กลิ่นกาแฟคั่วบดเข้มข้นลอยอบอวลตัดกับบรรยากาศตึงเครียดในห้องประชุมใหญ่ของบริษัทอินทีเรียร์ชื่อดัง เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะกระจกใสเสียงดัง *ปัง* เรียกสายตาของทีมงานทุกคนให้หันขวับไปมองเป็นตาเดียว รวิศยืนค้ำโต๊ะด้วยสองแขน แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาราคาแพงกำลังจ้องมองชายหนุ่มอีกคนที่นั่งยิ้มรับอย่างใจเย็นฝั่งตรงข้าม
"โปรเจกต์รีโนเวทโรงแรมบูติกที่ภูเก็ต ทางเรามีทีมสถาปนิกและอินทีเรียร์ที่ดูแลครบวงจรอยู่แล้วค่ะ ดร.อรรถ ไม่มีความจำเป็นต้องจดทะเบียนสัญญาร่วมกับที่ปรึกษาภายนอกเพิ่ม" รวิศเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ทว่าเฉียบขาดจนคนฟังถึงกับชะงัก
"แต่ผมคิดว่าการดึงผู้เชี่ยวชาญด้านไลฟ์สไตล์อย่างคุณกรณ์เข้ามา น่าจะช่วยตอบโจทย์รสนิยมของลูกค้าระดับไฮเอนด์ได้มากกว่านะคะ คุณรวิศ" ดร.อรรถเอ่ยแย้งด้วยรอยยิ้มสุภาพ ทว่าแววตากลับพราวระยับด้วยความท้าทาย
ในมุมอับสายตาใกล้ประตูทางเข้า มินตราที่เพิ่งก้าวเข้ามาพร้อมแท็บเล็ตในมือถึงกับหยุดชะงัก เธอปรายตามองสถานการณ์ตรงหน้าแล้วมุมปากก็กระตุกยิ้มขึ้นมาทันที ผู้ชายปากจัดอย่างรวิศเวลากำลังหึง... เอ่อ หมายถึงหวงงาน... ดูท่าทางแล้วน่าสนุกเสียจริงเมื่อคู่แข่งคือ 'กรณ์' อดีตรุ่นพี่คนสนิทของเธอที่ตามตื๊อไม่เลิก
"ผู้เชี่ยวชาญเหรอคะ?" มินตราจงใจลากเสียงสูง พร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาแทรกกลางวงสนทนา ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีครีมเดินน่องเรียวยาวเข้ามาหยุดยืนข้างเก้าอี้ของรวิศพอดี "เท่าที่ฉันจำได้ คุณกรณ์ถนัดงานสไตล์มินิมอลญี่ปุ่นนะคะ แต่โจทย์ของโรงแรมที่ภูเก็ตคือลักชูรีรีสอร์ตทรอปิกคาล ถ้าเอาความเรียบโล่งแบบนั้นไปใส่ รับรองว่าแขกที่เข้าพักคงนึกว่ามาเดินศาลเจ้ามากกว่ามาพักผ่อนแน่นอนค่ะ"
รวิศเหลือบสายตาขึ้นมองหญิงสาวที่ยืนอยู่เคียงข้าง กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ประจำตัวของเธอโชว์หูให้เขาได้กลิ่นชัดเจนขึ้น ทว่าความหงุดหงิดเมื่อครู่กลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกประหลาดบางอย่างที่มุมปากหยักต้องพยายามเม้มซ่อนไว้เพื่อรักษาฟอร์มสถาปนิกหนุ่มผู้เย็นชา
"นั่นสิคะ" รวิศปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบ หันไปสบตากับดร.อรรถตรงๆ "แม้แต่ดีไซเนอร์หลักของเรายังมองขาดขนาดนี้ เกรงว่าทางเราคงต้องปฏิเสธข้อเสนอของคุณกรณ์อย่างเป็นทางการค่ะ"
กรณ์ที่นั่งเงียบมานานอดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆ ออกมา เขาประสานมือวางบนโต๊ะแล้วเงยหน้ามองมินตราด้วยแววตาเป็นประกาย "น้องมินก็ยังคงเฉียบคมเหมือนเดิมนะฃ พี่แค่คิดว่าถ้าได้ร่วมงานกันอีกครั้ง บรรยากาศเก่าๆ คงกลับมา... และบางทีเราอาจจะไปทานมื้อค่ำด้วยกันหลังประชุมเสร็จเหมือนเมื่อก่อน"
*เคร้ง!*
เสียงปากกาหมึกซึมด้ามหรูในมือของรวิศถูกกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรงจนหมึกกระเซ็น ดวงตาคมกริบหันขวับไปจ้องกรณ์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ รังสีความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากตัวสถาปนิกหนุ่มจนคนในห้องประชุมถึงกับกลืนน้ำลายไม่ลงคอ
"ขอโทษทีค่ะ พอดีมือมันลื่น" รวิศเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ใบหน้าหล่อเหลาตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ส่วนเรื่องมื้อค่ำ เกรงว่าคุณมินตราเขาจะ 'ไม่ว่าง' ค่ะ เพราะเธอมีคิวต้องเคลียร์แบบแปลนโครงสร้างสามมิติกับผมยาวไปจนถึงเที่ยงคืนตลอดทั้งสัปดาห์นี้"
มินตราหันขวับไปมองหน้าพระเอกหนุ่มทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ ใครไปตกลงเรื่องเคลียร์แบบถึงเที่ยงคืนกับเขาตั้งแต่เมื่อไหร่กันเล่า! ยัยมินตราคนนี้ยังไม่ได้อนุญาตสักคำ!
"เอ่อ... ฉันจำได้ว่างานส่วนนั้นส่งให้คุณตรวจไปหมดแล้วนะคะ คุณรวิศ" มินตราเอ่ยเสียงลอดไรฟัน พยายามส่งสายตาพิฆาตส่งสัญญาณเตือนภัยไปให้ชายหนุ่มข้างกาย
"ความจำเสื่อมเหรอคะ?" รวิศหันมามองเธอด้วยสายตาดุดันแกมบังคับ สันจมูกโด่งรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างคนถือดี "โครงสร้างฐานรากโซน C มีปัญหาใหญ่ที่คุณยังแก้ไม่ตก ถ้าไม่อยากให้ตึกถล่มลงมากลางหาดทรายที่ภูเก็ต ก็เตรียมตัวไปนั่งเคลียร์ที่ห้องทำงานของผมซะดีๆ ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด"
ไดอะล็อกเผ็ดร้อนที่พ่นออกมาอย่างไร้ความเกรงใจทำเอาดร.อรรถถึงกับยกมือขึ้นยอมแพ้ "โอเคๆ ถ้าโปรเจกต์นี้คุณรวิศมั่นใจว่าจะคุมได้เบ็ดเสร็จ ทางผมก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ งั้นการประชุมวันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า"
เมื่อดร.อรรถและทีมงานคนอื่นๆทยอยเดินออกจากห้องประชุมจนหมด เหลือเพียงรวิศและมินตราที่ยืนประจันหน้ากันอยู่สองต่อสอง บรรยากาศรอบตัวกลับยิ่งร้อนระอุขึ้นราวกับมีประกายไฟสпар์กอยู่กลางอากาศ
มินตรากอดอกเชิดหน้าขึ้น รอยยิ้มเยาะหยันแต้มอยู่บนเรียวปากสวย "นี่คุณรวิศคะ อาการหวงก้างแบบออกนอกหน้าเมื่อกี้ มันหมายความว่ายังไงคะเนี่ย? กลัวฉันจะหนีไปดินเนอร์กับรุ่นพี่รูปหล่อ จนต้องกุเรื่องงานดึกดื่นมาอ้างว่างั้นเถอะ?"
รวิศลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้าไปประชิดตัวหญิงสาวอย่างรวดเร็ว จนมินตราต้องถอยหลังไปชนกับผนังห้องกระจกเย็นเฉียบ แผ่นอกกว้างกั้นขวางทางหนีไว้ทุกทาง ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่ข้างแก้มเนียน
"หวงก้างเหรอคะ?" รวิศทวนคำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคู่คมจดจ้องริมฝีปากอิ่มที่กำลังขยับเถียงเขาอย่างไม่ลดละ "ปากเก่งจังนะคะ... ลองพูดประโยคเมื่อกี้ใส่หน้าผมใหม่อีกรอบสิคะ ถ้ากล้าพอ"
มินตราใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก เคมีอันร้อนแรงที่แผ่ซ่านมาจากร่างสูงทำให้เธอลืมคำพูดที่จะเถียงกลับไปเสียสนิท มือบางยกขึ้นดันแผงอกแกร่งไว้ แต่รวิศกลับรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นไปตรึงไว้เหนือหัวด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย
"ปล่อยนะ..." เธอพยายามดิ้นรน แต่ยิ่งดิ้น ร่างกายก็ยิ่งแนบชิดกันมากขึ้นจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขา
"ไม่ปล่อยค่ะ จนกว่าคุณจะยอมรับความจริง..." รวิศกระซิบชิดริมฝีปาก นัยน์ตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งที่อ่านไม่ออก "ว่าที่คุณหัวเสียใส่กรณ์ ไม่ใช่เพราะเรื่องงาน... แต่เพราะผมทนเห็นมันมองคุณด้วยสายตาแบบนั้นไม่ได้ต่างหากล่ะคะ"
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของสถาปนิกปากจัดทำเอามินตราถึงกับนิ่งง้าง สมองขาวโพลนไปหมด หัวใจเต้นโครมครามจนดังสะท้อนก้องในหู เธออ้าปากค้างจะเถียงแต่ก็พูดไม่ออก ได้แต่สบตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความคลั่งรักจนน่ากลัวของเขา
ในจังหวะที่หัวใจของทั้งคู่กำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกันและระยะห่างระหว่างใบหน้าลดน้อยลงจนแทบไม่มีช่องว่าง...
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกัน พร้อมกับร่างของเลขานุการสาวที่ผลักประตูเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว "คุณรวิศคะ เอกสารด่วนจาก...อุ๊ย! ขอโทษค่ะ!"
มินตราเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบออกแรงผลักรวิศให้ออกห่างจากตัวทันที ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่เธอจะทันได้ตั้งตัว รวิศกลับเอื้อมมือมาคว้าเอวบางไว้ รั้งร่างเธอเข้าประชิดตัวอีกครั้งอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกระซิบด้วยเสียงทุ้มต่ำที่ริมหูด้านซ้าย
"จำไว้นะคะ... คืนนี้ เราเคลียร์กันยาวแน่ค่ะ"
รวิศผละตัวออกอย่างอารมณ์ดี ผิดกับมินตราที่หน้าแดงก่ำด้วยความเขินอายและหมั่นไส้ในความเจ้าเล่ห์ของเขา เธอตวัดสายตาค้อนขวับให้วงหน้าหล่อเหลานั้นอย่างคาดโทษ
ทว่าในจังหวะที่รวิศกำลังจะหันไปรับเอกสารจากเลขา สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลปริศนาที่ถูกสอดไว้ใต้ประตูห้องประชุมโดยไม่มีชื่อผู้ส่ง... สถาปนิกหนุ่มหยิบมันขึ้นมา แกะผนึกออกอย่างรวดเร็ว และเมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความสั้นๆ ด้านใน ดวงตาคมกริบก็วาวโรจน์ขึ้นด้วยความตกใจระคนโกรธจัด ร่างสูงชะงักนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะหันกลับมามองมินตราด้วยสีหน้าเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
"มิน... อย่าเพิ่งไปไหนค่ะ" รวิศเอ่ยเสียงเครียดจัด มือหนากำกระดาษแผ่นนั้นแน่นจนยับยู่ยี่ "มีคนกำลังเล่นตลก... และเป้าหมายของมันคือคุณ"
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามความฟินและปมที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ!)
เซฟโซนสุดกวนกับดีไซเนอร์ปากจัด•ตอนที่ 13
เมื่อสถาปนิกแปลงร่างเป็นหมาหวงก้าง
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับดีไซเนอร์ปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!