รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ•ตอนที่ 43

ความฝันที่สวนทาง

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
แฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเข้มแผ่นนั้น... น้ำหนักของมันช่างเบาหวิวในทางกายภาพ แต่กลับหนักอึ้งรากับยกภูเขามาทับลงบนทรวงอกของมินตรา เสียงกระดาษพลิกเปิดผ่านปลายนิ้วเรียวยาวของคุณรินรดา ดังแทรกเข้ามาในความเงียบงันของห้องสมุดเงียบสงบในยามวิกาล บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกดูดกลืนออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเสียงหัวใจของเฟรชชี่ปีหนึ่งที่เต้นระรัวราวกับกลองเพลในอก ดวงตากลมโตคู่สวยไหวระริก มองจ้องใบหน้าคมคายของรุ่นพี่ปีสี่ที่ยังคงนิ่งสงบ ทว่าแววตาหลังกรอบแว่นทรง The Row กลับไหววูบคล้ายผิวน้ำถูกลมพัดยามค่ำคืน "คุณรินรดาคะ... นี่มันหมายความว่ายังไงกันคะ?" เสียงของมินตราสั่นพร่า หลุดลอดริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันจนแทบไม่เหลือสีเลือด ปลายนิ้วเล็กกำชายเสื้อกันหนาวไหมพรมสีครีมของตัวเองแน่นเสียจนยับยู่ยี่ ความอบอุ่นจากอ้อมกอดในห้องชมรมวิชาการเมื่อวานนี้ยังไม่ทันจางหายจากความทรงจำ ความตื่นเต้นที่เคยแอบหวังว่าความสัมพันธ์ของเราจะก้าวข้ามผ่านเส้นกั้น "รุ่นพี่-รุ่นน้อง" ไปได้ คล้ายถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัดจนชาดิ่งไปทั่วร่าง รินรดาเงยหน้าขึ้นจากกระดาษแผ่นบาง เปลือกตาสີน้ำผึ้งสวยกะพริบช้าๆ เพื่อซ่อนประกายความไหววูบในดวงตาเอาไว้ เธอวางเอกสารทุนการศึกษาและตั๋วเครื่องบินเที่ยวบินด่วนลงบนโต๊ะไม้ขัดมันอย่างนุ่มนวล ก่อนจะประสานมือทั้งสองข้างเข้าหากันบนตัก ท่าทางที่ดูสุขุมและเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ยิ่งทำให้มินตรานึกกลัว... กลัวเหลือเกินว่าคำตอบที่จะได้รับต่อจากนี้ จะพังทลายโลกทั้งใบของเธอลง "มันคือโอกาสค่ะ... มินตรา" น้ำเสียงนุ่มทุ้มที่มินตราเคยหลงใหล บัดนี้กลับราบเรียบและห่างเหินราวกับเว้นระยะห่างเพื่อป้องกันไม่ให้ใครเจ็บปวดเกินไป "โอกาส... ที่พี่ต้องไปลอนดอนคืนนี้เลยเหรอคะ?" มินตราเค้นเสียงถาม รอยยิ้มฝื่อนๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างน่าเวทนา น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ตั้งแต่ได้ยินข่าวร้ายเริ่มเอ่อคลอหน่วยจนภาพตรงหน้าพร่าเลือน "ทำไม... ทำไมพี่รินถึงไม่เคยบอกมินตราเลยล่ะคะ? ตลอดเวลาที่เราอ่านหนังสือด้วยกัน ตลอดเวลาที่เรา... ที่เราใกล้ชิดกัน มันไม่มีความหมายอะไรเลยเหรอคะสำหรับพี่?" หัวใจของมินตราเจ็บแปลบจนแทบทนไม่ไหว คำถามที่พรั่งพรูออกมาเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจและความหวาดกลัว ความรักที่เธอเพิ่งกล้าเปิดใจยอมรับ ยอมแม้กระทั่งทำตัวกล้าหาญเพื่อเข้าหาผู้หญิงที่เพิ่งมีกำแพงในใจ กำลังจะพังทลายลงก่อนที่มันจะได้เบ่งบานเสียด้วยซ้ำ รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าอ้อมโต๊ะไม้ตัวยาวมาหยุดยืนตรงหน้าเด็กสาวปีหนึ่งที่กำลังนั่งน้ำตาคลอเบ้าอยู่บนเก้าอี้ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกลิลลี่ขาวที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวลอยแตะจมูก ยิ่งทำให้มินตราอยากจะโผเข้ากอดรั้งร่างบางนี้ไว้เหลือเกิน ทว่าระยะห่างเพียงแค่คืบ กลับให้ความรู้สึกไกลโพ้นราวกับอยู่คนละฟากฟ้า มือเรียวของคุณรินรดายื่นออกมาช้าๆ ปลายนิ้วอุ่นแตะเบาๆ ที่พวงแก้มเนียนใสที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตา การกระทำที่แสนอ่อนโยนนี้ยิ่งทำให้มินตราสะอื้นฮักออกมาอย่างอดไม่อยู่ "อย่าร้องไห้เลยค่ะ... คนดีของพี่" รินรดากระซิบแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยมองลึกเข้ามาในดวงตาของมินตรา แววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายจนยากจะคาดเดา "พี่ไม่ได้อยากปิดบัง... แต่ถ้าพี่บอกมินตราล่วงหน้า พี่กลัวค่ะ... กลัวว่าตัวเองจะใจอ่อน กลัวว่าความอ่อนแอของพี่จะทำให้มินตราต้องมาจมปลักอยู่กับอนาคตที่มองไม่เห็นของพี่" "แล้วอนาคตของพี่... ไม่มีมินตรารวมอยู่ด้วยเลยเหรอคะ?" คำถามนั้นเปรียบเสมือนมีดกรีดลงกลางใจ ทั้งสองฝ่ายตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจสั่นสะท้านของมินตราและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ ในห้องสมุด รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาไหววูบก่อนจะหลบสายตาลงมองพื้นไม้ เธอถอนหายใจยาวเหยียดราวกับกำลังแบกรับภาระอันหนักอึ้งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ "ทุนนี้... เป็นโอกาสครั้งสำคัญของครอบครัวและอนาคตของพี่ค่ะ มินตราชjองเข้าใจนะคะว่าเรายังเด็กเกินกว่าจะเอาชีวิตวัยรุ่นทั้งหมดมาผูกติดไว้กับความไม่แน่นอน..." "เด็กเหรอคะ?" มินตราหัวเราะทั้งน้ำตา คำว่า 'เด็ก' จากปากของคนที่เธอรักมันบาดลึกเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เธอปัดมือของคุณรินรดาที่แตะอยู่บนแก้มออกเบาๆ แม้หัวใจจะเจ็บปวดจนแทบขาดรẫй "ใช่ค่ะ... มินตรามันแค่เด็กปีหนึ่ง เป็นแค่รุ่นน้องที่คอยวิ่งตามขอเลกเชอร์พี่ เป็นแค่คนที่พี่คงคิดว่าจะสลัดทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ใช่ไหมคะ!" "มินตรา!" รินรดาขึ้นเสียงเล็กน้อยด้วยความตกใจ ใบหน้าสวยคมฉายแววตึงเครียดขึ้นมาทันที "พี่ไม่ได้หมายความแบบนั้นนะคะ... พี่แค่..." "ถ้าพี่ไป... เราจะจบกันแค่นี้ใช่ไหมคะ?" คำถามที่ตรงไปตรงมาจนน่าตกใจหลุดออกจากปากของมินตรา ร่างบางยืนขึ้นเผชิญหน้ากับรุ่นพี่ตัวสูง ดวงตากลมโตจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย เพื่อค้นหาคำตอบที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความเงียบงันนั้น ความกลัวที่จะสูญเสียทำให้มินตรากล้าที่จะยื่นคำขาด แม้รู้ว่ามันอาจเป็นการผลักรินรดาให้เดินจากไปเร็วขึ้นก็ตาม รินรดานิ่งค้างไป เธอมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ตีรันวน in her chest มือที่กำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังต่อสู้กับความรู้สึกภายในอย่างรุนแรง เวลาในนาฬิกาแขวงผนังเดินผ่านไปทีละวินาทีราวกับการทรมาน ก่อนที่รินรดจะทันได้เอื้อnคำใดออกมา เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อโค้ทของคุณรินรดาก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ รินรดาก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ แววตาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันทีเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองมินตราด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดระคนจำยอม "รถมารับพี่แล้วค่ะ... มินตรา" รินรดาพูดเสียงแหบพร่า ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวราวกับต้องการสร้างระยะห่าง "พี่ต้องไปแล้ว..." มินตรารู้สึกราวกับพื้นดินใต้ฝ่าเท้ากำลังพังทลายลง เธอไม่ยอมขยับเขยื้อn ร่างกายชาดิ่งจนก้าวขาไม่ออก ทำได้เพียงมองดูรินรดาหันหลังหยิบกระเป๋าเดินทางสีดำสนิทที่วางอยู่มุมห้องขึ้นมาถือไว้ในมือ รินรดาเดินไปถึงประตูห้องสมุด มือเรียวผลักบานประตูให้เปิดออก แสงไฟสีส้มสลัวจากทางเดินสาดกระทบแผ่นหลังบางนั้นให้ดูโดดเดี่ยวและอ้างว้าง ทว่าก่อนที่ร่างสูงจะก้าวพ้นขอบประตู รินรดากลับหยุดชะงัก เธอยังไม่ได้หันกลับมามอง ทว่าเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยลอดผ่านความเงียบกลับทำให้หัวใจของมินตรากระตุกวูบ "ถ้า... ถ้าเรียนจบปริญญาโทแล้ว... ถ้าวันนั้นเรายังรู้สึกเหมือนเดิม..." รินรดาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง กลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก "รอนะคะ... มินตรา" ประโยคสุดท้ายยังไม่ทันจดจำ ร่างสูงของคุณรินรดาก็หายลับไปจากประตู ทิ้งให้มินตรายืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางกองเอกสารและกลิ่นจางๆ ของดอกลิลลี่ขาวที่เริ่มจางหาย น้ำตาหยดสุดท้ายไหลรินอาบแก้ม มินตราชันเข่าทรุดลงนั่งกับพื้นห้องสมุดอย่างไร้เรี่ยวแรง ความหวังที่เคยมีพังทลายไม่เป็นท่า ทว่า ในวินาทีที่เธอกำลังจะก้มหน้าร้องไห้สะอื้นอย่างไร้ความหวังนั้นเอง... เสียงฝีเท้าฝีเท้าคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง เป็นฝีเท้าที่หนักแน่นและคุ้นเคยเกินกว่าจะเป็นใครอื่น "คิดเหรอคะว่าจะหนีรินคนนี้พ้นง่ายๆ น่ะ?" เสียงกระซิบกระซาบที่ดังขึ้นข้างใบหู พร้อมกับสัมผัสอุ่นวาบของเสื้อโค้ทตัวหนาที่ถูกนำมาคลุมไหล่ให้มินตราอย่างแผ่วเบา ทำให้เฟรชชี่สาวต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด... เมื่อหันกลับไปมอง เธอกลับต้องพบกับบุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุดกำลังยืนยิ้มบางๆ ทั้งน้ำตาคลอหน่วยอยู่ตรงหน้าเธอในยามวิกาลนี้! (โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ) ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่เดินทางเคียงข้างและสนับสนุน "กลิ่นลิลลี่สีขาว" มาโดยตลอดนะคะ
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%