รอยเปื้อนสีอะคริลิกบนปกเสื้อเชิ้ตสีขาวของเร็นไม่ได้ทำให้เขาสนใจเท่ากับคราบหมึกซึมที่เปื้อนปลายนิ้วของคิริวในเวลานี้เลยค่ะ
เศษผงถ่านชาร์โคลจากสเกตช์แปลนห้องจัดแสดงนิทรรศการกองอยู่บนโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ พื้นที่ห้องเซฟเฮาส์ในย่านชานเมืองโตเกียวแห่งนี้ควรจะเป็นสมรภูมิย่อยๆ ระหว่างสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่งเช่นเคย หากไม่ใช่เพราะความเงียบงันที่โรยตัวลงมาอย่างผิดวิสัยตั้งแต่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน
"ถ้านายยังขีดเส้นเอียงแบบนั้น... งานจัดแสงไฟของโซนแกลเลอรีหลักจะพังไม่เป็นท่า"
เสียงของเร็นไม่ได้ตึงเครียดหรือกระแทกกระทั้นเหมือนเคยค่ะ มันเป็นเพียงประโยคเรียบๆ ที่เจือความระมัดระวังไว้อย่างบางเบา ราวกับเขากลัวว่าเสียงของตัวเองจะไปทำลายบรรยากาศเปราะบางที่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขา
คิริวชะงักมือที่กำลังถือพู่กัน เขาลอบมองใบหน้าด้านข้างของสถาปนิกหนุ่มที่มักจะขมวดคิ้วยุ่งยามใช้ความคิด ดวงตาคมกริบหลังกรอบแว่นใสไม่ได้ฉายแววหาเรื่องเหมือนสัปดาห์ก่อน กลับมีความอ่อนโยนประหลาดซ่อนอยู่ลึกๆ จนน่าประหลาดใจ
"ผมไม่ได้ขีดเอียง เร็นต่างหากที่วางสเกลแปลนพื้นผิดไปสามมิลลิเมตร" คิริวเอ่ยแก้ต่างด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มุมปากของเขากลับหยักขึ้นนิดๆ อย่างไม่มีพิษมีภัย ไร้ซึ่งคำพูดประชดประชันที่มักจะตามมาด้วยการเถียงกันจนบ้านแทบแตกเหมือนทุกที
เร็นเงยหน้าขึ้นจากกระดาษไข ดบกสบตาเข้ากับนัยน์ตาสีนิลของอีกฝ่ายพอดิบพอดี ระยะห่างระหว่างพวกเขาทั้งคู่บนโต๊ะตัวเดิมลดลงเหลือเพียงแค่เอื้อมมือ ไอร้อนจากกาแฟด్రిปที่คิริวชงไว้เมื่อครู่ยังคงลอยกรุ่นอยู่กลางอากาศ ผสมผสานกับกลิ่นกระดาษและกลิ่นหอมสะอาดเฉพาะตัวของคนตรงหน้า
นี่ไม่ใช่ความเงียบที่เกิดจากความอึดอัดค่ะ แต่มันคือความเงียบที่เปิดโอกาสให้หัวใจได้ยินเสียงเต้นของกันและกันชัดเจนขึ้น
"สามมิลลิเมตรเหรอ..." เร็นพึมพำเสียงเบา เขายื่นมือออกไปหยิบยางลบที่วางอยู่ใกล้กับมือของคิริว ปลายนิ้วของทั้งคู่เฉียดผ่านกันเพียงเสี้ยววินาที แต่กระแสความอุ่นวาบกลับแล่นริ้วขึ้นมาถึงต้นคอของสถาปนิกหนุ่มจนเขาต้องรีบดึงมือกลับแทบไม่ทัน
คิริวไม่ได้ขยับหนี เขายังคงนั่งนิ่ง มองการกระทำที่เก้ๆ กังๆ ของคนปากจัดที่พักหลังมานี้มักจะมีอาการประหม่าให้เห็นบ่อยครั้งเวลาอยู่ใกล้กันตามลำพัง ยูมะรุ่นน้องตัวดีอุตส่าห์หลบฉีกตัวออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อปากซอยตั้งแต่ชั่วโมงก่อนเพื่อเปิดทางให้พวกเขาสองคนเคลียร์งาน แต่ดูเหมือนว่างานสถาปัตยกรรมจะกลายเป็นข้ออ้างรองไปเสียแล้ว เมื่อเทียบกับบรรยากาศหวานละมุนที่ค่อยๆ คลี่คลายปมในใจของคนทั้งคู่ทีละเปลาะ
"ขอบคุณนะ"
เสียงทุ้มต่ำของคิริวดังขึ้นแผ่วเบา คำขอบคุณที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน แต่นัยน์ตาสื่อความหมายลึกซึ้งจนเร็นต้องหลบตาลงมองกระดาษตรงหน้าเพื่อซ่อนร่องรอยความเขินอายที่กำลังลามเลียพวงแก้ม
"เรื่องแค่นี้เอง นายจะขอบคุณทำไม..." เร็นแกล้งทำเป็นก้มหน้าก้มตาตรวจแบบแปลนต่อ แต่ใบหูที่ขึ้นสีแดงจัดกลับทรยศความรู้สึกของเจ้าตัวอย่างสิ้นเชิง "ชั้นแค่ไม่อยากให้งานของชั้นมันออกมาไม่สมบูรณ์แบบก็เท่านั้นแหละ"
"อืม ปากแข็งเหมือนเดิมสินะครับ" คิริวหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความเยาะหยัน มีแต่ความเอ็นดูเจือจางที่ทำเอาเร็นแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนี
คำพูดประชดประชันที่เคยมีอยู่เต็มอัตราศึกค่อยๆ ลดจำนวนลงในทุกๆ วัน ทิ้งพื้นที่ไว้ให้บทสนทนานุ่มนวลและการกระทำที่ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คิริวมักจะจำได้เสมอว่าเร็นชอบกาแฟรสชาติแบบไหน และเร็นเองก็มักจะแอบวางยาหยอดตาไว้บนโต๊ะทำงานให้ภัณฑารักษ์หน้านิ่งผู้ใช้สายตาหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอยู่เสมอ
ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากการปะทะคารมและความไม่ลงรอย ค่อยๆ ถูกขัดเกลาจนเรียบเนียนด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นทีละน้อย ราวกับงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกที่ผ่านการคำนวณโครงสร้างอย่างประณีตบรรจง ก่อนจะประกอบเข้าหากันอย่างลงตัวไร้ที่ติ
เร็นสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ เขากำลังจะเอ่ยปากแซوةคิริวเรื่องรอยเปื้อนสีที่แก้มเพื่อทำลายบรรยากาศชวนใจเต้นนี้เสียหน่อย ทว่าก่อนที่ริมฝีปากจะได้ขยับ เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นตรงระเบียงหน้าห้อง ตามด้วยเสียงเคาะประตูรัวเร็วกระชั้นชิดที่ทำเอาทั้งคู่ต้องสะดุ้งสุดตัว
ปัง! ปัง! ปัง!
"พี่เร็น! คุณคิริว! แย่แล้วครับ!" เสียงตะโกนหอบแฮกของยูมะดังทะลุประตูเข้ามา พร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักเปิดผางโดยไม่ได้รอคำอนุญาต ร่างโปร่งของรุ่นน้องสถาปนิกพุ่งพรวดเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าซีดเผือด นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกจนแทบถลน
"มีอะไร ยูมะ ทำไมถึงหน้าตาตื่นขนาดนั้น หายใจเข้าลึกๆ ก่อน..." เร็นขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อเตรียมเอ็ดรุ่นน้อง
"ไม่ใช่เรื่องงานครับ..." ยูมะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือบางยกขึ้นชี้ไปที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่สั่นระรัวไม่หยุดในมือของเจ้าตัว "มีคนโพสต์ภาพเรนเดอร์โปรเจกต์ใหม่ของเราในโลกออนไลน์แล้วครับ... แถมยังเป็นภาพดราฟต์แรกที่ยังไม่ได้แก้สิทธิ์ลิขสิทธิ์กับทางหอศิลป์... ตอนนี้คนในวงการกำลังแชร์กันว่อนเลยว่าพวกเราขโมยไอเดีย!"
คิริวผุดลุกขึ้นยืนทันที นัยน์ตาสีนิลวับโรจน์ขึ้นด้วยความตกใจ ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยบัดนี้ตึงเครียดขึ้นมาฉับพลัน เร็นหันขวับกลับมามองหน้าคิริวในเสี้ยววินาทีนั้น ความเงียบงันอันแสนหวานเมื่อครู่ถูกกระชากหายไปอย่างไร้ร่องรอย แทนที่ด้วยบรรยากาศตึงเครียดที่แขวนความอยู่รอดของโปรเจกต์ไว้บนเส้นด้ายอันบางเฉียบ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความอบอุ่นและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์ของพวกเขานะคะ หิมะแรกในโตเกียวจะเป็นกำลังใจให้ทุกท่านเสมอนะคะ
เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง•ตอนที่ 17
คำพูดประชดประชันที่ลดลง
ผลงานโดย หิมะแรกในโตเกียว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หิมะแรกในโตเกียว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของสถาปนิกปากจัดกับภัณฑารักษ์หน้านิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!