เซฟโซนสุดกวนกับดีไซเนอร์ปากจัด•ตอนที่ 4

ทางลูกรังกับคนปากแข็ง

ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
เสียงเคาะประตูกลางดึกที่ดังขึ้นสามครั้งติด ไม่ได้ทำให้หัวใจของมินตราเต้นด้วยความหวาดกลัว หากแต่เต้นโครมครามด้วยความหงุดหงิดระคนฉุนเฉียว มือเรียวบางกระชากบานประตูห้องพักในรีสอร์ทกลางป่าเปิดออกอย่างแรง โดยไม่คิดจะมองตาแมวด้วยซ้ำ เธอนึกภาพไว้แล้วว่าคงเป็นดร.อรรถที่อาจจะมีเรื่องงี่เง่าเกี่ยวกับแบบแปลนหน้างานพรุ่งนี้เช้ามาโวยวายอีก ทว่า... ร่างสูงโปร่งที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่ กลับเป็นคนที่เธอไม่อยากเห็นหน้ามากที่สุดในรัศมีร้อยกิโลเมตรนี้ รวิศ... สถาปนิกปากจัดที่เพิ่งส่งข้อความมากวนประสาทเธอเมื่อห้านาทีก่อน เขายืนมองเธอด้วยรอยยิ้มมุมปาก ท่าทางผ่อนคลายราวกับกำลังยืนชมวิวพระอาทิตย์ตกดิน ทั้งที่เวลานี้เป็นเวลาตีสอง และพวกเขากำลังติดอยู่ท่ามกลางหุบเขาอับสัญญาณอินเทอร์เน็ต "ดึกป่านนี้แล้ว หน้าตาก็ยังดู... เหมือนคนไม่ได้นอนมาสามชาติครึ่งนะคุณดีไซเนอร์" น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเย้าแหย่นั้นลอยมาแตะจมูก พร้อมกับกลิ่นหอมจาง ๆ ของเปปเปอร์มินต์และกลิ่นไอดินยามค่ำคืนที่โชยมาปะทะ รวิศในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอกกับกางเกงสแล็คสีเข้ม ดูไม่เหมือนคนเพิ่งเดินทางมาถึงรีสอร์ทกันดารแห่งนี้เลยสักนิด มินตราสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์เดือดพล่านที่พุ่งริ้วขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ เธอยกมือขึ้นกอดอกเลียนแบบเขา เชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อยด้วยความมั่นใจ สายตาส่งกระแสไฟฟ้าวาบหวามแต่ดุดันออกไปทันที "ถ้าคุณว่างมากจนไม่มีอะไรทำ แนะนำให้เอาเวลาไปนอนนับแกะในห้องตัวเองนะคะคุณสถาปนิก หรือถ้าสมองเสื่อมจนจำทางเข้าห้องไม่ได้ ฉันจะได้เรียกพนักงานมาลากคุณไปส่งให้" เธอย้อนกลับเสียงเรียบแต่เฉียบคม รวิศไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด เขายกมือขึ้นเสยผมสีเข้มที่ปรกหน้าผากเล็กน้อย ดวงตาคมกริบพราวระยับด้วยประกายความสนุกสนานที่ได้เห็นเธอของขึ้น "ปากเก่งแบบนี้ ค่อยสมเป็นคุณหน่อย" เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะก้าวเท้าล้ำเส้นเข้ามาประชิดกรอบประตู จนมินตราต้องถอยหลังก้นเกือบชนโต๊ะเครื่องแป้งโดยอัตโนมัติ "แต่บังเอิญว่า... ผมไม่ได้มาเดินเล่นแก้เหงา ดร.อรรถโทรศัพท์หาผมเมื่อกี้ บอกว่าพรุ่งนี้เช้าเราต้องเดินทางเข้าพื้นที่ไซต์งานโครงการ 'ทางลูกรัง' ของจริง แล้วรถของผมดันเกเรสตาร์ทไม่ติดกลางทางเข้าหมู่บ้าน" "แล้วมันกงการอะไรล่ะคะที่ฉันต้องมาฟังคุณรายงานปัญหาชีวิต?" มินตราตัดบทเสียงแข็ง ดวงตากลมโตตวัดมองเขาอย่างจับผิด "รถเสียก็โทรเรียกช่างสิคะ หรือไม่ก็เดินกลับไปบอกรีสอร์ท ฉันไม่ใช่ศูนย์ช่วยเหลือสังคม" "แต่คุณคือคนเดียวที่มีรถขับเคลื่อนสี่ล้อคันใหญ่จอดอยู่หน้าห้องนี่นา" รวิศลอยหน้าลอยตาตอบ พร้อมกับกวาดสายตามองสำรวจห้องพักของเธอแวบหนึ่ง "รถผมจอดตายสนิทอยู่ตรงโค้งสามแยกปากทางโน้น ดร.อรรถสั่งให้ผมมาจัดการเรื่องแบบแปลนด่วนที่สุดก่อนแสงแรกของวันพรุ่งนี้จะส่อง... สรุปคือ คุณต้องขับรถพาผมไปเอาเอกสารที่รถของผมตอนนี้" ให้ตายเถอะ! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! มินตราแทบอยากจะกรี๊ดใส่หน้าหล่อ ๆ ของผู้ชายตรงหน้า เธออยากจะปิดประตูกระแทកใส่จมูกโด่งเป็นสันนั่นให้หักคามือเสียจริง ๆ แต่ติดตรงที่โปรเจกต์นี้มีอนาคตการทำงานและชื่อเสียงของเธอค้ำคออยู่ หากดร.อรรถรายงานว่าเธอขัดคำสั่งหรือไม่ให้ความร่วมมือในยามวิกาล มีหวังงานนี้คงพังไม่เป็นท่า "คุณนี่มัน... ตัวปัญหาชัด ๆ" มินตราเค้นเสียงลอดไรฟัน ขณะเอื้อมมือไปคว้ากระเป๋าคาดเอวและกุญแจรถยนต์บนโต๊ะด้วยความหงุดหงิด เธอเดินกระแทกส้นเท้าผ่านหน้าเขาออกไปที่ระเบียงทางเดิน "เดินตามมาค่ะ! อย่าให้ฉันต้องรอนาน เพราะฉันง่วง!" รวิศอมยิ้มกริ่มกับท่าทางฮึดฮัดเหมือนแมวเปอร์เซียกำลังโกรธ เขาสาวเท้ายาว ๆ เดินตามหลังเธอไปยังลานจอดรถด้านหน้ารีสอร์ท บรรยากาศยามค่ำคืนเงียบสงัด มีเพียงเสียงจิ้งรีดเรไรร้องระงมและแสงไฟสีส้มสลัวจากเสาไฟฟ้าริมทาง รถกระบะยกสูงสีดำสนิทของมินตราจอดนิ่งสนิท ทันisที่เธอปลดล็อกประตู รวิศก็ชิงตัดหน้าเปิดประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับแล้วหย่อนกายลงไปนั่งอย่างหน้าตาเฉย ทำตัวเนียนราวกับเป็นเจ้าของรถเสียเอง มินตราขึ้นมานั่งประจำที่ กระแทกปิดประตูเสียงดังสนั่นเพื่อระบายอารมณ์ เธอกำพวงมาลัยแน่นจนข้อต่องนิ้วขึ้นสีขาว ขณะบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงคำรามทุ้มต่ำของเครื่องยนต์ดีเซลดังกระหึ่มขึ้นทำลายความเงียบงัน รถเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรีสอร์ทเข้าสู่ถนนสายหลักที่เป็นทางลูกรังขรุขระ สองข้างทางเป็นป่ารกทึบและแนวเขาที่ทอดตัวทะมึนน่ากลัวในความมืด ความเงียบภายในห้องโดยสารปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ มีเพียงเสียงยางรถยนต์บดขยี้กับก้อนกรวดและเศษดินดังกรอดแกรด "ขับรถใช้ได้นี่..." เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ รวิศหันมามองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวที่กำลังเพ่งสมาธิอยู่กับการมองถนน "นึกว่าคุณจะเป็นพวกคุณหนูเหยียบคลัตช์ไม่เป็นเสียอีก" "ฉันไม่ใช่คุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออย่างที่คุณคิดหรอกค่ะ" มินตราสวนกลับทันควันโดยไม่ละสายตาจากทางข้างหน้า "และกรุณาหุบปากแล้วนั่งเงียบ ๆ ถ้าไม่อยากให้ฉันเหยียบคันเร่งพุ่งตกเหวข้างทางไปพร้อมกัน" รวิศหัวเราะในลำคอเบา ๆ กับความใจร้อนของเธอ แทนที่เขาจะกลัว คำขู่ของเธอกลับทำให้เขายิ่งรู้สึกสนุกขึ้นเสียอีก ดวงตาคมกريบมองสำรวจท่าทางเอาจริงเอาจังของเธอ ใบหน้าเนียนใสยามต้องแสงไฟจากหน้าปัดรถดูน่ามองอย่างประหลาด "โกรธผมขนาดนั้นเลยเหรอ ที่ต้องมาดึก ๆ ดื่น ๆ แบบนี้" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นโดยไม่รู้ตัว เจือความอ่อนโยนบางเบาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความกวนประสาท "ใครจะไปปลื้มล่ะคะ ที่ต้องมานั่งรถฝ่าความมืดกับผู้ชายปากจัดที่ชอบหาเรื่องกวนประสาทชาวบ้านไปทั่ว" มินตราพ่นลมหายใจออกทางจมูก "ถ้าไม่ติดว่างานนี้สำคัญ ฉันปล่อยให้คุณนอนตากน้ำค้างยุงกัดตายกลางทางไปนานแล้ว" รถกระบะแล่นเลี้ยวโค้งหักศอกตามเส้นทางลาดชันอย่างทุลักทุเล เนื่องจากฝนที่เพิ่งตกเมื่อช่วงเย็นทำให้ดินโคลนข้างทางลื่นกว่าปกติ จังหวะที่มินตราหักพวงมาลัยหลบหลุมบ่อขนาดใหญ่ ล้อรถเกิดอาการไถลวูบจนท้ายปัดไปด้านข้างอย่างกะทันหัน! "ระวัง!" รวิศร้องอุทานด้วยความตกใจ ร่างสูงพุ่งตัวคว้าพวงมาลัยช่วยประคองพร้อมกับเอื้อมแขนอีกข้างรวบเอวบางของมินตราเข้าหาตัวโดยสัญชาตญาณ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างของเธอกระแทกกับคอนโซลหน้า แรงเหวี่ยงทำให้รถหยุดนิ่งสนิทอยู่ริมทาง ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง... แต่คราวนี้มันเต็มไปด้วยความใกล้ชิดที่ระอุร้อนจนแทบหายใจไม่ออก มินตราเบิกตากว้าง หัวใจกระหน่ำเต้นรัวระรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก เมื่อพบว่าใบหน้าของเธออยู่ห่างจากรวิศเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนของเขารดรินอยู่เหนือริมฝีปากของเธอ กลิ่นเปปเปอร์มินต์ผสมกับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านห้อมล้อมตัวเธอไว้ทุกทิศทาง ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดกันสนิทผ่านเบาะนั่งแคบ ๆ ดวงตาสคมกริบของรวิศมองตรงเข้ามาในดวงตาของเธอ แววตาคู่คมที่มักจะใช้มองกวนประสาท บัดนี้กลับฉายประกายความลึกซึ้งและร้อนแรงบางอย่างที่ทำเอาสติของมินตรากระเจิดกระเจิง "คุณ..." เสียงของเธอแผ่วเบาและสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้ รวิศไม่ตอบคำถาม สายตาของเขาเลื่อนลงมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันด้วยความประหม่า นิ้วมือเรียวยังคงโอบกระชับอยู่ที่เอวคอด กลิ่นอายความดุดันเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงบรรยากาศชวนใจเต้นที่ทำให้เวลาของโลกใบนี้ราวกับหยุดเดิน "บอกให้ผมหุบปาก..." เสียงทุ้มพร่าต่ำกระซิบชิดริมฝีปากเธอ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดแก้วเนียน "แต่คุณรู้ไหม... เวลาที่คุณทำหน้าแบบนี้ มันทำให้ผมอยากทำอะไรมากกว่าแค่นั่งเงียบ ๆ เสียอีก" มินตราสมองตื้อตัน พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เธอพยายามจะดันอกแกร่งของเขาออก แต่รวิศกลับกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ปลายจมูกโด่งเฉียดผ่านพวงแก้มใสอย่างแผ่วเบา ชวนให้หัวใจดวงน้อยสั่นไหวจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่ ยังไม่ทันที่มินตราจะได้เอ่ยปากต่อว่าอะไรเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว จู่ ๆ แสงไฟสว่างวาบก็สาดส่องเข้ามาทางกระจกหน้ารถอย่างกะทันหัน! พร้อมกับเสียงเคาะกระจกฝั่งคนขับดังขึ้นสามครั้งติด... มินตราสะดุ้งสุดตัวผละออกจากอ้อมกอดของรวิศราวกับโดนไฟลวก หญิงสาวหันขวับไปมองนอกหน้าต่างด้วยความตกใจสุดขีด และเมื่อเธอกดกระจกเลื่อนลง ภาพของคนที่ยืนถือไฟฉายจ้องมองเข้ามาด้วยสายตากรุ้มกริ่มก็ทำเอาเธอแทบอยากจะเอาหัวมุดพวงมาลัย "ดร.อรรถ!" .................................................................................. (ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาร่วมเดินทางฝ่าทางลูกรังและเอาใจช่วยความปากแข็งของคู่กัดคู่นี้ด้วยกันนะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับดีไซเนอร์ปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%