เสียงกลอนประตูกระจกที่กระทบกันเบาๆ ไม่ได้ดึงดูดสายตาของมินตราให้ละจากหน้าจอแท็บเล็ตในมือได้เท่ากับการรับรู้ถึง ‘เงา’ ที่ทาบทับลงบนโต๊ะทำงานตัวใหม่ของเธอ โต๊ะที่ตั้งอยู่ใจกลางสตูดิโอออกแบบแห่งใหม่—สถานที่ซึ่งเธอกลั้นใจหนีความวุ่นวายมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ไม่ถึงสัปดาห์
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นฝนจางๆ ที่คุ้นจมูกจนเกินไปทำให้แผ่นหลังบางชะงัก มินตราสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างนึกรำคาญใจก่อนจะเงยหน้าขึ้น ปะทะเข้ากับร่างสูงโปรดของสถาปนิกดาวรุ่งที่ยืนกอดอกตีสีหน้าเรียบเฉย แต่นัยน์ตากลับพราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก
รวิศมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่—ใจกลางอาณาจักรใหม่ของเธอ
"แถวนี้เขาต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญด้วยสายตาพิฆาตแบบนี้เหรอครับ คุณดีไซเนอร์ปากเก่ง" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทันทีที่สบตา ประโยคแรกก็หาเรื่องเสียจนมินตราอยากจะหยิบแฟ้มงานฟาดหน้าหล่อๆ นั้นสักที
"ถ้าเป็นแขกที่มีมารยาทและนัดหมายล่วงหน้า เราคงมีกาแฟต้อนรับค่ะ แต่นี่... คุณเดินดุ่มๆ เข้ามาเหยียบพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่นอย่างไร้มารยาทแถมยังทำหน้ากวนประสาท ฉันควรจะเรียก รปภ. มาเชิญคุณออกไป หรือจะโทรแจ้งข้อหาบุกรุกดีล่ะคะ คุณรวิศ"
มินตราตอกกลับทันควัน รอยยิ้มเยาะปรากฏบนมุมปากเรียวสวย เธอไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกหรือดีใจเลยสักนิดที่มีเขามายืนอยู่ตรงหน้า มีเพียงความหงุดหงิดที่ถูกรบกวนเวลาทำงานเท่านั้น
รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ ขายาวก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานจนมินตราต้องเอนตัวถอยหลังโดยอัตโนมัติ แม้ปากจะบอกว่ารำคาญ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่เขารุกเข้าใกล้ ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนเธอได้กลิ่นลมหายใจอุ่นๆ ของเขา
"ปากเก่งไม่เปลี่ยน... หนีมาไกลถึงนี่ นึกว่าจะเลิกเชิดใส่ผมได้เสียอีก" รวิศก้มตัวลงเล็กน้อย มือหนาวางทับลงบนขอบโต๊ะ กักตัวเธอไว้ในวงแขนทางอ้อม สายตาดุดันไล่สำรวจใบเนียนใสที่เชิดขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ "รู้ไหมว่าผมพลิกแผ่นดินหาคุณกี่วัน ถึงได้รู้ว่าแม่ตัวดีมาแอบซ่อนตัวอยู่รูหนู..."
"นี่!" มินตราดีดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความโกรธ "ที่นี่ไม่ใช่รูหนู และถึงมันจะเป็น ฉันก็มีสิทธิ์ที่จะอยู่โดยไม่ต้องให้สถาปนิกปากเสียอย่างคุณมาวิจารณ์! ถ้าจะมาเพื่อพูดจาถางถาง เชิญทางออกค่ะ!"
เธอผายมือไปยังประตูกระจกอย่างไม่เกรงกลัว แรงปะทะระหว่างคนทั้งสองดึงดูดสายตาของเพื่อนร่วมงานคนอื่นให้หันมามอง แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาสอดรู้สอดเห็น บรรยากาศรอบตัวคุกรุ่นไปด้วยกระแสไฟฟ้าที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ
รวิศไม่ได้ขยับหนี เขากลับยืนนิ่ง มองเธอด้วยสายตาที่ลึกล้ำขึ้น ประกายความเย่อหยิ่งเมื่อครู่จางหายไปเล็กน้อย เหลือเพียงความอึดอัดบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้มาLมาดนิ่ง
"ผมไม่ได้มาเพื่อทะเลาะ" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงในวินาทีต่อมา จนมินตราเกือบคิดว่าตัวเองหูฝาด "ผม... มาขอโทษ"
คำพูดนั้นทำให้มินตราถึงกับชะงัก เปลือกตาที่กะพริบถี่หยุดนิ่ง เธอมองหน้าเขาอย่างไม่แน่ใจนัก รวิศเนี่ยนะ... จะเอ่ยปากขอโทษใครเป็น? ผู้ชายที่อีโก้สูงเสียดฟ้าจนค้ำคอคนนั้นน่ะนะ?
"คุณพูดว่าอะไรนะ... หูฉันคงฝืดไปหน่อย" เธอยังคงใช้กำแพงความประชดประชันเข้าสู้ เพื่อซ่อนความหวั่นไหวที่จู่ๆ ก็ตีตื้นขึ้นมาในอก
"อย่าให้ผมต้องพูดซ้ำ มันน่าอายพอดูที่คุณดีไซเนอร์สมองเพชรจะหูทวนลม" รวิศถอนหายใจยาว พลางเสמוงมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาจับผิดของเธอ "เรื่องเมื่อสัปดาห์ก่อน... ที่ไซต์งาน ผมใช้อารมณ์เกินไปหน่อย และ... คำพูดบางคำของผมมันแย่เกินกว่าที่สุภาพบุรุษเขาทำกัน"
มินตราบีบมือเข้าหากันแน่นใต้โต๊ะ ความรู้สึกแปลกประหลาดไหลวนอยู่ในอก ทั้งหมั่นไส้ ทั้งประหลาดใจ และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า... ใจเต้นแรงจนน่าหงุดหงิด
"รู้ตัวก็ดีค่ะ นึกว่าสมองส่วนสำนึกของคุณจะฝ่อไปตามความปากจัดเสียอีก" เธอยังคงเชิดหน้าสวนกลับ แม้ว่าน้ำเสียงจะอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด "แล้วไงคะ? คำขอโทษแค่นี้มันแลกกับการที่คุณบุกรุกเข้ามาสร้างความรำคาญให้ฉันไม่ได้หรอกนะ"
รวิศหันกลับมามองเธอเต็มตา แววตาคู่คมฉายแววตัดพ้อเจือความคลั่งรักที่เจ้าตัวพยายามปกปิดไว้อย่างสุดความสามารถ เขาก้าวเข้าไปอีกก้าว จนแทบจะแนบชิดกับตัวเธอ
"แล้วถ้าผมไม่ได้แค่มาขอโทษล่ะ..." เขากระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากหยักยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ "แต่ผมมาเพื่อทวงของสำคัญที่คนแถวนี้ขโมยติดมือมาด้วย"
"ของอะไร! ฉันไม่ได้เอาอะไรของคุณทั้งนั้น!" มินตราเสียงสูงขึ้นด้วยความตกใจ ขยับถอยหลังจนสะโพกชนเข้ากับขอบชั้นวางเอกสารด้านหลัง
รวิศไม่ตอบ เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มเนียนจนเธอรู้สึกร้อนผ่าวไปหมด มือหนายื่นออกไปปอยผมที่ตกลงมาทรกใบหน้าของเธอออกอย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำให้มินตราตัวแข็งทื่อ สมองขาวโพลนไปหมด
"หัวใจผม... คุณขโมยมันมาไว้ที่นี่ ตั้งแต่วันที่คุณบอกว่ารำคาญผมแต่ก็ยังยอมยืนเถียงด้วยไม่ยอมไปไหน"
เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับมนต์สะกดทำให้มินตราลืมหายใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความคาดไม่ถึง เธอกำลังจะอ้าปากเถียงกลับเพื่อกลบเกลื่อนความเขארายที่แล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้า แต่ยังไม่ทันที่คำพูดใดจะหลุดจากริมฝีปาก...
"อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ขัดจังหวะหรือเปล่าคะคุณมินตรา พอดีเอกสารโปรดักชันตัวใหม่จาก ดร.อรรถ ส่งมาถึงแล้วค่ะ..."
เสียงใสของพนักงานสาวฝึกงานดังแทรกขึ้นมาพร้อมกับเสียงเคาะประตูกระจกเบาๆ สองสามครั้ง ก่อนที่ประตูจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต!
มินตราช็อกสุดขีด เธอรีบผลอกรวิศออกสุดแรงทันทีด้วยความตกใจจนหน้าแดงแจ๋ สภาพของพวกเขาทั้งคู่ในตอนนี้ใกล้ชิดกันเสียจนใครมองมาก็รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่
รวิศสบถเบาๆ ในลำคออย่างหัวเสียที่ถูกมารผจญขัดจังหวะความหวานในวินาทีสำคัญ เขากวาดสายตาคมกริบมองไปยังพนักงานฝึกงานที่ยืนหน้าซีดตัวสั่นด้วยความตกใจกลัวจนทำเอกสารในมือร่วงหล่นลงพื้น
มินตราก้มหน้าหลบสายตา ซ่อนพวงแก้มที่แดงก่ำและหัวใจที่เต้นรำอย่างบ้าคลั่งเอาไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งขรึมที่พยายามปั้นแต่งขึ้นมาใหม่ ทว่าก่อนที่เธอจะได้เอ่ยปากแก้สถานการณ์...
เสียงฝีปากหนักแน่นของบุคคลที่สามอีกคนก็ดังแทรกขึ้นมาจากหน้าประตู พร้อมกับร่างสูงโปรดของชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี๊ยบที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงแววตาดุดัน
"ดูท่าทางผมจะมาผิดจังหวะสินะครับ... หรือว่าพวกคุณกำลังประชุม ‘งานสำคัญ’ กันอยู่ข้างนอกห้องประชุมถึงได้แนบชิดกันขนาดนี้?" ดร.อรรถ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่สายตากลับกวาดมองรวิศและมินตราสลับกันไปมาด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่ชวนให้สันหลังวาบหวิว!
ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจเต้นไปกับความสัมพันธ์ที่ชวนลุ้นระทึกคู่นี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
เซฟโซนสุดกวนกับดีไซเนอร์ปากจัด•ตอนที่ 17
ง้อแบบฉบับคนเย็นชา
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับดีไซเนอร์ปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!