครับ? น่าขันสิ้นดี... ศิลา คนอย่างคุณไม่สมควรแม้แต่จะได้ยินชื่อของเขาด้วยซ้ำ" บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ ทว่าหัวใจของศิลาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความกลัวบางอย่างที่ไม่อาจหาคำอธิบายกำลังกัดกินความรู้สึกของเขา รินลดาไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของเด็ก... เธอยืนยันว่ามีลูก! ก่อนที่ศิลาจะได้เอ่ยปากถามอะไรออกไปมากกว่านั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งสั้นๆ ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกโดยผู้ช่วยส่วนตัวของรินลดา "คุณรินลดาครับ เอกสารสรุปงบประมาณและรายงานการประชุมของบอร์ดบริหารชุดใหม่มาแล้วครับ... อ้อ แล้วก็นี่ครับ คุณแม่บ้านฝากให้ผมเอาเข้ามาส่งให้คุณรินลดาด้วยครับ บอกว่าน้องธาม งอแงอยากเจอคุณแม่ ตั้งแต่คุณแม่เดินทางมาประชุมที่นี่ครับ" ผู้ช่วยหนุ่มพูดพร้อมกับยื่นแฟ้มเอกสารและ... กระเป๋านักเรียนเด็กอนุบาลลายการ์ตูนสีฟ้าสดใส รวมถึงกล่องดินสอที่มีรอยสติกเกอร์แปะไว้อย่างลวกๆ ให้กับรินลดา รินลคารับของทั้งหมดมาวางไว้บนโต๊ะ เธอส่งยิ้มอ่อนโยนให้ผู้ช่วยหนุ่มก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ "ขอบคุณมากนะ เดี๋ยวฉันจัดการต่อเอง เธอไปพักผ่อนเถอะ" ผู้ช่วยหนุ่มโค้งศีรษะให้เล็กน้อยแล้วเดินเลี่ยงออกไปจากห้อง ปิดประตูลงเบาๆ ทิ้งให้ความเงียบงันกลับมาครอบงำอีกครั้ง แต่ทว่า... ศิลากลับไม่ได้สนใจเอกสารใดๆ บนโต๊ะ สายตาของเขาจดจ้องค้างอยู่ที่กระเป๋าใบเล็กและกล่องดินสอนั้น ร่างกายของเขานิ่งค้าง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางแสกหน้า สมองประมวลผลอย่างเชื่องช้าแต่ชัดเจนแจ่มแจ้ง น้องธาม... เด็กผู้ชายวัยขวบเศษ... อายุไล่เลี่ยกับวันที่รินลดาเดินจากเขาไปไม่มีผิดเพี้ยน ศิลาค่อยๆ หันกลับมามองหน้าอดีตภรรยาที่นั่งไขว่ห้างด้วยท่าทีสงบนิ่งดั่งเดิม ดวงตาของรินลดาราptยทอแสงแห่งชัยชนะที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชาอย่างแนบเนียน ในจังหวะที่หัวใจของศิลาสั่นระรัวด้วยความหวาดหวั่นและสับสน เสียงฝีเท้าเล็กๆ คู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากระเบียงด้านนอกของห้องรับรอง ซึ่งเป็นโซนสวนหย่อมส่วนตัวที่เชื่อมต่อกับห้องสูทฝั่งตรงข้าม "คุณแม่ขา... น้องธามหิวน้ำจังเลยครับ" เสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยกำลังพูดดังขึ้น พร้อมกับร่างเล็กจิ๋วในชุดเสื้อยืดลายซูเปอร์ฮีโร่วิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาในห้องรับรองผ่านประตูกระจกที่เปิดแง้มไว้ ดวงตากลมโตสุกใสประกายระยิบระยับ จมูกโด่งรั้น และโครงหน้าที่ถอดแบบมาจากใครบางคนราวกับพิมพ์เดียวกัน... ศิลาหันขวับไปมองเด็กชายคนนั้นทันที ลมหายใจของเขาขาดห้วง โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุนในเสี้ยววินาทีนั้น เด็กน้อยหยุดวิ่งเมื่อเห็นชายแปลกหน้าแปลกตาอยู่ในห้อง ดวงตากลมโตเอียงคอมองศิลาด้วยความสงสัย ก่อนจะหันไปซุกใบหน้าเข้ากับชายกระโปรงของรินลดาแล้วเงยหน้าขึ้นฟ้อง "คุณแม่ครับ... ผู้ชายคนนี้เป็นใครเหรอครับ? ทำไมมองน้องธามน่ากลัวจัง..." รินลดาก้มตัวลงลูบศีรษะเด็กชายอย่างทะนุถนอม เธอยืดตัวขึ้นสบตากับศิลาที่กำลังนั่งตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้น รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษผุดขึ้นบนเรียวปากของเธออีกครั้งอย่างงดงามและเลือดเย็นที่สุด "รู้จักคุณลุงคนนี้ไว้สิลูก..." รินลดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานชัดเจน ทีละคำ ทีละคำ "เพราะเขาคือ... คนแปลกหน้า ที่ไม่มีวันได้เข้ามาในชีวิตของเราอีกต่อไปแล้วครับ" ศิลาเบิกตากว้าง สมองขาวโพลน หัวใจร่วงหล่นลงสู่เหวลึกที่ไร้ก้นบึ้ง ขณะที่ภาพของเด็กน้อยตรงหน้าสะท้อนอยู่ในม่านตาที่เต็มไปด้วยความตระหนกสุดขีด โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ บันทึกคนจร
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัณฑนากรไร้เงา กับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%