เอกสารบนโต๊ะไม้สักทองสะท้อนเงาหลอดไฟนีออนสีส้มสลัว มินตราไม่ได้เดินเข้ามามือเปล่า รอยยิ้มเคลือบยาพิษนั่นตอกย้ำว่าเธอกำลังสนุกกับการเห็นเหยื่อติดกับ รณกรขยับตัวเล็กน้อยเพื่อบังเอกสารแผ่นนั้นไว้ด้วยไหล่กว้าง ขณะที่อาคเนย์กลับไม่มีทีท่าตกใจแม้แต่น้อย เชฟหนุ่มยังคงยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์ครัวด้วยสีหน้านิ่งเรียบ เย่อหยิ่ง และไร้ความเกรงกลัวต่อสายตาคุกคามของหุ้นส่วนสาว
"เอกสารงั้นเหรอครับคุณมินตรา..." รณกรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝัก "ถ้าคุณอยากรู้ว่ามันคืออะไร ทำไมไม่ลองถามตรงๆ จากคนที่ถือมันดูล่ะครับ หรือว่าการแอบฟังหน้าห้องมันสนุกกว่าการคุยกันต่อหน้า?"
มินตราหุบยิ้มลงเล็กน้อย ดวงตาคู่คมกวาดมองนักสืบหนุ่มหัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยาม "ปากดีไม่เบานี่คะคุณนักสืบ... หวังว่าฝีมือในการทำงานจะคมคายเหมือนคำพูดนะ ถึงได้กล้ามาขุดคุ้ยเรื่องในครัวเรือนของคนอื่นเขา" เธอยกมือขึ้นกอดอก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย "แต่ก็นะ... ในเมื่อพวกคุณอยากเล่นเกมนี้ร่วมกันนัก งั้นฉันก็มีข้อเสนอที่จะทำให้พวกคุณเลิกเล่นสนุกบ้าๆ นี่ซะที"
อาคเนย์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันจนมินตราต้องหันขวับมามอง "ข้อเสนอเหรอครับคุณมินตรา? เกรงว่าของเล่นที่คุณเอามาแลก มันจะราคาถูกเกินกว่าที่เชฟอย่างผมจะสนใจเสียอีก" อาคเนย์ผละออกจากเคาน์เตอร์ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้รณกรช้าๆ กลิ่นอายความเป็นผู้นำและแรงกดดันจากตัวตนของเชฟอัจฉริยะแผ่ซ่านจนบรรยากาศในห้องครัวอึมครึมลงถนัดตา "ถ้าอยากคุยเรื่องธุรกิจ... เชิญออกไปคุยกันข้างนอกครับ พื้นที่ตรงนี้... มีไว้สำหรับคนที่มีลิ้นและสมองที่สะอาดพอจะรับรสชาติอาหารเท่านั้น"
คำพูดเจ็บแสบนั้นทำเอามินตราหน้าตึงขึ้นมาทันที เธอกัดกรามกรอดด้วยความโกรธ "แก...!"
"ถ้ายังไม่อยากให้อาหารมื้อนี้เสียรสชาติ ก็เชิญครับ" รณกรเสริมขึ้นทันควัน น้ำเสียงของเขาไม่ได้ตะคอก แต่กลับทรงพลังและเยือกเย็นจนฝ่ายหญิงต้องสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ มินตราจ้องมองทั้งคู่อย่างอาฆาตมาดร้าย ก่อนจะสะบัดหน้าพรืดแล้วหมุนตัวเดินกระแทกส้นเท้าออกจากห้องครัวไป พร้อมกับทิ้งเสียงกระแทกประตูดังสนั่น
ปัง!
ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศกลับอึดอัดกว่าเดิมหลายเท่า อาคเนย์ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะหันขวับมามองหน้ารณกร ดวงตาสีเข้มคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความท้าทายที่อ่านไม่ออก
"ทีนี้..." เชฟหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบพลางเดินกลับไปหยิบผ้ากันเปื้อนสีดำสนิทขึ้นมาสวมอีกครั้ง "ก็เหลือแค่เราสองคนแล้วล่ะครับคุณนักสืบ"
รณกรเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ "ผมคิดว่าเราคุยกันเคลียร์แล้วเรื่องเอกสารนั่น"
"ผมไม่ได้สนใจกระดาษไร้ค่าพรรค์นั้นหรอกครับ" อาคเนย์ขัดขึ้นทันที ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของรณกรราวกับต้องการจะทะลุทะลวงเข้าไปถึงความคิดเบื้องลึก "ผมสนใจ... สิ่งที่คุณพูดเมื่อกี้มากกว่า ที่บอกว่าคุณเป็น 'นักสืบที่แยกแยะความจริงออกจากคำโกหกได้'..."
อาคเนย์เอื้อมมือไปหยิบเขียงไม้และมีดเชฟด้ามยาวขึ้นมา วางมันลงบนเคาน์เตอร์ด้วยจังหวะที่หนักแน่นและแม่นยำ ท่วงท่าทุกกระบวนท่าเต็มไปด้วยความมั่นใจและความดุดันของคนที่อยู่หน้าเตามาค่อนชีวิต
"ถ้าคุณตาถึงและฉลาดพออย่างที่ปากว่า... งั้นก็พิสูจน์ให้ผมเห็นหน่อยสิครับ" อาคเนย์ยื่นจานกระเบื้องสีขาวสะอาดที่มีชิ้นเนื้อปลาสีชมพูเรื่อและสมุนไพรสดหลากหลายชนิดวางเรียงรายไว้อย่างประณีตมาตรงหน้ารณกร "ชิมนี่ซะ..."
รณกรก้มมองจานตรงหน้า ดวงตาคมกวาดสำรวจรายละเอียดทุกตารางนิ้วด้วยสัญชาตญาณของนักสืบ
"ปลาฮามาจิหมักดอง... แต่กลิ่นนี่มันไม่ใช่แค่โชยุกับมิรินทั่วไป" รณกรพึมพำเบาๆ วิเคราะห์จากกลิ่นสัมผัสที่ลอยเข้าจมูก
"เก่งนี่ครับ... ใช้จมูกสูดดมอย่างเดียวก็บอกได้แล้วว่าเป็นฮามาจิ" อาคเนย์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความอ่อนโยนอยู่เลยแม้แต่น้อย มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่กำลังสนุกกับการต้อนเหยื่อให้จนมุม "แต่ถ้างั้น... ช่วยบอกผมหน่อยสิครับว่า 'ส่วนผสมลับ' ที่ผมใช้ตัดความเลี่ยนของมันคืออะไร? ถ้าตอบผิด... คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเหยียบเข้ามาสืบเรื่องอะไรในร้านนี้อีก แม้ว่ายัยมินตรานั่นจะอนุญาตก็ตาม!"
ความกดดันพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด รณกรเงยหน้าขึ้นสบตากับเชฟหนุ่มที่ยืนรอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ จนสามารถรับรู้ได้ถึงลมหายใจที่อุ่นร้อน
รณกรไม่ลังเล เขายื่นมือหยิบชิ้นปลาขึ้นมาเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ เพื่อซึมซับรสชาติที่ซับซ้อนและลึกล้ำบนปลายลิ้น สัมผัสแรกคือความหวานนุ่มละมุนของเนื้อปลา ตามด้วยความเปรี้ยวบางเบาที่ปลายลิ้น และกลิ่นหอมสมุนไพรที่ทิ้งท้ายความเผ็ดร้อนเล็กน้อยแบบคาดไม่ถึง
ดวงตาคมของนักสืบหรี่ลงเล็กน้อย เขารู้แล้ว...
"ผิวส้มยูสุขูดฝอย..." รณกรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น เจือความท้าทายในที "ผสมกับ... น้ำมันพริกเสฉวนดองเค็มสูตรเฉพาะตัวของคุณเอง"
อาคเนย์ชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากแข็งค้างลงทันที ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเสี้ยววินาทีด้วยความตกตะลึงที่ปิดไม่มิด
รณกรยกยิ้มมุมปากบ้าง ขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงอีกนิดจนแผงอกเกือบแนบชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝากระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำบาดลึก
"รสชาติแบบนี้... มีแต่คนใจร้ายที่ปากแข็งเท่านั้นแหละครับถึงจะทำออกมาได้..."
ยังไม่ทันที่อาคเนย์จะได้โต้
กริ๊ก!
เสียงเปิดประตูด้านหลังห้องครัวดังขึ้น พร้อมกับร่างของบุคคลที่สามก้าวพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกจนหน้าซีดเผือด
"เชฟอาคเนย์ครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... คนในห้องแช่แข็งอาหาร... เขา..."
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "แบล็กสมิธในตำนาน" เสมอนะครับ
เซฟเฮาส์ไม่มีจริงกับเชฟติสต์แตก•ตอนที่ 5
ลิ้นที่ไม่มีใครหลอกได้
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไม่มีจริงกับเชฟติสต์แตก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!