เสียงกลอนประตูห้องทำงานถูกบิดล็อกดังคลิกจากด้านใน เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนยิ่งกว่าเสียงระฆังใดๆ มินตราก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แผ่นหลังเรียวบางชนเข้ากับชั้นวางแบบแปลนสถาปัตยกรรมจนแฟ้มเอกสารสั่นไหว รวิศไม่ได้พุ่งเข้ามาด้วยความเกรี้ยวกราด ทว่าท่าทีที่นิ่งสนิทและดวงตาคมกริบที่กำลังจดจ้องมองมา ยิ่งสร้างแรงกดดันมหาศาลจนอากาศรอบตัวคล้ายจะเบาบางลงทุกที
"ล็อกประตูทำไมคะคุณรวิศ" น้ำเสียงของมินตราพยายามควบคุมให้มั่นคงที่สุด แม้ว่าหัวใจดวงน้อยจะเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพล "เรากำลังคุยเรื่องงาน หรือคุณกลัวว่าใครจะมาเห็นความไร้ความเป็นมืออาชีพของคุณกันแน่"
รวิศก้าวเข้าไปประชิด ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตพับแขนถึงข้อศอกหยุดยืนห่างจากเธอเพียงแค่คืบ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสานกับกลิ่นกระดาษและกาแฟเข้มข้นลอยกรุ่นอยู่ปลายจมูก สายตาของเขาไม่ได้มองที่แฟ้มงานในมือเธอแม้แต่น้อย แต่กำลังสำรวจร่องรอยความตื่นตระหนกบนใบหน้าเนียนใสอย่างถือวิสาสะ
"ผมไม่ได้กลัวใครจะมาเห็น..." รวิศเอ่ยเสียงต่ำทุบทำลายความเงียบ ดวงตาคมกราบกวาดมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่น "แต่ผมแค่อยากแน่ใจว่า... สิ่งที่เรากำลังจะคุยกันต่อจากนี้ จะไม่มีไอ้หน้าไหนเข้ามาสอดรู้สอดเห็นอีก เหมือนกับที่เธอชอบทำตัวเป็นแมวขโมยแอบฟังผมคุยกับ ดร.อรรถ เมื่อคืนยังไงล่ะครับ"
คำพูดนั้นจี้เข้าจุดดำมืดในความรู้สึกของมินตราทันที ความอับอายและทิฐิพุ่งพล่านขึ้นมาจนสมองร้อนผ่าว เธองัดเอาความมั่นใจทั้งหมดที่มีมาประจันหน้า เชิดคางขึ้นสู้สายตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว
"อ๋อ ที่แท้คุณก็แค่ระแวงกลัวความลับเน่าๆ ของตัวเองจะหลุดรั่วสินะคะ ถึงได้ทำตัวลับลมคมในขังฉันไว้แบบนี้ บอกไว้ก่อนนะคะคุณสถาปัตยกรรมดาวรุ่ง ต่อให้คุณจะร่วมมือกับ ดร.อรรถ เพื่อฮุบโปรเจกต์นี้โดยเขี่ยฉันกับทีมออกไปดื้อๆ ฉันก็ไม่มีวันยอมหรอกค่ะ!"
ประโยคนั้นตกลงกลางห้องราวกับสายฟ้าฟาด รวิศชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาที่เคยพราวระยับด้วยประกายความท้าทายวับวามขึ้นด้วยความกรุ่นโกรธ สันกรามคมขบเข้าหากันจนนูนเด่น เขาก้มหน้าลงมาใกล้จนหน้าผากเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่บนพวงแก้มของเธอ
"เธอคิดว่าผมกำลังฮุบโปรเจกต์งั้นเหรอ?" รวิศเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบจนน่าขนลุก "นี่เหรอคือสิ่งที่สมองอันชาญฉลาดของดีไซเนอร์เบอร์ต้นๆ อย่างเธอคิดได้? เธอมันก็แค่เด็กกะโปโลที่ใช้แต่อารมณ์และความรู้สึกเป็นที่ตั้ง ไม่เคยเข้าใจเลยสักนิดว่าเบื้องหลังความสำเร็จที่เธอเหยียบย่ำมันอยู่เนี่ย... ใครต้องเอาหลังไปรับกระสุนแทนเธอบ้าง!"
"อย่ามาดูถูกฉันนะ!" มินตราสวนกลับทันควัน ความโกรธขอดเกร็งอยู่ในอกจนมือสั่นระริก "ถ้าฉันมันไร้ความสามารถนัก แล้วคุณจะดึงฉันมาร่วมหัวจมท้ายด้วยตั้งแต่แรกทำไมวะ... ทำไมถึงไม่ปล่อยให้ฉันไปทำโปรเจกต์อื่น จะมาตามจิกตามกัด คอยควบคุมทุกฝีก้าวของฉันทำไม!"
"เพราะเธอโง่ไง!"
คำพูดนั้นหลุดออกจากปากของรวิศด้วยโทนเสียงที่ดังกว่าปกติเล็กน้อย แต่มันกลับก้องกังวานบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ มินตราเบิกตากว้าง ความชาดิ่งวิ่งลามจากปลายนิ้วขึ้นมาถึงใบหน้า ราวกับถูกตบเข้าฉาดใหญ่กลางฝูงชน คำว่า 'โง่' จากปากผู้ชายคนนี้... คนที่เธอเคยแอบหวั่นไหวกับความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ของเขา มันเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการโดนปฏิเสธงานเสียอีก
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าอึดอัด รวิศเองก็คล้ายจะรู้ตัวว่าเขาพูดแรงเกินไป ดวงตาคู่คมไหววูบไปชั่วขณะ มือหนาที่ยกขึ้นทำท่าจะเอื้อมมาแตะแขนเธอเพื่อระงับอารมณ์ ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ
แต่มินตราไม่เปิดโอกาสให้เขาได้แก้ตัว รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากของเธอเพื่อกลบเกลื่อนหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยอย่างน่าสมเพช
"ค่ะ... ฉันมันโง่เอง" มินตราแค่นหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา น้ำเสียงสั่นเครือแต่พยายามบังคับให้แข็งกร้าวที่สุด "โง่ที่คิดว่าสถาปนิกปากจัดคนนี้จะมีจรรยาบรรณมากกว่าเล่ห์เหลี่ยม โง่ที่เผลอคิดไปว่าเซฟโซนที่คุณสร้างขึ้นมา มันมีพื้นที่ให้ฉันยืนอยู่จริงๆ"
เธอยกมือขึ้นปัดมือของเขาออกอย่างไม่ใยดี ร่างบางถอยห่างออกมาจนชนกับขอบโต๊ะทำงาน แฟ้มเอกสารในมือถูกโยนลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น
"ฉันขอถอนตัวจากโครงการนี้ค่ะ" มินตราเชิดหน้าขึ้น หยาดน้ำตาเม็ดโตกั้นไว้ไม่ยอมให้มันไหลร่วงลงมาประจานความอ่อนแอ "เชิญคุณกับ ดร.อรรถ เอาโปรเจกต์นี้ไปเสวยสุขตามสบายเถอะค่ะ ไม่ต้องมาเสียเวลาปั้นหน้าทนร่วมงานกับคนโง่ๆ อย่างฉันอีกต่อไป... เปิดประตูให้ฉันด้วยค่ะคุณรวิศ!"
รวิศยืนนิ่งเป็นหุ่นปั้น ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดลงเล็กน้อย ดวงตาคู่คมจับจ้องร่างบางที่ยืนสั่นเทาอยู่เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ประเดประดอนเข้ามาจนตั้งรับไม่ทัน เขาไม่คิดว่าคำพูดพลั้งปากชั่ววูบจะพังทลายกำแพงที่พวกเขาสร้างร่วมกันมาพังทลายลงในพริบตาเดียว
"มินตรา... ฟังผมก่อน..." รวิศเอ่ยเสียงแหบพร่า ก้าวเท้าเข้าไปหาเธอหมายจะคว้าข้อมือเล็กไว้
"อย่าเข้ามา!" มินตราตวาดลั่น เสียงสั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "ถ้าคุณยังมีความเป็นลูกผู้ชายอยู่บ้าง ก็เปิดประตูแล้วไสหัวออกไปซะ... ไม่งั้นฉันจะเป็นคนพังประตูนี้ออกไปเอง!"
บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุดราวกับเส้นลวดที่ดึงจนขาดสะบั้น รวิศยืนขวางประตูทางออกไว้ ร่างสูงสง่าดูโดดเดี่ยวและสับสนในเวลาเดียวกัน เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนริมฝีปากเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง ดวงตาสื่อความหมายล้ำลึกที่มินตราไม่อาจตีความและไม่อยากจะสนใจอีกต่อไป
ในวินาทีที่มินตรากำลังจะพุ่งเข้าไปผลักอกเขาเพื่อเปิดทางหนีออกจากบรรยากาศชวนหายใจไม่ออกนี้เอง—
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวมาจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูที่ถูกล็อกไว้จากข้างในอย่างแรง
"คุณรวิศครับ! คุณรวิศอยู่ข้างในหรือเปล่าครับ ดร.อรรถ เรียกพบด่วนที่สุดครับ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!" เสียงร้อนรนของเลขาหน้าห้องดังแทรกเข้ามาทะลุกรอบประตู พร้อมๆ กับเสียงฝีเท้าหลายคู่ที่กำลังกรูเข้ามาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานของเขา
รวิศหันไปมองบานประตูสลับกับใบหน้าดื้อรั้นที่เต็มไปด้วยน้ำตาคลอเบ้าของมินตรา ดวงตาคมกริบฉายประกายความเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เมื่อเขารู้ว่าบุคคลที่ยืนอยู่หลังประตูในเวลานี้... คือตัวแปรที่จะพลิกสถานการณ์ทั้งหมดให้เลวร้ายลงไปอีกขั้น
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและลุ้นไปกับความสัมพันธ์ปากแข็งของคู่กัดคู่นี้ด้วยกันนะคะ!
เซฟโซนสุดกวนกับดีไซเนอร์ปากจัด•ตอนที่ 15
คำพูดที่ทำร้ายใจ
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับดีไซเนอร์ปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!