"ถ้าคุณยังก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ผมจะถือว่าคุณบุกรุก และผมมีสิทธิ์ป้องกันตัวตามกฎหมายครับ"
เสียงของพอร์ชไม่ได้สั่นแม้แต่น้อย แม้ว่าหัวใจดวงน้อยจะเต้นรำด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยนไปไกลลิบเมื่อเผชิญหน้ากับบุคคลที่ยืนอยู่หลังกระจกบานนั้น เงาร่างที่คุ้นเคยในความทรงจำกำลังขยับเข้าใกล้ ทว่าสิ่งที่ทำให้ทั้งเขาและธันวาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด ไม่ใช่เพราะการมาเยือนยามวิกาลอย่างไร้มารยาท แต่เป็นเพราะใบหน้าของคนที่ก้าวพ้นเงาสลัวเข้ามาในแสงไฟ
มินตราไม่ได้มีสีหน้าเรียบเฉยหรือท่าทีเชิดหยิ่งเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ดวงตากลมโตคู่นั้นแดงก่ำ ร่องรอยของคราบน้ำตาบนแก้มยังคงเด่นชัด และที่สำคัญที่สุดคือ มือเรียวบางสั่นเทานั้นกำลังถือเอกสารซองสีน้ำตาลยับยู่ยี่
ธันวาขยับตัวเข้ามาขวางหน้าพอร์ชโดยสัญชาตญาณ แผ่นหลังกว้างของมาเฟียหนุ่มแผ่รังสีความระแวดระวังและเย็นเยียบออกมาทันที ดวงตาคมกริบหรี่ลงมองคู่หมั้นที่ผู้ใหญ่จัดหาให้ด้วยความไม่ไว้วางใจ
"เธอมาทำอะไรที่นี่ ดึกดื่นป่านนี้แล้ว" ธันวาเอ่ยถาม น้ำเสียงห้วนจัดและเต็มไปด้วยความกระด้างตามสไตล์ผู้ชายปากแข็งที่กลัวว่าคนข้างหลังจะเข้าใจผิด แม้ว่าสถานการณ์ตอนนี้จะชวนให้สับสนเกินกว่าจะมานั่งหึงหวงก็ตาม
"ฉันไม่ได้มาเพื่อหาเรื่องคุณ... หรือนายค่ะ" มินตราสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นเสียงสะอื้น ดวงตาที่บวมช้ำกวาดมองธันวาและหยุดลงที่พอร์ช "ฉันแค่... ไม่มีใครให้พึ่งพาแล้วจริงๆ"
พอร์ชขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกระแวดระวังถูกแทนที่ด้วยความฉงน เขาปรายตามองธันวาแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวพ้นไหล่กว้างของอีกฝ่ายออกมาครึ่งก้าว ท่าทีเย่อหยิ่งและคมคายถูกงัดขึ้นมาใช้เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่ชอบมาพากล
"คุณหนูมินตราผู้เพียบพร้อม ร้องไห้จนตาบวมเป่ง แล้วยังบุกมาถึงเรือนพักส่วนตัวของธันวาตอนเที่ยงคืน... ถ้าข่าวนี้หลุดไปถึงหน้าหนังสือพิมพ์หรือพวกเพจซุบซิบ ผมเกรงว่าภาพลักษณ์ตระกูลของคุณจะป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดีนะครับ" พอร์ชเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเจ็บแสบถึงทรวงใน
"พอร์ช..." ธันวากดเสียงต่ำปรามคนตัวเล็กข้างกายเบาๆ แม้ปากจะบอกให้หยุด แต่ลึกๆ แล้วเขากลับมุมปากกระตุกด้วยความเอือมระอาปนเอ็นดูที่คนของเขายังคงฝีปากกล้าได้แม้ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน
"ก็มันจริงนี่ครับ" พอร์ชสวนกลับทันควันโดยไม่ยอมหลบตาคมๆ ที่มองมา "หรือคุณอยากให้ผมต้อนรับเธอกับกาแฟร้อนๆ และขนมเค้กท่าบรรยากาศโรแมนติกดีล่ะครับ"
"ฉันไม่ได้มาหาเรื่องพวกคุณจริงๆ นะคะ!" มินตราโพล่งขึ้นด้วยความอั้นตัน พร้อมกับทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นพรมราคาแพงอย่างไร้ฟอร์ม เอกสารในมือร่วงหล่นลงแทบเท้าพอร์ช ภาพของหญิงสาวผู้สูงศักดิ์พังทลายลงต่อหน้าต่อตา เหลือเพียงเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังแตกสลายจากแรงกดดันบางอย่าง
ธันวาและพอร์ชสบตากันชั่วพริบตา เคมีแห่งความเข้าใจอันเงียบงันก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พอร์ชถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะย่อตัวลงหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมาแล้วส่งสัญญาณให้ธันวาช่วยประคองผู้หญิงคนลุกขึ้นนั่งบนโซฟา
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากความตึงเครียดเป็นความเงียบงันที่กดดัน ธันวายืนกอดอกพิงผนังห้องด้วยท่าทีเยือกเย็น ขณะที่พอร์ชรินน้ำอุ่นใส่แก้วยื่นให้มินตราที่ยังตัวสั่นเทา
"อ่านดูสิคะ..." มินตราเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า พยักเพยิดไปยังซองเอกสารในมือพอร์ช "สิ่งที่พวกคุณคิดว่าฉันร่วมมือกับพ่อเพื่อฮุบสมบัติของตระกูลธันวา... มันไม่ใช่ความจริงเลยแม้แต่นิดเดียว"
พอร์ชเปิดซองเอกสารหยิบกระดาษหลายแผ่นออกมาพลิกดู ดวงตาเรียวคมกวาดอ่านตัวอักษรแต่ละบรรทัดอย่างรวดเร็ว ยิ่งอ่าน คิ้วเรียวก็ยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะผูกเป็นปม ขณะที่ธันวาที่เดินเข้ามาขนาบข้างและก้มลงมองกระดาษในมือด้วยกัน ถึงกับสันกรามกระตุกวูบ
มันคือสัญญาเงินกู้ยืมและหลักฐานการจำนองสินทรัพย์ทั้งหมดของตระกูลมินตรา ซึ่งถูกบงการโดยกลุ่มทุนมืดที่เชื่อมโยงกับคู่แข่งทางธุรกิจของธันวา และที่สำคัญที่สุด... มีลายมือชื่อของบิดามินตราเซ็นกำกับในฐานะผู้จำยอมขายลูกสาวเพื่อแลกกับการพยุงบริษัทที่ไม่ยอมล้มละลาย
"พ่อฉัน... พ่อเอาฉันไปเป็นเครื่องมือต่อรอง" หยาดน้ำตาใสไหลอาบแก้มมินตราอีกครั้ง "ท่านไม่ได้รักฉันเลย ฉันเป็นแค่สินค้าชิ้นหนึ่งที่รอเวลาเปลี่ยนมือ... พอฉันรู้ความจริง ฉันก็หนีออกมา เพราะถ้าฉันอยู่ที่นั่น คนต่อไปที่จะถูกฆ่าปิดปาก... อาจเป็นฉันเอง"
คำพูดนั้นทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ธันวานิ่งงิ่งไป ดวงตาคมกริบไหววูบด้วยความรู้สึกซับซ้อน แม้เขาจะไม่เคยมีใจให้มินตราในฐานะคนรัก แต่ความจริงที่ว่ามนุษย์ด้วยกันถูกกระทำด้วยความโลภอย่างไร้ความปรานี ย่อมสร้างความกระอักกระอ่วนใจให้ไม่น้อย
พอร์ชเหลือบมองธันวาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมามองหญิงสาวตรงหน้า แววตาดุดันและปากจัดในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง เพราะเขาก็มีปมเรื่องครอบครัวและเข้าใจดีว่าการถูกคนที่เรียกว่า "ครอบครัว" มองเป็นเพียงเครื่องมือนั้นมันเจ็บปวดแค่ไหน
"แล้วคุณมาหาธันวาทำไมล่ะครับ ในเมื่อคุณรู้ว่าเขาเกลียดการถูกบังคับมากที่สุด" พอร์ชเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
"เพราะฉันรู้ว่า... มีเพียงผู้ชายคนนี้คนเดียว ที่อำนาจและอิทธิพลมากพอจะลากคอมันมาลงโทษได้!" มินตราเงยหน้าขึ้นสบตาธันวา แววตาเต็มไปด้วยความเวทนาและขอร้อง "ช่วยฉันด้วยนะคะธันวา ถือว่าเห็นแก่หน้าที่ผู้ใหญ่เคยหมั้นหมายกันไว้... ช่วยทำลายแผนการของพวกมันให้ที"
ธันวานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ บรรยากาศรอบตัวเขากลายเป็นสุญญากาศที่น่าอึดอัด ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปตบไหล่มินตราเบาๆ อย่างให้เกียรติในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง
"เรื่องเอกสารนี่ เดี๋ยวผมจัดการเอง ส่วนเธอ... คืนนี้พักที่ห้องรับแขกชั้นบนก่อน อย่าเพิ่งกลับไปที่บ้านเด็ดขาด" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและทรงอำนาจ
เมื่อมินตราถูกแม่บ้านพาตัวขึ้นไปพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว ห้องนั่งเล่นชั้นล่างก็เหลือเพียงความเงียบงันของคนสองคน พอร์ชยืนกอดอกพิงระเบียงกระจกมองออกไปข้างนอก ท้องฟ้ายามดึกสงบเงียบสวนทางกับความรู้สึกในอก
ธันวาเดินเข้ามาประชิดตัวจากด้านหลัง กลิ่นกายหอมสะอาดผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยเข้าจมูกก่อนที่วงแขนแข็งแรงจะรวบเอวบางเข้ามาแนบชิดโดยที่พอร์ชไม่ทันตั้งตัว
"ทำไม... หึงเหรอ ถึงได้ทำหน้าบึ้งแบบนั้น" เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมหู ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนพอร์ชขนลุกซู่
"ใครหึงคุณ ทุเรศที่สุด!" พอร์ชรีบศอกกลับเบาๆ ที่สีข้าง แต่วรรคนี้ธันวาไม่มีทีท่าจะสะดุ้งสะเทือน แถมยังกระชับกอดให้แน่นขึ้นกว่าเดิม
"ปากแข็งจริงนะเรา" ธันวาหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ความตึงเครียดจากเรื่องของมินตราสลายหายไปสิ้นเมื่อได้แกล้งคนในอ้อมแขน "เห็นหน้าเธอยืนจัดจ้านใส่คนอื่นเมื่อกี้ ฉันเกือบจะคิดว่าเธอจะไล่ตะردมินตราออกจากบ้านด้วยซ้ำ"
"ผมไม่ใช่คนใจร้ายขนาดนั้นหรอกครับ... แต่ถ้าคุณกล้ามีเยื่อใยกับเธียร ผมคงไม่ได้แค่ไล่ตะردแน่ๆ" พอร์ชหันกลับมาประชิดตัว ดวงตาเรียวคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมของมาเฟียหนุ่ม "เตรียมตัวรับมือกับความพินาศได้เลย"
ธันวายิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีให้ใครง่ายๆ ดวงตาคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความคลั่งรักที่ซ่อนไว้ใต้ท่าทีซึนเดเระมาตลอด มือหนาเอื้อมขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากเนียนของพอร์ชอย่างทะนุถนอม
"หึงก็บอกว่าหึงสิครับ... คนเก่ง"
หัวใจของพอร์ชกระตุกวูบ สัมผัสอุ่นที่ข้างแก้มทำเอาคำพูดทุกคำติดอยู่ที่ลำคอ ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกันในระยะประชิดที่ใกล้จนลมหายใจแทบจะรวมเป็นสายเดียวกัน ความเงียบที่โรยตัวลงมาไม่ได้น่าอึดอัดอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ
ธันวาโน้มใบหน้าลงมาเรื่อยๆ ริมฝีปากหยักลึกเคลื่อนเข้ามาใกล้จนพอร์ชต้องหลับตาลงเตรียมรับสัมผัสที่รอคอย...
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากจะแตะกัน เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็วจนสะเทือน
"นายครับ! แย่แล้วครับ!" เสียงลูกน้องคนสนิทตะโกนลั่นจากหน้าห้อง "คนของเราที่ส่งไปเฝ้าบ้านพักของตระกูลมินตรา... ขาดการติดติดต่อ และตอนนี้ไฟไหม้ที่นั่นแล้วครับ!"
ธันวาชะงักกึก ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นเข้มดุในพริบตา ขณะที่พอร์ชลืมตาขึ้นทันที ความตระหนกวาบผ่านดวงตาเมื่อตระหนักได้ว่า... เกมนี้มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ เท่านั้น!
...โปรดติดตามตอนต่อไปครับ...
[เชิงอรรถนักเขียน - แบล็กสมิธในตำนาน]: ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
ขอเป็นคนคุมเกมหัวใจคุณชายจอมซึน•ตอนที่ 32
ค่ำคืนแห่งความเข้าใจ
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอเป็นคนคุมเกมหัวใจคุณชายจอมซึน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!