คุณรูมเมตครับ เลิกเต๊าะผมที•ตอนที่ 26

ความลับวัยเด็ก

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
กล่องเหล็กสนิมเขรอะขนาดเท่ากล่องใส่รองเท้า ถูกวางกระแทกเสียงดังตุ้บบนโต๊ะกระจกหน้าโซฟา จนน้ำชาเขียวเย็นเฉียบในแก้วของผมกระฉอกออกมาเลอะขอบโต๊ะ “เจอในลิ้นชักลับใต้ตู้เสื้อผ้าตอนรื้อห้อง... นายลองเปิดดูสิครับ คุณสถาปนิกตัวแสบ” ทัพฟ้าทิ้งตัวลงนั่งไขว่ห้างบนโซฟาตัวเดิม ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดสีดำย้วยๆ กับกางเกงวอร์มตัวเก่งส่งกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ผมเป็นคนซื้อมาเติมเองกับมือ แต่ในเวลานี้ ผมไม่ได้สนใจความใกล้ชิดอันตรายนั่นเลย สายตาของผมถูกตรึงไว้กับกล่องเหล็กเก่าคร่ำครึที่สลักรูปไดโนเสาร์ตัวเบ้อเริ่มด้วยรอยขูดขีดของคัตเตอร์ “รื้อห้องฉันทำไมเล่า! แล้วนี่มันอะไรของนาย” ผมแหวใส่พลานขยับตัวถอยหนีจนแผ่นหลังชิดพนักพิงโซฟาอีกฝั่ง ข้าวปั้นคนนี้เริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ตั้งแต่ไอ้บ้านี่ทำหน้าเจ้าเล่ห์เหมือนแมวเจอปลาย่างตั้งแต่เดินถือกล่องนี้ออกมาจากห้องนอนแล้ว “เปิดดูเองเถอะครับ ไม่ต้องให้ผมเล่าหรอกมั้ง... หรือว่ากลัวว่าความลับสมัยเด็กมันจะน่าอายเกินกว่าจะสู้หน้าผมล่ะครับ” ทัพฟ้าเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มมุมปากที่มักจะใช้กวนประสาทผมทุกวี่ทุกวันกำลังฉายชัด แววตาคมกริบ couched ด้วยประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก มันไม่ใช่แววตาของการแกล้งเล่น แต่มันมีความจริงจังบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลังความกวนนั้น ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นิ้วเรียวที่มักจะจับดินสอเขียนแบบสั่นน้อยๆ อย่างควบคุมไม่ได้ ทำไมหัวใจมันถึงเต้นโครมครามแปลกๆ แบบนี้วะ... ก็แค่กล่องเก็บของเก่า ทำไมต้องทำหน้าจริงจังขนาดนั้นด้วย มือบางเอื้อมไปเปิดฝากล่องเหล็กออกอย่างไร้ความมั่นใจ กลิ่นอับของกระดาษเก่าและกาลเวลาลอยแตะจมูกทันทีที่ฝากล่องถูกยกออก สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือสมุดบันทึกปกกระดาษคราฟท์สีน้ำตาลที่มุมปกยับเยิน ด้านบนสุดมีดินสอไม้เหลาจนกุดวางทับอยู่ และเมื่อผมหยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นมาพลิกดูหน้าแรก ลมหายใจของผมก็สะดุดกึกไปชั่วขณะ *‘บันทึกการผจญภัยของเด็กชายทัพฟ้า กับ... เจ้าหมูตอนจอมขี้แง’* ลายมือหวัดๆ แบบเด็กผู้ชายที่เขียนผิดๆ ถูกๆ ปรากฏหราอยู่บนหน้ากระดาษ พร้อมกับภาพวาดดินสอฝีมือห่วยแตกรูปเด็กผู้ชายตัวอ้วนกลมกำลังร้องไห้งอแงขี้มูกโป่ง โดยมีเด็กผู้ชายอีกคนยืนกอดอกทำหน้าเหนือกว่าอยู่ข้างๆ ฉากความทรงจำสีจางที่ถูกฝังกลบไว้ในซอกหลืบสมองมานานนับสิบปี พลันพรั่งพรูทะลักออกมาเหมือนเขื่อนแตก *“ฮือออ... แม่จ๋า แม่ไปไหน ทำไมทิ้งปั้นไว้คนเดียว”* เสียงร้องไห้งอแงของเด็กชายวัยเจ็ดขวบดังลั่นสวนสาธารณะใจกลางเมือง ในวันนั้นแดดร้อนเปรี้ยงจนแสบผิว ข้าวปั้นในวัยเด็กที่ใส่เสื้อยืดลายเป็ดน้อยนั่งกอดเข่าสะอื้นไห้อยู่บนม้าหินอ่อนอย่างไร้ทางออก ขาทั้งสองข้างเปื้อนดินเพราะสะดุดล้มตอนวิ่งตามผีเสื้อ จนกระทั่งมีเงาของเด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินมาบังแดดให้ *“อ้าว ร้องไห้ทำไมวะเนี่ย ขี้แงชะมัด”* เด็กชายตัวสูงกว่าเล็กน้อยก้มลงมอง พร้อมกับยื่นลูกอมรสส้มกลมๆ ส่งให้ ข้าวปั้นเด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองทั้งน้ำตาจมูกแดงแจ๋ รับลูกอมมากำไว้แน่นก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าลายซูเปอร์ฮีโร่ในกระเป๋าเสื้อออกมาซับน้ำตาให้แบบเก้ๆ กังๆ *“อะนี่... แม่ฉันบอกว่า ถ้าเด็กผู้ชายร้องไห้จะไม่หล่อ... แล้วนายก็จะไม่มีวันได้เป็นฮีโร่หรอกนะ เจ้าหมูตอน”* *“ฉันไม่ได้ชื่อหมูตอนนะ! ฉันชื่อข้าวปั้นต่างหากเล่า!”* เด็กชายตัวอ้วนกลมเถียงกลับเสียงสั่นเครือ แต่อยอมหยุดร้องไห้แต่โดยดี ภาพในอดีตซ้อนทับเข้ามากับภาพของไอ้บ้านفل็กซ์ร่างสูงที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมในตอนนี้ ดวงตาคู่คมที่กำลังมองมาด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนแบบที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน มันคือสายตาคู่เดียวกันกับเด็กชายคนนั้น... เด็กชายผู้เคยยื่นลูกอมรสส้มให้ผมในวันที่โลกทั้งใบพังทลายลงเพราะพลัดหลงกับแม่ “จำได้แล้วใช่ไหมครับ... คุณสถาปนิกตัวแสบ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา มันไม่ใช่เสียงกวนประสาทแบบทุกที แต่มันเต็มไปด้วยความนุ่มนวลจนหัวใจของผมกระตุกวาบ ทัพขยับตัวเข้ามาใกล้จนไหล่ของเราแทบจะแนบชิดกัน กลิ่นกายสะอาดๆ ของเขาโชยเข้าจมูกยิ่งทำให้สติสตางค์ที่กระเจิงอยู่แล้ว ยิ่งเตลิดไปกันใหญ่ “นาย... นายคือเด็กผู้ชายคนนั้นจริงๆ เหรอวะ” ผมหลุดปากถามออกไปอย่างลืมตัว สรรพนามเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว สมองตื้อตันไปหมด “ก็ใช่สิครับ... นายคิดว่าบนโลกนี้จะมีใครบังเอิญชื่อแปลกแถมยังขี้แยเป็นเด็กอนุบาลได้เหมือนนายอีกเหรอ” ทัพฟ้าหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตาพราวระยับ “รู้ไหม... ตอนที่ฉันบังเอิญเห็นบัตรนักศึกษาของนายบนโต๊ะเมื่อวันแรกที่เราย้ายเข้ามาอยู่ห้องเดียวกัน ฉันเกือบจะหลุดขำออกมาดังๆ พรวดนึงแน่ะ นึกไม่ถึงเลยว่าเด็กผู้ชายตัวอ้วนกลมที่เคยร้องไห้งอแงวันนั้น จะโตมาเป็นยัยตัวแสบปากเก่งที่คอยไล่ตะردฉันออกจากห้องทุกวันแบบนี้” “ไอ้... ไอ้ทัพ!” ผมหน้าแดงแจ๋ด้วยความอายจนลามไปถึงใบหู รีบยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองทันที ความรู้สึกร้อนผ่าวตีตื้นขึ้นมาที่ขอบตา นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย ทำไมโลกมันถึงได้กลมกลาหลขนาดนี้ คนที่เราเกือบจะเอาหม้อต้มมาฟาดหัวทุกวัน ดันเป็นคนเดียวกับคนที่เคยปลอบใจเราตอนเด็กเนี่ยนะ! “เขินเหรอครับ หูแดงแจ๋เชียวนะเรา” น้ำเสียงนั้นเจือความเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด มือหนาเอื้อมมาจับข้อมือผมที่ปิดหน้าอยู่ ออกแรงดึงเบาๆ ให้ผมยอมลดมือลงสบตา ระยะห่างของเราตอนนี้มันใกล้เกินไป... ใกล้จนผมมองเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่คมคู่นั้น หัวใจเจ้ากรรมเต้นแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมันประท้วง ทัพฟ้าไม่ได้พูดอะไรต่อ เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่พับไว้ซ่อนอยู่ท้ายสุดของกล่องเหล็กออกมากางออกช้าๆ มันคือกระดาษวาดรูปเด็กๆ ที่ระบายสีด้วยสีไม้เก่าๆ บนมุมกระดาษมีลายมือโย้เย้เขียนไว้ว่า *‘สัญญา:- โตขึ้นเราจะเป็นแฟนกัน’* ผมเบิกตากว้าง ค้างเติ่งไปกับสิ่งที่เห็น สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ ทัพฟ้าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ ปะทะเข้ากับข้างแก้มของผม พร้อมกับกระซิบเสียงพร่าข้างใบหู “ในเมื่อทวงสัญญาตอนเด็กไม่ได้... งั้นผมขอทวงตอนนี้เลยแล้วกันนะครับ... แฟนเก่า... เอ้ย!” ทัพฟ้าชะงักไปนิดเมื่อรู้ตัวว่าเกือบหลุดคำพูดแปลกๆ ออกมา แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้อ้าปากโวยวายใส่ความหน้าไม่อายของเขา เสียงแจ้งเตือนข้อความแชทจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น *‘ติ๊ง!’* ผมเหลือบสายตาไปมองหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน และวินาทีนั้นเอง... ลมหายใจของผมก็แทบจะหยุดนิ่ง เมื่อเห็นชื่อผู้ส่งข้อความที่ปรากฏหราอยู่บนหน้าจอ... -- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาร่วมอมยิ้มและลุ้นไปกับความปากแข็งของพ่อหนุ่มวิศวะคนนี้นะครับ - สายลมแผ่วเบา -
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณรูมเมตครับ เลิกเต๊าะผมที นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%