เซฟโซนสุดกวนกับดีไซเนอร์ปากจัด•ตอนที่ 6

ความจริงหลังเมามาย

ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
กลิ่นอายแอลกอฮอล์จางๆ ผสมผสานกับกลิ่นโคโลญจน์ราคาแพงลอยวนอยู่ในระยะประชิด จนมินตราต้องเผลอกลั้นหายใจเมื่อร่างสูงใหญ่ของรวิศทรุดตัวลงนั่งแผ่หลาบนโซฟาตัวยาวในห้องสตูดิโอของเธออย่างถือวิสาสะ สภาพของสถาปนิกหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี้ยบและเย่อหยิ่งในตอนนี้ ต่างจากยามปกติราวฟ้ากับเหว เนคไทสีเข้มถูกกระชากออกอย่างไร้ความปรานี กระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนปลดอ้าออกเผยให้เห็นลำคอแกร่งและผิวเนื้อที่ขึ้นสีแดงเรื่อเนื่องจากฤทธิ์ของน้ำเมา ดวงตาคมกริบที่มักจะมองคนอื่นด้วยความเหยียดหยาม ตอนนี้กลับฉายแวววับเลื่อนลอย ราวกับสติสัมปชัญญะกำลังถูกบั่นทอนลงทุกที "คุณนี่มัน... น่ารำคาญเป็นบ้าเลยรู้ตัวไหมคุณมินตรา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ รวิศไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเธอ แต่กลับทิ้งศีรษะพิงพนักโซฟาหลับตาพริิม ริมฝีปากหยักลึกเหยียดยิ้มเยาะตัวเอง—รอยยิ้มที่มินตราไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่รอยยิ้มกวนประสาทที่เธอคุ้นชิน แต่มันคือรอยยิ้มของความเหนื่อยล้าที่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้หน้ากากความสมบูรณ์แบบ "ถ้าคิดว่าฉันน่ารำคาญนัก แล้วคุณถ่อสังขารมาถึงห้องฉันทำไมไม่ทราบคะคุณรวิศ" มินตรากอดอกยืนพิงขอบโต๊ะทำงาน สายตากวาดมองร่างที่กำลังหมดสภาพนั้นด้วยความรู้สึกครึ่งๆ กลางๆ ระหว่างหมั่นไส้กับความสงสัยที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอก "เชิญกลับห้องของคุณไปซะ แล้วก็เลิกทำตัวเป็นภาระชาวบ้านเขาสักที" "ห้องเหรอ..." รวิศทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นเบาๆ ฟังดูแห้งแล้งและน่าเวทนาจนน่าใจหาย "ที่แบบนั้น... ผมไม่เคยมีมันมานานแล้วต่างหาก" มินตราขมวดคิ้วมุ่น ความตั้งใจที่จะไล่เขาออกไปเริ่มสั่นคลอน ประโยคเรียบง่ายแต่บาดลึกเมื่อครู่ทำเอาบรรยากาศรอบตัวลดอุณหภูมิลดลงฉับพลัน เธอรู้จักเขาในฐานะสถาปนิกตัวท็อปผู้เย่อหยิ่งและปากร้าย แต่ไม่เคยล่วงรู้เลยว่าเบื้องหลังกำแพงเหล็กกล้านั่น จะมีเศษซากความพังทลายซ่อนอยู่ "คุณหมายความว่ายังไง" เธอถามเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกริบเปิดขึ้นช้าๆ รวิศหันมามองหน้าเธอตรงๆ นัยน์ตาคู่นั้นไม่ได้มีความกวนประสาทหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความเปราะบางอย่างประหลาดที่เขากำลังพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะปิดบังไว้ แต่มันกลับรั่วไหลออกมาผ่านแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด "คุณเคยรู้สึกไหม... ว่าไม่ว่าจะทำดีแค่ไหน ไม่ว่าจะสร้างตึกที่สวยงามยิ่งใหญ่แค่ไหนให้คนอื่นชื่นชม แต่มันก็ไม่มีที่ไหนบนโลกใบนี้ที่เป็น 'บ้าน' ของเราจริงๆ สักที่" รวิศเอ่ยเสียงพร่า มือหนายกขึ้นลูบใบหน้าตัวเองอย่างแรงราวกับต้องการเรียกสติ "แม่ผม... ทิ้งผมไปตั้งแต่วันที่โปรเจกต์แรกในชีวิตผมพังไม่เป็นท่า ท่านบอกว่าความฝันของผมมันกินไม่ได้ และผมมันก็เป็นแค่ตัวปัญหาที่คอยถ่วงความเจริญ..." หัวใจของมินตรากระตุกวูบ คำพูดเฉือดเฉือนที่เธอมักจะใช้ต่อปากต่อคำกับเขาพลันสะท้อนย้อนกลับมาในหัว ทุกครั้งที่รวิศทำท่าทางกวนโมโหใส่ เธอมักจะคิดว่าเขาเป็นพวกคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดและไม่เคยรู้จักความลำบาก แต่ความจริงที่หลุดออกมาจากปากคนเมาในคืนนี้ กลับพลิกภาพจำทั้งหมดของเธอไปอย่างสิ้นเชิง ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ แต่มินตรากลับรู้สึกเหมือนเสียงหัวใจของตัวเองกำลังเต้นโครمครามจนดังกลบทุกสรรพเสียง เธอขยับเข้าไปใกล้โซฟาอีกนิด ก้าวขาอย่างลังเลก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยองๆ ให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเขา "แล้วทำไม... ถึงต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียวล่ะคะ" มินตราเอ่ยถาม น้ำเสียงปราศจากความเกรี้ยวกราดหรือการประชดประชันอย่างที่เคยเป็น มันเจือไปด้วยความนุ่มนวลและเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง "ในเมื่อคุณเก่งจะตาย ทำไมถึงไม่ยอมให้ใครเข้าไปข้างในนั้นบ้างเลย" รวิศชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของหญิงสาว เขายื่นมือออกมาช้าๆ ปลายนิ้วเรียวยาวแตะเบาๆ ที่พวงแก้มเนียนของเธอโดยสัญชาตญาณ สัมผัสอุ่นร้อนจากมือของเขาทำเอาลมหายใจของมินตรารวนเร ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้ามาในดวงตากลมโตราวกับต้องการค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ข้างใน "เพราะถ้าผมเปิด... ผมก็กลัวว่าคุณจะวิ่งหนีไปเหมือนคนอื่นๆ" เสียงกระซิบของเขารดรินอยู่ใกล้ริมฝีปากเธอเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นจัดเจือกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ทำให้สติของมินตราเริ่มพร่าเลือน ระยะห่างระหว่างกันลดแคบลงเรื่อยๆ จนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศแทรกผ่าน บรรยากาศรอบตัวร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เคมีอันตรายที่เคยปะทะกันด้วยคารม คราวนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความดึงดูดอันลึกล้ำที่ไม่อาจปฏิเสธ มินตราลืมตาค้างมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก มือบางเผลอยกขึ้นแตะทับหลังมือของเขาที่ยังคงแนบอยู่ข้างแก้มเธอโดยไม่รู้ตัว ทว่า ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะเคลื่อนเข้าหาเพื่อข้ามเส้นแบ่งเขตความสัมพันธ์... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูกระแทกกระทั้นดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำลายมนต์สะกดทุกอย่างในห้องให้พังทลายลงในเสี้ยววินาที รวิศสะดุ้งเล็กน้อยดึงสติกลับมาได้ทันควัน ส่วนมินตราก็รีบผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัดด้วยความกระดากอาย ประตูด้านหน้าถูกผลักเปิดออกด้วยฝีมือของบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญ ร่างท้วมของ ดร.อรรถ ก้าวเข้ามาพร้อมกับใบหน้าบึ้งตึงและเอกสารในมือเป็นปึกใหญ่ สายตาภายใต้กรอบแว่นหนาเตอะกวาดมองคนทั้งสองที่ยืนอยู่ใกล้กันด้วยความสงสัยระคนจับผิด "อ้าว... คุณรวิศ มาอยู่ที่นี่เองเหรอครับ ผมตามหาซะทั่ว โปรเจกต์รีสอร์ทมีปัญหาด่วนที่คุณต้อง..." ดร.อรรถชะงักคำพูดไว้แค่นั้น เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นสภาพกระดุมเสื้อที่หลุดลุ่ยของรวิศ และท่าทางพิรุธหน้าแดงก่ำของมินตราที่ยืนอยู่ห่างกันไม่ถึงก้าว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากของหัวหน้าโครงการรุ่นใหญ่ทันที ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและอินไปกับความสัมพันธ์ที่กำลังจะเปลี่ยนไปนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับดีไซเนอร์ปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%