เซฟโซนสุดกวนกับดีไซเนอร์ปากจัด•ตอนที่ 10

ชัยชนะที่น่าหมั่นไส้

ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
เสียงปรบมือเกรียวกราวในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหรูยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท แต่มินตรากลับรู้สึกว่าเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามดังกล่าวยิ่งกว่า เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผมของเธอ ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยอ่อนจากงานพรีเซนต์โปรเจกต์ใหญ่ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อสิบนาทีที่แล้ว แต่เป็นเพราะสายตาคมกริบของสถาปนิกหนุ่มร่างสูงที่กำลังยืนกอดอกพิงกรอบประตู มองตรงมาที่เธอนิ่งสนิทราวกับเสือจ้องตะครุบเหยื่อ "ผ่านไปได้ด้วยดีนี่... สำหรับเด็กฝึกหัดที่เพิ่งหัดเดิน" น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเย้ยหยันดังขึ้นทันทีที่ประตูห้องพักรับรองปิดลง รวิศขยับตัวออกจากกรอบประตู ก้าวเข้ามาทีละก้าวอย่างเชื่องช้าแต่ทรงพลัง เสื้อเชิ้ตสีขาวที่พับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปーンที่ข้อมือ รัศมีคุกคามรอบตัวเขายังคงทำงานได้ดีเยี่ยมไม่มีตก มินตราสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติ เธอหันไปเผชิญหน้ากับเขา ชูเอกสารแบบร่างในมือขึ้นด้วยรอยยิ้มเยาะที่ฉาบไว้บนใบหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ "ขอบคุณสำหรับคำชมค่ะคุณรวิศ ถึงจะฟังดูเหมือนคำดูถูกมากกว่าก็เถอะ แต่ผลงานชิ้นนี้ก็ทำให้ ดร.อรรถ ยิ้มจนแกบปริได้... ซึ่งก็น่าแปลกนะคะ ที่คนเก่งระดับคุณกลับทำหน้าเหมือนคนท้องผูกตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มพรีเซนต์จนจบ" รวิศชะงักไปนิด ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย ความหงุดหงิดฉายชัดผ่านสันกรามที่ขบเข้าหากันจนนูนเด่น เขาไม่ได้โกรธที่โปรเจกต์ผ่าน แต่เขาโกรธ... โกรธที่ยัยนี่ชอบทำตัวอวดดีจนเขารู้สึกว่าหัวใจตัวเองเริ่มควบคุมยากขึ้นทุกที "ปากเก่งขึ้นเยอะนะมินตรา สงสัยฤทธิ์กาแฟแก้วเมื่อเช้าจะยังทำงานอยู่สินะ" รวิศก้าวเข้าไปประชิดตัวเธออย่างไร้รอยต่อ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลอยเข้าแตะจมูกจนมินตราต้องถอยหลังไปชนกับผนังห้องเย็นเฉียบ "อย่าลืมสิว่าที่เราผ่านมาได้ ไม่ใช่เพราะฝีมือเธอคนเดียว แต่เป็นเพราะฉันต้องคอยตามแก้รอยรั่วเรื่องสัดส่วนโครงสร้างที่เธอเกือบทำพังด้วยซ้ำ" "หู้ววว! พูดใหม่อีกรอบได้ไหมคะ?" มินตราเอียงคอมองด้วยความหมั่นไส้จนแทบอยากจะหยิกแขนแกร่งนั้นสักที มือเรียววางเอกสารลงบนโต๊ะกระแทกเสียงดังเบา ๆ ก่อนจะเงยหน้าสบตาเขาตรง ๆ ไม่มีความหวาดกลัวเจือปนแม้แต่น้อย มีแต่ประกายไฟแห่งการท้าทาย "โครงสร้างบ้าบออะไรคะ ถ้าไม่มีดีไซน์เฉียบ ๆ ของฉัน ตึกของคุณก็คงเป็นแค่แท่งปูนทึบ ๆ น่าเบื่อ ๆ แท่งหนึ่งเท่านั้นแหละค่ะ สถาปนิกปากจัด!" รวิศก้มหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบจะชิดกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดแก้วใสจนมินตราต้องกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ หัวใจเจ้ากรรมเต้นรัวรากับกลองเพล สายตาของเขาไม่ได้มองที่เอกสารบนโต๊ะ แต่มันไล่ระดับจากริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างขัดใจ ขึ้นมาสบตากับดวงตากลมโตที่ฉายแววพยศอย่างชัดเจน "ปากดีแบบนี้... น่าจับจูบให้เข็ดนัก" เสียงกระซิบพร่าต่ำหลุดออกมาจากริมฝีปากหยักลึกของรวิศ มันเบาหวิวแต่กลับดังก้องไปทั่วโสตประสาทของมินตรา ราวกับกระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งพล่านไปทั่วร่างจนขนลุกซู่ ใบหน้าที่เคยเชิดมั่นเกิดอาการร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าคนอย่างเขาจะกล้าพูดประโยคชวนใจเต้นแบบนี้ออกมาหน้าตาเฉย "คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย!" มินตราผลักอกแกร่งเต็มแรง แต่รวิศกลับไม่ขยับเขยื้อnเลยแม้แต่น้อย เขากลับใช้มือหนาข้างหนึ่งรวบข้อมือเธอไว้เบตรึงแนบกับผนัง ส่วนมืออีกข้างก็ยกขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มเธออย่างเบามือ สัมผัสอุ่นร้อนที่ปลายนิ้วทำเอามินตราสมองตื้อไปชั่วขณะ บรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากความตึงเครียดของการฟาดฟัน กลายเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยอุณหภูมิความร้อนระอุ เคมีระหว่างคนทั้งคู่พุ่งทะยานจนแทบจะระเบิด มินตราเม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน รวิศเองก็มองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาของการเอาชนะ แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังพ่ายแพ้ให้กับความน่ารักดื้อรั้นของคนตรงหน้าอย่างราบคาบ "ฉันไม่ได้พูดเล่น..." รวิศกระซิบชิดริมฝีปากเธอ ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร กลิ่นอายความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา จนมินตราเผลอหลับตาลงเตรียมรับสัมผัสที่กำลังจะเกิดขึ้น *ก๊อก ๆ ๆ!* เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะราวกับนัดกันไว้ พร้อมกับเสียงเปิดประตูที่ดังตามมาทันที "คุณรวิศครับ ทาง ดร.อรรถ ฝากเอกสารชุดสุดท้ายมาให้... เอえ! ขอโทษครับ ผมมาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าครับ!" เสียงของทีมงานหนุ่มรุ่นน้องดังลั่นห้องพร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำ รีบหันหลังกลับแทบไม่ทัน รวิศถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหัวเสียอย่างที่สุด เขายอมผละตัวออกจากมินตราอย่างไม่เต็มใจนัก ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบตึงเป็นปกติในเสี้ยววินาที มินตราฉวยโอกาสนั้นรีบดันตัวเขาออกแล้วถอยหลังกรูดไปอีกมุมห้อง ใบหน้าร้อนผ่าวจนลามไปถึงใบหู เธอจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่พร้อมกับส่งค้อนวงใหญ่ให้พ่อหนุ่มปากร้ายที่ยืนทำหน้าหงุดหงิดอยู่ตรงนั้น รวิศปรายตามามองเธอนิ่ง ๆ มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างเหนือกว่า ก่อนจะเอ่ยกระซิบด้วยเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคนก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไป "รอดตัวไปนะ... ยัยตัวแสบ ไว้เราค่อยมาต่อกันเรื่องค้างคาเมื่อกี้ทีหลัง" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมใจฟูและลุ้นไปกับความปากแข็งของพ่อหนุ่มซึนคนนี้ด้วยนะคะ!
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับดีไซเนอร์ปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%