"ถ้ามึงยังบอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับไอ้ฟ้าอีกนะข้าวปั้น กูจะเอาไม้บรรทัดทีสเกลของมึงตีหัวให้สมองมันรีเซ็ตจริงๆ ด้วย!"
เสียงตบโต๊ะดัง *ป้าบ* พร้อมกับน้ำเสียงคาดคั้นของไอ้โอ๊ตทำเอาผมสะดุ้งเฮือก เกือบทำกาแฟกระเด็นเลอะกระดาษไขที่กำลังร่างแบบโปรเจกต์สถาปัตย์ส่งอาจารย์สัปดาห์หน้า ผมเงยหน้าขึ้นจากกองงานด้วยใบหน้าบึ้งตึง พยายามตีสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าในอกข้างซ้ายตอนนี้มันจะเต้นรัวระคนร้อนรนจนแทบจะทะลุออกมานอกซี่โครงอยู่รอมร่อแล้วก็ตาม
"มึงจะบ้าเหรอโอ๊ต กูเนี่ยนะจะคิดอะไรกับไอ้คุณรومเมตหน้ามึน... พูดเพ้อเจ้ออะไรของมึงเนี่ย" ผมแหวกลับเสียงดังกลบเกลื่อน พยายามบังคับมือตัวเองไม่ให้สั่นตอนหยิบปากกาเคมีขึ้นมาหมุนเล่น
"เพ้อเจ้อตรงไหนวะ?" ไอ้บูมที่นั่งไขว่ห้างอยู่โซฟาอีกมุมเสริมขึ้นมาทันที มันเลิกคิ้วมองผมด้วยสายตาจับผิดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม "เมื่อคืนตอนมึงเมาไข้แล้วไอ้ฟ้ามันอุ้มมึงพาดบ่าเข้าห้อง มึงรู้ตัวป่าววะว่ามึงกอดคอซุกอกมันแถมยังครางชื่อมันหงิงๆ เหมือนลูกแมวติดเจ้าของขนาดไหน... กูเห็นกับตา โอ๊ตก็เห็น ปากบอกเกลียดเขา แต่การกระทำนี่สวนทางยิ่งกว่าทางด่วนยกระดับอีกนะเพื่อนรัก"
ฉ่า!
ผมรู้สึกเหมือนมีใครเอาเตารีดร้อนๆ มาแนบลงบนแก้มทั้งสองข้าง ความร้อนพุ่งปรี๊ดขึ้นไปถึงใบหูจนต้องรีบยกมือขึ้นกุมแก้มตัวเองไว้ทันที ภาพความทรงจำเลือนรางจากคืนก่อนไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ—สัมผัสอุ่นๆ จากฝ่ามือแกร่งที่คอยเช็ดตัวให้ตอนไข้ขึ้น ความนุ่มนวลผิดวิสัยตอนที่มันป้อนยา และที่แย่ที่สุดคือ... อ้อมกอดที่มั่นคงและอบอุ่นจนน่าประหลาดตอนที่ผมซุกซบลงไปอย่างไร้การป้องกันตัว
ให้ตายเถอะ... นี่ผมเผลอแสดงความอ่อนแอแถมยังทำตัวน่าอายใส่ไอ้บ้านั่นไปขนาดนั้นเลยเหรอวะเนี่ย!
"ก...ก็คนมันป่วย ป่วยอยู่จะไปรู้เรื่องอะไร, แล้วอีกอย่างไอ้บ้านั่นมันชอบฉวยโอกาสตอนกูเบลอต่างหากเล่า!" ผมเถียงเสียงตะกุกตะกัก หลบสายตารู้ทันของเพื่อนสนิททั้งสองคนด้วยการก้มหน้าลงมองโต๊ะทำงานที่รกเรื้อไปด้วยโมเดลกระดาษ
"เออๆ ป่วยก็ป่วย" ไอ้โอ๊ตถอนหายใจยาวเหยียด ยอมถอยทัพเรื่องนี้ไปชั่วคราว แต่มันยังไม่วายทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้ผมใจสั่นเล่น "แต่บอกไว้ก่อนนะเว้ย... คนอย่างไอ้ทัพฟ้าน่ะ มันไม่ใช่ประเภทเต๊าะเล่นๆ แก้เหงาไปวันๆ หรอก สายตามันเวลามองมึงเนี่ย หมาป่าในสารคดี National Geographic ยังยอมแพ้ความหิวโหยเลย มึงระวังตัวไว้เถอะ ถ้ายังปากแข็งแล้วฟอร์มจัดแบบนี้ ระวังจะหมาเองสักวัน"
พูดจบ สองศรีพี่น้องตัวแสบก็เก็บกระเป๋าเตรียมตัวเดินออกจากห้องสตูดิโอคณะสถาปัตย์ ทิ้งให้ผมนั่งจมอยู่กับความคิดและความรู้สึกที่ตีรันฟันแทงกันอยู่ในอกเพียงลำพัง
สัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานกำลังกะพริบถี่ๆ อยู่ในหัวใจของผม
ร้อยเปอร์เซ็นต์... ยอมรับกับตัวเองตรงนี้ก็ได้วะ ว่าผมไม่ได้รู้สึกรำคาญมันเหมือนเก่าอีกต่อไปแล้ว ทุกรอยยิ้มกวนๆ ทุกประโยคหยอกเย้าหน้าตาย และทุกการกระทำที่แฝงความห่วงใยแบบเนียนๆ ของมัน กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ผมเผลอเสพติดไปโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่
แต่ให้บอกรักมันก่อนเนี่ยนะ? ไม่มีทาง! ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย (และตำแหน่งรูมเมตผู้หยิ่งทะนง) มันค้ำคออยู่โว้ย!
ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงานอย่างหมดแรง ปล่อยให้ความเงียบงันโอบล้อมตัวเองไว้ในบ่ายวันที่แดดร่มลมตก แต่ความเงียบนั้นก็อยู่ได้ไม่นานนักเมื่อเสียงฝีเท้าคุ้นเคยดังใกล้เข้ามา พร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของกาแฟเย็นร้านโปรดที่ถูกวางลงบนโต๊ะข้างๆ แขนผมอย่างเบามือ
"ทำงานหักโหมแบบนี้ เดี๋ยวก็ไข้ขึ้นรอบสองหรอกคุณนายธนาธิป"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ติดจะกวนประสาทนิดๆ ดังขึ้นเหนือหัว ผมเงยหน้าขึ้นช้าๆ ก็พบกับร่างสูงโปร่งของทัพฟ้าที่ยืนค้ำโต๊ะอยู่ เจ้าตัวอยู่ในชุดนักศึกษาปลดกระดุมบนสองเม็ดอย่างเคย ผมเผ้าไม่ได้เซ็ตแต่กลับดูดีจนน่าหมั่นไส้ ดวงตาคมกริบคู่นั้นกำลังมองตรงมาที่ผมด้วยประกายระยิบระยับที่อ่านไม่ออก... แต่มันทำให้ใจผมกระตุกวูบทุกทีที่ได้สบตา
"ใครคุณนาย นายสถาปัตย์เว้ย ไม่ใช่คุณนายบ้านไหน" ผมแหวกลบเกลื่อนความประหม่า คว้าแก้วกาแฟมาดูดอึกใหญ่เพื่อซ่อนอาการมือไม้สั่น "แล้วนี่ไม่มีเรียนวิศวะหรือไง ถึงได้เดินลอยชายมาป้วนเปียกแถวคณะกูเนี่ย"
"ก็คิดถึง..."
ทัพฟ้าตอบสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่กลับทิ้งน้ำหนักลงกลางใจผมอย่างจัง จนเกือบสำลีสำลักกาแฟพุ่งออกมา
"...คิดถึงรูมเมตดื้อๆ แถวนี้ กลัวว่าจะนั่งอดข้าวอดนอนจนผอมแห้งแรงน้อย เดี๋ยวไม่มีแรงมาเถียงกับกู" มันยิ้มมุมปาก ย่อตัวลงนั่งยองๆ ให้ระดับสายตาเราอยู่เสมอกัน มือหนายื่นมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากผมออกให้อย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอาผมแข็งทื่อเป็นหิน ขยับตัวไปไหนไม่ได้ราวกับถูกสะกดจิต "เป็นห่วงนะ... รู้ตัวบ้างไหมเนี่ย"
ประโยคธรรมดาที่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเกินเบอร์ ทำเอาหัวใจที่พยายามตั้งกำแพงไว้อย่างแน่นหนาพังครืนลงมาไม่เป็นท่า
ผมเม้มปากแน่น หัวสมองขาวโพลน คิดหาคำพูดกวนๆ มาโต้กลับไม่ทันสักคำ ได้แต่นั่งมองหน้ามันนิ่งๆ หัวใจเต้นแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมันดังก้องออกมาข้างนอก
ในจังหวะที่บรรยากาศระหว่างเรากำลังเงียบงันและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด ทัพฟ้าก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนจมูกโด่งของเราแทบจะชนกัน แววตาพราวระยับคู่นั้นจ้องมองริมฝีปากผมสลับกับดวงตาอย่างมีความหมาย
"ถ้ามึงไม่เลิกทำหน้าแบบนี้... กูจะจูบให้หายดื้อจริงๆ ด้วยนะข้าวปั้น"
คำขู่ที่ไม่ได้มีความน่ากลัวสักนิด แต่มันกลับทำให้ลมหายใจของผมสะดุดกレイ ทันทีที่ปลายนิ้วอุ่นของมันแตะลงที่คางผมเพื่อจะเชยขึ้นมารับจังหวะ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกาวน์ของผมก็แผดเสียงสั่นสะเทือนขึ้นขัดจังหวะชีวิตพอดีอย่างกับนัดกันไว้
ผมสะดุ้งสุดตัว รีบผละถอยหลังจนเก้าอี้ไถลไปข้างหลังเกือบคว่ำ ละล่ำละลักหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอด้วยใบหน้าที่ร้อนผ่าวราวกับคนเป็นไข้ป่า
หน้าจอแจ้งเตือนข้อความแชตจากกลุ่มรวมเพื่อนเด้งขึ้นมา พร้อมกับข้อความล่าสุดจากแม่ที่ส่งพิกัดร้านอาหารแถวหอพักมาให้แบบสดๆ ร้อนๆ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น... ประเด็นคือข้อความส่วนตัวที่เด้งซ้อนขึ้นมาอีกอันจากคนที่นั่งยิ้มกริ่มอยู่ตรงหน้าผมนี่ต่างหาก!
นิ้วเรียวของผมกดเปิดแชตของทัพฟ้าโดยอัตโนมัติ และข้อความที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอนั้นทำเอาสติที่เหลืออยู่กระเจิงหายไปในอากาศทันที—
*[ทัพฟ้า]: ถ้ามึงไม่อยากเป็นคนเริ่มก่อน... คืนนี้เตรียมตัวเคลียร์เรื่องของเราให้จบในห้องนะฃะครับ เพราะกูจะไม่ทนฟอร์มของมึงอีกต่อไปแล้ว*
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและอยู่เคียงข้างกันมาเสมอนะครับ
คุณรูมเมตครับ เลิกเต๊าะผมที•ตอนที่ 30
สัญญาณเตือนภัยหัวใจ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณรูมเมตครับ เลิกเต๊าะผมที นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!