“พี่บอกแล้วไงคะว่าอย่ายืนตากลมจนดึกดื่นแบบนี้... เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก”
น้ำเสียงที่กระซิบแผ่วชิดใบหูสั่นพร่าไม่ต่างจากปลายนิ้วที่กำลังรวบกระชับปกเสื้อโค้ทเข้าหากัน มินตราตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านลงมาบนหัวไหล่พร้อมกับกลิ่นหอมสะอาดเจือไอลาเวนเดอร์จางๆ อันเป็นเอกลักษณ์—กลิ่นที่เธอจำได้ขึ้นใจแม้ในยามหลับใหล
เมื่อเฟรชชี่สาวหันกลับไป ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบลืมหายใจ
ตรงหน้าของเธอ... ท่ามกลางลานกว้างหน้าหอพักนักศึกษาที่เงียบสงัดไร้ผู้คนในเวลาเกือบตีหนึ่ง ร่างเพรียวระหงของประธานชมรมวิชาการปีสี่กำลังยืนอยู่ตรงนั้น เส้นผมยาวสลวยยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากแรงลม ปลายจมูกโด่งรั้นแดงก่ำเพราะความเย็นยะเยือก และดวงตาคู่คมที่มักจะสุขุมราบเรียบอยู่เสมอ บัดนี้กลับเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่คลอหน่วย ก่อนจะหยดแหมะลงมาอาบแก้มเนียนอย่างเงียบงัน
“พี่ริน...?” มินตราเค้นเสียงออกมาได้เพียงแผ่วเบา สับสนจนจับต้นชนปลายไม่ถูก “พี่ยังไม่ได้ขึ้นเครื่องบินไปเชียงใหม่หรอกเหรอคะ? ไหนว่าต้องไปเก็บข้อมูลวิจัยภาคสนามสามเดือนตั้งแต่เมื่อหัวค่ำ...”
รินรดาไม่ตอบคำถามนั้นในทันที ริมฝีปากบางที่ซีดเผือดขยับยิ้มน้อยๆ เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าลึกซึ้งและอ่อนหวานเกินกว่าที่มินตราเคยได้รับจากใครในชีวิต หญิงสาวก้าวเข้ามาชิดอีกหนึ่งก้าว ระยะห่างที่ลดลงทำให้มินตรามองเห็นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่วางทิ้งไว้ข้างม้านั่งหินอ่อนอย่างเร่งรีบ
“พี่เช็กอินแล้ว...” รินรดาสารภาพ เสียงกระซิบพร่า “แต่พอถึงหน้าเกต... พี่กลับก้าวขาไม่ออก พอนึกขึ้นได้ว่าตลอดสามเดือนต่อจากนี้จะไม่ได้ยินเสียงมิน จะไม่ได้เห็นหน้า ไม่ได้นั่งมองเวลามินขมวดคิ้วอ่านชีตสรุป... พี่ก็ทิ้งตั๋วใบนั้น แล้วนั่งรถย้อนกลับมาที่นี่”
“พะ...พี่ริน ทำแบบนั้นได้ยังไงคะ!” มินตราตกใจจนหน้าตื่น ลืมความขัดเขินไปสิ้นเชิง มือเรียวเล็กเอื้อมไปจับท่อนแขนของรุ่นพี่แน่น “งานวิจัยจบของพี่รินสำคัญมากไม่ใช่เหรอคะ อาจารย์ที่ปรึกษาจะว่ายังไง แล้วทุนวิจัยล่ะ—”
“ช่างมันเถอะค่ะ”
คำตอบสั้นๆ ทว่าหนักแน่นตัดบททุกลำดับเหตุผล รินรดารวบร่างบางของรุ่นน้องปีหนึ่งเข้ามากอดแนบแน่น ปลายคางมนเกยอยู่บนกลุ่มผมนุ่มของมินตรา อ้อมกอดนั้นกระชับแน่นเสียจนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน เป็นกอดที่สะท้อนถึงความโหยหา ความหวาดกลัว และกำแพงน้ำแข็งในหัวใจที่พังทลายลงจนหมดสิ้น
“พี่แค่ขอเวลาหนึ่งชั่วโมง... ขอนั่งมองหน้ามินตรงนี้ แล้วตีสี่พี่จะนั่งรถไฟเที่ยวแรกขึ้นไปเอง พี่จะรับผิดชอบงานของพี่ไม่ให้เสียหาย” รินรดาหลับตาลง ซุกใบหน้าลงกับซอกคออุ่นของคนในอ้อมแขน “แต่ตอนนี้... ขอให้พี่ได้ชาร์จพลังจากมินก่อนได้ไหมคะ”
หัวใจของมินตราเต้นระรัวจนแทบระเบิด ความลังเล ความไม่มั่นใจในตัวเองที่เคยคอยตอกย้ำว่าเธอเป็นเพียงเด็กปีหนึ่งธรรมดาๆ ที่ไม่คู่ควรกับดวงดาวอย่างรินรดา มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความอบอุ่นท่วมท้นที่แล่นพล่านไปทั่วอก มินตรายกแขนขึ้นโอบกอดแผ่นหลังของรุ่นพี่ตอบ ซึมซับทุกเสี้ยววินาทีของค่ำคืนที่แสนสั้น ราวกับจะกักเก็บไออุ่นนี้ไว้ใช้ประคับประคองหัวใจตลอดหลายร้อยชั่วโมงข้างหน้าที่ต้องห่างไกล
.
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา...
ความเป็นจริงของการ ‘เติบโต’ มักไม่เคยปรานีความรู้สึกของใคร
ห้องพักสี่เหลี่ยมแคบๆ ของมินตราเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาแขวนผนัง แสงสีฟ้าจากหน้าจอสมาร์ตโฟนสะท้อนเข้ากับดวงตาที่เหนื่อยล้าของเฟรชชี่สาว เธอนอนตะแคง กอดหมอนข้างพลางจ้องมองหน้าต่างแชตแอปพลิเคชัน LINE ที่ค้างอยู่บนหน้าจอ
*Rinrada P.*
*18:42 น. - พี่เข้าแล็บก่อนนะคะ วันนี้คงดึกมาก มินทานข้าวด้วยนะ อย่าลืมกินผักล่ะคะ*
*18:45 น. - [สติกเกอร์แมวส่งหัวใจ]*
นั่นคือข้อความสุดท้ายที่ส่งมาเมื่อห้าชั่วโมงที่แล้ว
มินตราใช้นิ้วโป้งเลื่อนหน้าจอขึ้นลงอย่างไร้จุดหมาย ช่องพิมพ์ข้อความปรากฏตัวอักษรที่เธอพิมพ์ค้างไว้แล้วลบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
*‘คิดถึงจังเลยค่ะ’* — ลบ
*‘พี่รินเหนื่อยไหมคะ วันนี้หนูเจอเรื่องตลกที่ชมรมด้วย อยากเล่าให้ฟังจัง’* — ลบ
*‘อย่าหักโหมมากนะคะ หนูเป็นห่วง’* — ลบ
ในที่สุด สิ่งที่เธอส่งออกไปกลับกลายเป็นเพียงรูปถ่ายหน้ากระดาษสรุปบทเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น พร้อมข้อความสั้นๆ ที่ดูไร้เดียงสาและปลอดภัยที่สุด
*‘พี่รินคะ กราฟเส้นนี้หนูยังคำนวณจุดดุลยภาพไม่ค่อยถูกเลยค่ะ... รบกวนช่วยดูให้หน่อยได้ไหมคะถ้าพี่ว่าง’*
มินตราถอนหายใจยาว วางโทรศัพท์คว่ำหน้าลงกับฟูกที่นอน เธอเกลียดตัวเองในเวลานี้เหลือเกิน เกลียดความขี้ขลาดที่ต้องหยิบยกเรื่อง ‘เลกเชอร์’ ขึ้นมาเป็นข้ออ้างในการทักหา เกลียดความรู้สึกไม่มั่นคงที่ผุดขึ้นมาในใจทุกครั้งที่นึกถึงชีวิตของรินรดาที่เชียงใหม่
ที่นั่น... รินรดาอยู่ท่ามกลางทีมนักวิจัยระดับหัวกะทิ มีทั้งอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ รุ่นพี่ปริญญาโทที่คุยภาษาเชิงวิชาการเดียวกับเธอได้อย่างคล่องแคล่ว แล้วตัวเธอล่ะ? เธอเป็นเพียงเด็กปีหนึ่งที่ยังสะดุดขากับข้อสอบมิดเทอม ยังงี่เง่าเรื่องการตีความกราฟง่ายๆ เธอจะเอาอะไรไปเทียบกับโลกที่คู่ควรของรินรดาได้
“เฮ้อ...”
เสียงถอนหายใจรอบที่ร้อยดังขึ้น ก่อนที่แรงสั่นสะเทือนสั้นๆ จากสมาร์ตโฟนจะทำให้มินตราสะดุ้งตัวลอย เธอรีบตะครุบเครื่องขึ้นมาดูด้วยหัวใจที่เต้นรัว
ไม่ใช่ข้อความตัวอักษร... แต่เป็นไฟล์เอกสาร PDF ขนาดใหญ่ที่ถูกส่งเข้ามา
*‘Lecture_Econ101_MintraSpecial.pdf’*
พร้อมกับข้อความที่ปรากฏขึ้นต่อกันทันที
*23:58 น. - “เพิ่งออกจากห้องแล็บค่ะ มือสั่นไปหมดแล้วเนี่ย”*
*23:59 น. - “เปิดดูไฟล์สิคะ พี่เขียนอธิบายจุดที่มินสงสัยไว้ให้แล้ว”*
มินตลนลานกดเปิดไฟล์นั้นด้วยนิ้วมือที่สั่นเทา หน้าเอกสารสแกนลายมือที่คุ้นตาปรากฏขึ้น ลายมือของรินรดาสวยงาม เป็นระเบียบ และทรงพลังเสมอ แต่สิ่งที่ทำให้ดวงตาของมินตราชื้นแฉะขึ้นมาคือลายมือหมึกสีแดงและสีน้ำเงินที่เขียนแทรกไว้ตามขอบกระดาษอย่างละเอียดลออ
มีลูกศรชี้ไปที่จุดผิดพลาดของกราฟ พร้อมข้อความตัวเล็กๆ:
*‘ตรงนี้คนเก่งของพี่ลืมกลับด้านสมการใช่ไหมคะ? จำได้ไหมที่พี่เคยบอกในห้องสมุดว่าอย่าใจร้อน ค่อยๆ คิด’*
เปิดไปอีกหน้าหนึ่ง มุมล่างสุดมีภาพวาดลายเส้นรูปแมวหน้าบึ้งตัวกลมๆ ที่รินรดาเคยวาดให้เธอบนโต๊ะอ่านหนังสือ พร้อมข้อความกำกับ:
*‘ถ้าอ่านถึงหน้านี้แล้วยังปวดหัว แปลว่าดื้อแอบนอนดึกอีกแล้วแน่ๆ ปิดไฟแล้วนอนได้แล้วค่ะ อย่าให้พี่ต้องบินกลับไปดุถึงที่นะ’*
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงเผาะลงบนหน้าจอมือถือ มินตราใช้หลังมือปาดมันออกอย่างลวกๆ ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านโอบล้อมหัวใจที่เคยเหน็บหนาว ระยะทางกว่าเจ็ดร้อยกิโลเมตรไม่อาจลดทอนความใส่ใจที่ผู้หญิงคนนี้มีให้เธอได้เลยแม้แต่น้อย รินรดาไม่เคยรำคาญข้ออ้างขอเลกเชอร์ของเธอเลยสักครั้ง ในทางกลับกัน รุ่นพี่กลับใช้มันเป็นสะพานเชื่อมช่องว่างระหว่างพวกเขาไว้เสมอ
ทันใดนั้น แถบแจ้งเตือนด้านบนก็สว่างวาบขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นข้อความเสียงความยาวเกือบหนึ่งนาที
มินตรากดฟังทันทีโดยไม่ลังเล เธอแนบลำโพงโทรศัพท์เข้ากับใบหู
เสียงถอนหายใจยาวอย่างอ่อนล้าดังขึ้นเป็นสิ่งแรก ตามมาด้วยเสียงกุกกักของสายลมและเสียงฝีเท้าที่กำลังก้าวเดินบนทางเท้าอันเงียบสงัด
*(“...มินคะ”)*
เสียงของรินรดาทุ้มต่ำและแหบแห้งกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด แต่ความนุ่มนวลในกระแสเสียงนั้นกลับชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด
*(“พี่ขอโทษนะคะที่สัปดาห์นี้แทบไม่มีเวลาโทรหาเลย งานที่ศูนย์วิจัยหนักกว่าที่คิดไว้มาก... ทุกคนเก่งกันไปหมดจนพี่รู้สึกว่าตัวเองต้องวิ่งให้ทันพวกเขาตลอดเวลา แต่รู้ไหมคะ... ทุกครั้งที่พี่รู้สึกเหนื่อยจนแทบหมดแรง สิ่งเดียวที่ทำให้พี่ยิ้มได้ คือการเปิดอ่านแชตของมิน”)*
เสียงปลายสายเงียบไปชั่วครู่ ได้ยินเพียงเสียงสูดลมหายใจลึก
*(“ขอบคุณนะคะที่ยังหาเรื่องส่งเลกเชอร์มาให้พี่ตรวจ... พี่ยินดีจะตรวจการบ้านของมินไปตลอดชีวิตเลยนะ รู้ตัวหรือเปล่า? คิดถึงนะคะ... คิดถึงมากๆ ทนรออีกนิดนะ แล้วพี่จะรีบกลับไปกอดมินให้แน่นกว่าคืนนั้นอีก... ฝันดีนะคะ เด็กดีของพี่”)*
คลิปเสียงจบลง ความเงียบงันกลับคืนสู่ห้องอีกครั้ง ทว่าในใจของมินตรากลับไม่มีความอ้างว้างหลงเหลืออยู่อีกต่อไป ใบหน้าหวานเห่อร้อนจนแดงลามไปถึงใบหู รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ เธอกอดโทรศัพท์ไว้แนบอก ราวกับจะกักขังน้ำเสียงอันแสนอบอุ่นนั้นไว้ข้างใน
มินตรายิ้มทั้งน้ำตา เธอพิมพ์ข้อความตอบกลับไปด้วยความกล้าหาญทั้งหมดที่มี
*‘หนูจะรอค่ะ... คิดถึงพี่รินที่สุดเหมือนกันนะคะ สู้ๆ นะคะคุณประธานชมรมของหนู’*
ข้อความขึ้นสถานะ *Read* แทบจะในวินาทีนั้น พร้อมสติกเกอร์รูปหัวใจดวงโตที่ส่งกลับมา มินตราหลับตาลงพร้อมรอยยิ้ม รู้สึกว่าค่ำคืนนี้ไม่ได้ยาวนานและหนาวเหน็บอย่างที่เคยกลัว เธอพร้อมแล้วที่จะปรับตัว พร้อมที่จะเติบโตไปพร้อมกับระยะทางนี้ เพื่อรอวันที่รินรดาจะกลับมา
ทว่า... ความสุขสงบนั้นดำรงอยู่ได้ไม่นาน
ตีสองครึ่ง
หน้าจอมือถือที่เพิ่งดับไปไม่นานกลับสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางความมืดมิด แรงสั่นเตือนสายเรียกเข้าดังครืดคราดอย่างบ้าคลั่งบนโต๊ะข้างเตียง มินตราที่กำลังสะลึมสะลือเอื้อมมือไปคว้ามันมาดู หัวใจกระตุกวูบเมื่อเห็นว่าเป็นสายวิดีโอคอลจากรินรดา
*‘พี่รินยังไม่นอนเหรอ... หรือมีเรื่องด่วนอะไร?’*
ด้วยความกังวล มินตรารีบกดรับสายทันที “พี่รินคะ? ยังไม่นอนอีกเหร—”
ภาพบนหน้าจอไม่ใช่ใบหน้าหวานละมุนที่เปื้อนยิ้มของรินรดาอย่างที่คาดหวัง
หน้าจอหมุนคว้างอยู่ในความมืดสลัว มองเห็นเพดานห้องสีขาวสว่างจ้าด้วยไฟนีออน และเสียงที่ดังแทรกผ่านลำโพงออกมาไม่ใช่เสียงลมหายใจอันอ่อนโยน แต่เป็นเสียงสัญญาณเตือนภัยของเครื่องวัดชีพจรทางการแพทย์ที่ดังถี่รัวอย่างน่าสะพรึงกลัว!
ก่อนที่มินตราจะได้เอ่ยปากถามอะไร กล้องโทรศัพท์ก็ถูกใครบางคนหยิบขึ้นมาปรับองศา ปรากฏใบหน้าของหญิงสาวแปลกหน้าในชุดกาวน์แพทย์ ดวงตาของหล่อนฉายแววตระหนกและเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด
และประโยคแรกที่หลุดออกมาจากปากของคนปลายสาย ก็ดึงมินตราให้ดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความสิ้นหวังในชั่วพริบตา
“คุณเป็นญาติของคนไข้ชื่อรินรดาใช่ไหมคะ?! เกิดอุบัติเหตุสารเคมีระเบิดในห้องแล็บชั้นสูง... ตอนนี้คนไข้หมดสติและภาวะหัวใจหยุดเต้น กำลังนำตัวเข้าห้องฉุกเฉินวิกฤตค่ะ!”
***
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ความรักของพวกเธอมาโดยตลอดนะคะ ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยค่ะ — กลิ่นลิลลี่สีขาว
รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ•ตอนที่ 44
การปรับตัวของความสัมพันธ์
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!