หยดน้ำฝนที่เกาะอยู่บนกระจกหน้าต่างร้านกาแฟร้านเดิม ร่วงหล่นลงมาเป็นทางยาว ราวกับนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังเวลาของพวกเราอย่างไรอย่างนั้นค่ะ มินตรานั่งนิ่งอยู่ที่เดิม มือเรียวบางกำแก้วโกโก้อุ่นๆ จนปลายนิ้วขึ้นสีแดงระเรื่อ ภาพเหตุการณ์เมื่อวานยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ประโยคสุดท้ายของรินรดาเปรียบเสมือนใบมีดที่กรีดลึกลงมาบนความรู้สึก *“ความจริงในหน้าสุดท้าย อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการอ่านหรอกนะ”* — มันหมายความว่าอะไรกันแน่คะ ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร และทำไมรินรดาถึงต้องเลือกที่จะเดินจากไปพร้อมกับสายตาคู่นั้นด้วย
ประตูร้านเปิดออกพร้อมกับเสียงกระดิ่งลมที่ดังขึ้นแผ่วเบา กลิ่นอายความชื้นของฝนด้านนอกลอยเข้ามาปะทะกับไออุ่นภายในร้าน ร่างสูงโปรดในชุดเสื้อโค้ดสีเบจคุ้นตาปรากฏขึ้น รินรดากวาดสายตามองหาชั่วครู่ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่มุมโปรดของเรา
รุ่นพี่เดินตรงมาที่โต๊ะ ร่มคันยาวในมือถูกวางพิงไว้ที่มุมผนังอย่างเรียบร้อย ก่อนที่เจ้าตัวจะหย่อนตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม มินตราเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความประหม่าและความเจ็บปวดที่ยังตกค้าง แต่ทว่า... แววตาของรินรดากลับนิ่งสนิท ราวกับผิวน้ำในบึงลึกที่ไม่มีกระแสลมใดๆ พัดผ่าน
"รอนานไหมคะมินตรา" น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบระหว่างเรา
"ไม่ค่ะ... มินตราเพิ่งมาถึงเหมือนกัน" มินตราตอบเสียงแผ่ว หลบสายตาลงมองผิวนโกโก้ในแก้วที่เริ่มเย็นลง
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาอีก บรรยากาศรอบตัวช่างอึดอัดและเปราะบางเหลือเกิน ราวกับว่าหากใครเผลอหายใจแรงเกินไป ทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายลงมาได้ในทันที มินตราเม้มริมฝีปากแน่น ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อวานเริ่มตีตื้นขึ้นมาจนจุกที่ลำคอ
"เรื่องเมื่อวาน..." มินตราตัดสินใจโพรงขึ้น ทำลายกำแพงความเงียบ มือเล็กกำเข้าหากันแน่นบนตัก "ผู้หญิงคนนั้น... คือใครเหรอคะพี่ริน"
รินรดาชะงักไปเล็กน้อย เปลือกตาบางกะพริบลงช้าๆ ก่อนที่เรียวปากสีพีชธรรมชาติจะคลี่ยิ้มจางๆ ออกมา เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ทำให้คนมองรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งทำให้มินตรารู้สึกเคว้งคว้างกว่าเดิม
"เด็กๆ มักจะมีความสงสัยในเรื่องที่ไม่จำเป็นเสมอเลยนะคะ" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรื่อยเปื่อย มือเรียวยื่นไปหยิบแก้วกาแฟดำขึ้นมาจรดริมฝีปาก จิบน้อยๆ ก่อนจะวางลงที่เดิม "โดยเฉพาะเรื่องของอนาคต... ที่บางครั้ง เราพยายามไขว่คว้าหาคำตอบ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าคำตอบนั้นอาจทำร้ายตัวเอง"
"แต่มินตราไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ!" มินตราเผลอขึ้นเสียงเล็กน้อยด้วยความน้อยใจ ดวงตากลมโตเริ่มมีหยดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมา "พี่รินกำลังจะเรียนจบ... กำลังจะไปไกลจากตรงนี้ แล้วมินตราล่ะคะ? สำหรับพี่รินแล้ว มินตราเป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่เข้ามาขอเลกเชอร์... เป็นแค่ความสัมพันธ์ชั่วคราวระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องในชมรมแค่นั้นเองเหรอคะ"
คำถามที่กลั้นใจมานานหลุดออกไปจนหมดสิ้น มินตราบีบมือตัวเองแน่นจนเจ็บ เพื่อกลั้นไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดลอดออกมา ภาพของรุ่นพี่ที่คอยสอนการบ้าน คอยส่งยิ้มอบอุ่นให้ในห้องสมุด หรือแม้แต่การแกล้งทำเป็นลืมสมุดเลกเชอร์ เพื่อให้มีข้ออ้างได้นั่งใกล้กัน... ทุกอย่างมันมีความหมายกับมินตรามากเหลือเกิน แต่วันนี้ ทุกอย่างกำลังจะพังทลายลงใช่ไหมคะ
รินรดานิ่งเงียบไปนาน สายตาคู่คมที่มักจะซ่อนความอ่อนโยนเอาไว้เสมอ บัดนี้กลับฉายแววไหววูบเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม รุ่นพี่ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาสอดประสานกับมินตราอย่างตรงไปตรงมา
"มินตราคะ..." รินรดาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แต่มันกลับยิ่งทำให้หัวใจของคนฟังปวดหนึบ "โลกของผู้ใหญ่ไม่ได้สวยงามเหมือนในนิยายรักหรอกนะคะ พี่มีเส้นทางที่ต้องเดิน มีความรับผิดชอบที่ถูกขีดเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว... การที่พี่เข้ามาใกล้ชิดกับเรา บางที... มันอาจจะเป็นความเห็นแก่ตัวของพี่เอง ที่อยากหาความอบอุ่นเล็กๆ ในช่วงเวลาสุดท้ายของการเป็นนักศึกษา"
"ความเห็นแก่ตัว... งั้นเหรอคะ?" มินตราทวนคำ หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความรู้สึกชาหนาแผ่ซ่านไปทั่วร่าง "ที่ผ่านมา... ความรู้สึกที่พี่รินมีให้มินตรา มันเป็นแค่เรื่องแก้เหงาเหรอคะพี่ริน"
"พี่ไม่เคยพูดแบบนั้นนะคะ" รินรดารีบแย้งขึ้นมาทันที แววตาฉายความเจ็บปวดขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างปิดไม่มิด "แต่เพราะพี่รู้ว่าตัวพี่เองกำลังจะไปไหน และไม่สามารถให้อะไรกับมินตราได้ในระยะยาว... ถึงได้พยายามรักษาระยะห่างไงคะ การที่เราต่างคนต่างอยู่บนเส้นทางของตัวเอง มันคือทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว"
"ทางที่ดีที่สุดของพี่ริน... คือการผลักมินตราออกไปอย่างนั้นเหรอคะ!" หยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลรินลงมาอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ มินตราแค่นหัวเราะทั้งน้ำตา ความน้อยใจและความเสียใจประดังประเดเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก "พี่รินใจร้ายที่สุดเลยค่ะ... ใจร้ายมาโดยตลอด"
รินรดานิ่งงันไปกับคำตัดพ้อนั้น มือเรียวภายใต้โต๊ะเผลอขยับเข้าหากันเล็กน้อย ราวกับอยากจะเอื้อมมือมาเช็ดน้ำตาให้เหมือนทุกครั้ง แต่สุดท้าย... เจ้าตัวก็เลือกที่จะวางมือไว้นิ่งๆ เช่นเดิม ปล่อยให้ความเงียบเข้าทำหน้าที่ตอกย้ำความเจ็บปวดของคนทั้งคู่
สายฝนด้านนอกยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เช่นเดียวกับระยะห่างระหว่างหัวใจสองดวงที่ดูเหมือนจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนยากจะเอื้อมถึง มินตราบดริมฝีปากแน่น เตรียมใจจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินหนีออกไปจากตรงนี้ เพื่อยุติความทรมานที่แสนอึดอัดนี้เสียที
แต่ทว่า... ในวินาทีที่มินตรากำลังจะดันเก้าอี้ถอยหลัง ประตูร้านกาแฟก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบ ร่างเพรียวบางในชุดสูททำงานสากลเดินตรงดิ่งมาหยุดอยู่ที่โต๊ะของเราทั้งสองคน
รินรดาลุกขึ้นยืนทันทีเมื่อเห็นว่าใครเป็นผู้มาใหม่ ส่วนมินตรา... เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้หญิงคนนั้น หัวใจที่กำลังแตกสลายก็ต้องหยุดเต้นไปชั่วขณะ เพราะใบหน้าของเธอมันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับรินรดาจนน่าตกใจ และที่สำคัญที่สุด... ผู้หญิงคนนั้นส่งซองเอกสารสีน้ำตาลให้รินรดา พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำลายโลกทั้งใบของมินตราลงในพริบตา
"คุณรินรดาคะ... ใบสมัครทุนเรียนต่อปริญญาโทที่ลอนดอน และตั๋วเครื่องบินเที่ยวบินด่วนรอบคืนนี้... เรียบร้อยดีค่ะ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับความรู้สึกของพวกเธอนะคะ
รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ•ตอนที่ 42
วันที่ฝนพรำอีกครั้ง
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!