เสียงหัวเราะแหลมสูงของมินตราที่ดังแทรกเข้ามากลางห้องรับแขกไม่ได้ทำให้ธันวาละสายตาไปจากร่างของคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเลยแม้แต่น้อย นัยน์คมกริบของมาเฟียหนุ่มยังคงตรึงแน่นอยู่กับพอร์ช ราวกับต้องการจะใช้มันลากตัวอีกฝ่ายให้จมดิ่งลงไปในวังวนอารมณ์ที่เขากำลังเป็นคนควบคุม
"ธันวาคะ มินนึกว่าคุณจะติดธุระด่วนเสียอีก ถึงได้ปล่อยให้มินรออยู่ข้างนอกตั้งนาน"
ร่างบางในชุดเดรสเข้ารูปแบรนด์ดังก้าวเข้ามาประชิดโดยไม่รอคำอนุญาต กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระเหยฟุ้งจนพอร์ชต้องเผลอย่นจมูกอย่างนึกรังเกียจ แต่กระนั้น รอยยิ้มเยาะที่มุมปากของตัวเอกหนุ่มกลับถูกยกขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่ใครจะทันสังเกตเห็น
"อ้าว คุณมินตรา ลำบากแย่เลยนะครับที่ต้องมารอคนงานยุ่งอย่างคุณธันวาเขา พอดีเมื่อครู่เราสองคนกำลัง... คุยงานสำคัญกันอยู่" พอร์ชจงใจเน้นเสียงตรงคำว่าคุยงาน พร้อมกับทอดสายตาไปยังรอยยับเล็กน้อยบนเสื้อเชิ้ตของธันวา เป็นการส่งสัญญาณท้าทายแบบตาต่อตาฟันฟัน
ธันวาขยับกรามแน่น สันจมูกโด่งเป็นสันนูนขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์ เขารู้ทันทีว่าพอร์ชกำลังสนุกกับการปั่นประสาทเขาเล่น ทว่าท่าทีที่นิ่งเฉยและเย่อหยิ่งแบบนั้นกลับยิ่งทำให้หัวใจของคนปากแข็งเต้นรำไม่เป็นส่ำอย่างน่าหงุดหงิด
"งานสำคัญอะไรกันคะ ถึงเนื้อถึงตัวกันขนาดนี้ มินตาไม่บอดนะคะธันวา" มินตราหน้าเสีย แววตาฉายความริษยาพุ่งตรงมาที่พอร์ชราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"ถ้าคุณมินตาไม่ได้ตาบอด ก็น่าจะใช้สมองคิดดูสักนิดนะครับว่าที่นี่คือบ้านใคร และสิทธิ์ในการไล่แขกที่ไม่ได้รับเชิญ... เป็นของใคร" ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เย็นเยียบจนมินตราสะดุ้งสุดตัว
พอร์ชลอบยิ้มในใจกับความปากร้ายของอีกฝ่าย ธันวานี่มันธันวาจริงๆ ร้ายกาจและไม่เคยไว้หน้าใครหน้าไหนทั้งนั้น ยกเว้นก็แต่... คนที่กำลังนั่งไขว่ห้างกวนประสาทเขาอยู่ตอนนี้
"ธันวา! คุณกล้าไล่มินเหรอคะ คุณพ่อบอกเราแล้วนะว่า..."
"ผมไม่สนว่าใครจะบอกอะไรทั้งนั้น" ธันวาตัดบทอย่างไร้เยื่อใย ร่างสูงผุดลุกขึ้นเต็มความสูง ก้าวเข้ามาประชิดโซฟาตัวที่พอร์ชนั่งอยู่จนกลิ่นกายอุ่นๆ ลอยเข้ากระทบประสาทสัมผัส "และถ้าคุณยังไม่อยากหมดความอดทนจากผม ทางที่ดี... ควรกลับไปก่อนจะหมดสภาพไปมากกว่านี้"
มินตากัดริมฝีปากจนห่อเลือด หล่อนส่งสายตาอาฆาตมาที่พอร์ชเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะสะบัดหน้าพรวดพราดเดินออกไปจากห้องเสียงดังลั่น ทิ้งให้ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง พร้อมกับแรงกดดันระลอกใหม่ที่พุ่งตรงมาจากร่างสูงที่ยืนค้ำหัวอยู่
พอร์ชเงยหน้าขึ้นสบตา ช้อนสายตาขึ้นมองด้วยความท้าทาย ไม่มีความหวาดกลัวเจือปนอยู่ในแววตานั้นแม้แต่น้อย
"ไล่แขกคนสำคัญแบบนั้น เดี๋ยวคู่หมั้นคุณเขาก็ฟ้องผู้ใหญ่หรอกครับ... คุณชายธันวา" พอร์ชเอ่ยกลั้วหัวเราะ น้ำเสียงเจือความเย้าแหย่ที่ตั้งใจกวนประสาทโดยเฉพาะ
ธันวาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าที่ข้างแก้มจนพอร์ชต้องเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ
"ปากเก่งนักนะ... พอร์ช" เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันออกมาด้วยความเคือง "เมื่อกี้ยังทำตัวเป็นลูกแมวตื่นตูมอยู่เลยไม่ใช่หรือไง พอไม่มีคนอื่นแล้ว ทำไมเก่งขึ้นมาทันที"
"ใครลูกแมวครับ พูดให้มันดีๆ นะ" พอร์ชเบี่ยงหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อเว้นระยะห่าง แต่ข้อมือกลับถูกมือหนาคว้าเอาไว้ได้อย่างรวดเร็ว แรงบิดเบาๆ ไม่ได้เจ็บ แต่กระชับมั่นคงจนดึงร่างของพอร์ชให้ขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม
"ปล่อยเลยนะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่" พอร์ชเอ่ยเตือน เสียงเริ่มสั่นพร่าขึ้นมาทีละน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากฝ่ามือของอีกฝ่ายที่แนบอยู่
"เข้าใจผิดเรื่องอะไรล่ะ? หรือกลัวคนอื่นจะรู้ว่าเราสองคนกำลังทำอะไรกันอยู่ก่อนที่ยัยนั่นจะเข้ามา" ธันวาแกล้งโน้มตัวลงไปกระซิบชิดริมหีบใบหู น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเย้ายวนที่ทำเอาพอร์ชถึงกับขนลุกซู่
หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน พอร์ชเม้มริมฝีปากแน่น สมองพยายามประมวลผลหาทางหนีทีไล่ แต่ทว่าร่างกายกลับทรยศด้วยการไร้เรี่ยวแรงจะขัดขืน เมื่อฝ่ามือใหญ่อีกข้างเอื้อมมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาเคล้าโครงหน้าให้อย่างเบามือ
สัมผัสอ่อนโยนที่ขัดกับวาจาเผ็ดร้อนแบบนั้น... มันคืออาวุธร้ายกาจที่สุดที่ธันวามักจะใช้จัดการเขาเสมอ
"ยอมรับมาซะดีๆ พอร์ช ว่าเมื่อกี้... นายก็รู้สึกเหมือนกัน" ธันวาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับจะค้นหาคำตอบที่เจ้าตัวพยายามซ่อนเอาไว้
พอร์ชแค่นหัวเราะเบาๆ กลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก "รู้สึกอะไรเหรอครับ? รู้สึกอึดอัดที่มีคนปากแข็งมายืนหายใจรดต้นคอแบบนี้น่ะเหรอ? ถ้าใช่... ก็คงต้องบอกว่ารู้สึกมากเลยล่ะครับ"
ธันวาหรี่ตาลง รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปาก "ปากแข็ง... เป็นนิสัยสินะ"
"สืบทอดมาจากใครล่ะครับ ถ้าไม่ใช่คนแถวนี้" พอร์ชสวนกลับทันควันอย่างไร้ความเกรงกลัว
บรรยากาศระหว่างทั้งคู่เต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าที่วิ่งพล่าน ความใกล้ชิดที่บีบคั้นทำให้สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน ธันวาเลื่อนสายลงมองริมฝีปากที่ขยับเถียงเขาไม่หยุดหย่อน นัยน์ตาคมกลาสสะท้อนประกายความต้องการบางอย่างที่เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ จนพอร์ชต้องเป็นฝ่ายผับเปลือกตาลง หลบสายตาวับวามคู่นั้น
"ถ้ายังดื้อไม่เลิก... นายจะไม่ได้แค่โดนมองเฉยๆ นะพอร์ช" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอמהเตือน แต่มันกลับฟังดูคล้ายคำเชิญชวนเสียมากกว่า
"กล้าเหรอครับ..." พอร์ชเงยหน้าขึ้นท้าทายอีกครั้ง แม้หัวใจจะเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก "คุณมันก็เก่งแต่ปาก..."
คำพูดทุกคำถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อธันวาไม่รอช้าที่จะพิสูจน์คำพูดของตัวเอง ร่างสูงทาบทับลงมาปิดกั้นช่องว่างทั้งหมดอย่างไร้การลังเลริมฝีปากหนากดทับลงแนบชิดอย่างไร้ความปรานี รุกไล่และตักตวงความหวานจากกลีบปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจโดยไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อยให้ตั้งตัว
พอร์ชเบิกตากว้างด้วยความตกใจ มือทั้งสองข้างยกขึ้นดันแผงอกอีกฝ่ายตามสัญชาตญาณ แต่ทว่าแรงอันน้อยนิดนั้นกลับไม่เป็นผลเลยแม้แต่น้อย เมื่อวงแขนแข็งแรงรวบเอวบางเข้ามาแนบชิดจนแผ่นหลังติดกับพนักโซฟา
ความวาบหวามแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความดุดันที่เจือปนไปด้วยความหวงแหนทำให้พอร์ชเคลิบเคลิ้มตามไปชั่วขณะ ก่อนที่สติจะดึงกลับมาได้ทันเวลา มือเรียวออกแรงทุบเบาๆ ที่ลาดไหล่กว้างเพื่อประท้วง
ธันวาผละใบหน้าออกอย่างอ้อยอิ่ง ปลายจมูกยังคงคลอเคลียอยู่ข้างแก้มใส หอบหายใจเบาๆ ด้วยความเร่าร้อน นัยน์ตาคมกริบมองผลงานของตัวเองที่ทำให้ริมฝีปากของอีกฝ่ายบวมเจ่อและแดงก่ำ
"ทีนี้... ยังจะกล้าท้าทายฉันอยู่อีกไหม" ธันวาเอ่ยเสียงพร่า ชิดริมฝีปากจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น
พอร์ชหอบหายใจถี่รัว ใบหน้าร้อนผ่าวจนลามไปถึงใบหู แม้ใจจะอ่อนยวบยาบไปตั้งแต่สัมผัสแรก แต่ศักดิ์ศรีและนิสัยที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ ก็ยังคงค้ำคออยู่ดี
"คนฉวยโอกาส..." พอร์ชเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตค้อนขวับใส่ด้วยความหมั่นไส้ "ใครเขายอมนายกันเล่า!"
"ปากบอกไม่ยอม แต่ตัวสั่นไปหมดแล้วนะคุณตัวเอก" ธันวายิ้มเยาะอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า นิ้วเรียวยื่นไปแตะปลายคางมนแล้วเชิดขึ้นบังคับให้สบตา "หึ... ปากแข็งได้อีกนานแค่ไหนเชียว"
พอร์ชกำลังจะอ้าปากเถียงกลับด้วยประโยคเจ็บแสบสักประโยค ทว่าเสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ที่เชื่อมกับสวนด้านนอกกลับดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ทั้งสองคนสะดุ้งเล็กน้อย ธันวาผละออกจากร่างของพอร์ชด้วยความไม่สบอารมณ์ นัยน์ตาดุดันหันขวับไปมองยังต้นเสียงทันทีด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะในเวลาสำคัญ
และเมื่อเงาร่างของคนที่ยืนอยู่หลังกระจกปรากฏชัดเจนขึ้นในแสงยามเย็น ธันวาก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ ขณะที่พอร์ชถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นว่าใครคือผู้มาเยือนยามวิกาลคนนี้
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
ขอเป็นคนคุมเกมหัวใจคุณชายจอมซึน•ตอนที่ 31
ใจอ่อนแต่ยังไม่ยอม
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอเป็นคนคุมเกมหัวใจคุณชายจอมซึน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!