รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ•ตอนที่ 45

ความคิดถึงที่ล้นปรี่

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
แฟ้มเอกสารสีกรมท่าในมือของมินตราหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก... หรือบางที อาจเป็นเพราะก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของเธอกำลังเต้นโครมครามจนควบคุมจังหวะไม่ได้กันแน่ ลิฟต์โดยสารของตึกทำการบริษัทสถาปนิกชื่อดังใจกลางเมืองเคลื่อนตัวขึ้นสู่ชั้นยี่สิบสองอย่างเงียบเชียบ เงาสะท้อนจากผนังกระจกใสเผยให้เห็นเด็กสาวปีหนึ่งในชุดนักศึกษาเรียบร้อย ร่างโปร่งบางพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นใจที่หล่นหายไปทีละนิด นิ้วเรียวสำรวจความเรียบร้อยของเสื้อและกระโปรงพลอยสั่นเทาเล็กน้อย ความคิดที่ว่า *“ฉันกำลังทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย”* วิ่งวนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ได้รับข้อความสั้น ๆ จากฟ้าใสเมื่อคืนว่ารินรดาต้องทำงานล่วงเวลาติดต่อกันเป็นคืนที่สาม แต่ก็นั่นแหละค่ะ... จะให้เธอนั่งอยู่เฉย ๆ ที่หอพักโดยปล่อยให้รุ่นพี่คนโปรดเผชิญความเหนื่อยล้าอยู่ลำพังได้อย่างไร ในเมื่อบันทึกการเรียนและข้อความให้กำลังใจในเลกเชอร์เล่มเก่า ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำของเธอเลยสักวัน ติ๊ง! เสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นพร้อมกับบานประตูลิฟต์ที่เปิดออก กลิ่นอายของกระดาษพิมพ์เขียว กาแฟดำเข้มข้น และบรรยากาศการทำงานที่เร่งรีบปะทะเข้ากับใบหน้าของมินตราทันที พื้นที่สำนักงานกว้างขวางถูกแบ่งเป็นสัดส่วนด้วยฉากกั้นกระจก ผู้คนในชุดทำงานกึ่งทางการเดินขวักไขว่ไปมาโดยไม่มีใครสังเกตเห็นเฟรชชี่ตัวเล็ก ๆ ที่ยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าแผนกออกแบบสถาปัตยกรรม “ขอโทษนะคะ มาติดต่อใครหรือเปล่าหนู” เสียงทุ้มนุ่มของพี่พนักงานฝ่ายบุคคลดังขึ้นใกล้ ๆ ทำเนียนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มใจดี “เอ่อ... คือ... มินมาหารุ่นพี่ค่ะ! พี่รินรดา สถาปัตย์ปีสี่ค่ะ” มินตราบอกเสียงตะกوتเล็กน้อย พยายามดึงสติแล้วคลี่ยิ้มสู้กล้อง แม้เหงื่อกาฬจะเริ่มซึมตามไรผม “อ๋อ... รินรดาเหรอคะ อยู่โซนด้านในสุดโน่นเลยค่ะ กำลังหัวหมุนกับโมเดลตึกใหม่อยู่พอดี ระวังอย่าไปกวนน้องเขานะคะช่วงนี้อารมณ์ดุเป็นพิเศษ” พี่พนักงานสาวพยักเพยิดไปทางมุมห้องกระจกบานใหญ่ พร้อมกับหัวเราะเบา ๆ อย่างเอ็นดู มินตราโค้งศีรษะขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะสาวเท้าย่างก้าวอย่างระมัดระวังราวกับเดินอยู่บนเส้นด้าย ยิ่งเข้าใกล้โซนที่ว่า หัวใจของเธอก็ยิ่งเต้นรัวแรงจนแทบจะกระโจนออกมานอกอก ภาพเบื้องหลังผนังกระจกใสเผยให้เห็นแผ่นหลังคุ้นเคย รินรดากำลังนั่งง่วนอยู่กับโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกระดาษไข ดินสอ และชิ้นส่วนโมเดลจำลอง เส้นผมสีดำสนิทที่มักจะรวบไว้หลวม ๆ ยามนี้หลุดลุ่ยลงมาคลอเคลียต้นคอระหง เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นเรียวแขนเนียนที่ขยับตัดกระดาษอย่างตั้งอกตั้งใจ ทว่า... สีหน้าของรุ่นพี่สาวกลับดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ขอบตาสีคล้ำจาง ๆ บ่งบอกถึงการอดนอนสะสมมาหลายวัน มือบางที่กำแฟกระดาษบรรจุชาเขียวอุ่น ๆ ซื้อมาจากร้านใต้ตึกกระชับแน่นขึ้น เธอยืนนิ่งอยู่หน้าประตูกระจก มองดูคนพี่ถอนหายใจยาวออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความเคร่งเครียด ก่อนจะยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบา ๆ ภาพนั้น... มันบีบหัวใจของมินตราเหลือเกินค่ะ ก๊อก ๆ ๆ เสียงเคาะกระจกเบา ๆ สองครั้งเรียกสติของคนที่กำลังจมอยู่ในกองงานให้เงยหน้าขึ้น รินรดากลอกตาด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อยที่มีคนมารบกวนในยามวิกาลแบบนี้ แต่ทันทีที่ดวงตากลมโตคู่นั้นมองลอดผ่านกรอบแว่นสายตาแล้วสบเข้ากับดวงตาคู่ใสของเด็กปีหนึ่งที่ยืนยิ้มเจื่อนอยู่หลังบานกระจก ประโยคต่อว่าที่เตรียมจะพ่นใส่ก็กลืนหายลงคอไปในทันที “มินตรา...?” เสียงหวานติดแหบพร่าเอ่ยชื่อนั้นออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชะوกมองซ้ายมองขวาราวกับกลัวว่านี่จะเป็นภาพหลอนจากความเหนื่อยล้า ก่อนจะรีบสาวเท้าเข้ามาเปิดประตูกระจกออกกว้าง “เธอ... มาทำอะไรที่นี่ดึกดื่นแบบนี้คะ? แล้วเข้ามาได้ยังไง รปภ. ข้างล่างไม่ว่าเหรอ” น้ำเสียงที่พยายามดุแต่แฝงไว้ด้วยความตกใจและห่วงใย ทำให้น้ำตาคลอเบ้าของมินตราเกือบจะเอ่อล้นออกมา เด็กสาวก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวรุ่นพี่อย่างลืมตัว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ประจำตัวของรินรดายิ่งทำให้ความรู้สึกคิดถึงที่อัดอั้นมาตลอดสัปดาห์พรั่งพรูออกมาจนหมด “มิน... มินคิดถึงพี่รินนี่คะ” เสียงสั่นเครือเอ่ยตอบออกไปตรง ๆ ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองเจ้าของห้องด้วยความเวทนาและตัดพ้อในที “แล้วก็... เห็นพี่ฟ้าใสบอกว่าพี่รินไม่ได้นอนมาสองคืนแล้ว มินเป็นห่วง... เป็นห่วงจนอยู่เฉยไม่ได้ค่ะ” รินรดาชะงักงัน แววตานิ่งสนิทที่มักจะซ่อนความรู้สึกไว้ภายใต้กำแพงน้ำแข็ง ไหววูบลงอย่างรุนแรงเมื่อได้ยินประโยคซื่อตรงนั้น หัวใจที่เคยปิดตายและพยายามเว้นระยะห่างมาตลอด เพื่อไม่ให้เด็กคนนี้ต้องเข้ามาแปดเปื้อนกับความยุ่งเหยิงในชีวิตของเธอ กลับถูกคำว่า ‘เป็นห่วง’ สั่นคลอนจนแทบพังทลาย “เด็กโง่เอ๊ย...” รินรดายกมือขึ้นนวดสันจมูกตัวเองเบา ๆ เพื่อกลั้นความรู้สึกบางอย่างที่กำลังตีรวนขึ้นมาในอก ปลายจ้วงถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะเอื้อมมือมาคว้าข้อมือเล็กของมินตราแล้วดึงให้เดินตามเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัว พร้อมกับปิดประตูกระจกสนิทเพื่อตัดขาดจากสายตาของเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบา ๆ มินตราถูกพามานั่งลงบนเก้าอี้รับแขกตัวนุ่ม รินรดารemove แว่นสายตาออก วางมันลงบนโต๊ะทำงาน ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงคุกเข่าข้างหนึ่งตรงหน้าเก้าอี้ที่เด็กสาวนั่งอยู่ มือเรียวยื่นไปรับแก้วชาเขียวอุ่น ๆ มาจากมือของอีกฝ่าย วางมันลงบนโต๊ะข้าง ๆ โดยไม่ละสายตาไปจากใบหน้าหวานที่ตอนนี้แก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย “รู้ไหมคะว่ามันอันตรายแค่ไหนที่เด็กปีหนึ่งตัวคนเดียวจะนั่งรถไฟใต้ดินข้ามเมืองมาหาคนอื่นตอนสามทุ่มแบบนี้?” รินรดาเอ่ยเสียงนุ่ม แต่แฝงไปด้วยความดุที่ไม่อาจปฏิเสธได้ “มินไม่ได้มาคนเดียวนะคะ... มินมากับพี่ฟ้าใส แต่รออยู่ข้างล่างตึกโน่นค่ะ” มินตราเถียงเสียงอ่อย หลบสายตาคมกริบที่จ้องมองมาอย่างจับผิด “อีกอย่าง... มินไม่ได้อยากเป็นเด็กดื้อหรอกนะคะ แต่ถ้ามินไม่มาวันนี้ มินคงนอนไม่หลับไปอีกหลายวันแน่ ๆ เลยค่ะ” รินรดาเงียบไป อารมณ์ความรู้สึกมากมายกำลังตีรันพันตูอยู่ในใจ รุ่นพี่สาวถอนหายใจออกมาเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันก็ไม่รู้ มือบางยื่นขึ้นไปแตะเบา ๆ ที่แก้มนิ่มของมินตรา ปลายนิ้วเรียวสัมผัสได้ถึงความอุ่นร้อนและเนียนนุ่มที่โหยหาโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคู่คมจ้องลึกลงไปในดวงตากลมโต ค้นหาความจริงใจทั้งหมดที่เด็กคนนี้มอบให้เธออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย “เธอทำให้พี่ใจสั่นรู้ตัวไหม... มินตรา” เสียงกระซิบแผ่วเบาลอยละล่องผ่านความเงียบ ชวนให้หัวใจของคนฟังเต้นรัวจนแทบหยุดหายใจ “ถ้าใจสั่นแล้ว... แปลว่าพี่รินใจอ่อนให้มินบ้างหรือยังคะ?” มินตราช้อนตามองกลับด้วยความกล้าหาญที่รวบรวมไว้ทั้งหมด นิ้วก้อยเรียวเล็กยื่นออกไปเกี่ยวชายเสื้อเชิ้ตของรินรดาไว้เบา ๆ ราวกับเด็กน้อยที่กลัวว่าผู้ปกครองจะทิ้งให้อยู่ลำพัง รินรดายิ้มบาง ๆ ออกมาเป็นครั้งแรกในรอบสัปดาห์ รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มจนมินตราแทบละสายตาไม่ได้ ใบหน้าสวยคมโน้มเข้าไปใกล้เรื่อย ๆ จนลมหายใจอุ่น ๆ ของทั้งคู่เริ่มเจือจางเข้าหากัน ระยะห่างระหว่างกันลดลงเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น... ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูกระจกดังขึ้นกะทันหัน พร้อมกับร่างของหัวหน้าโปรเจกต์รุ่นพี่ผู้ชายที่ผลักประตูเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว “รินรดา แบบแปลนโครงสร้างชั้นสามที่เธอแก้... เฮ้ย! ขอโทษทีพี่ไม่รู้ว่ามีแขก” ชายหนุ่มชะงักกึก มองภาพรุ่นน้องสาวคนเก่งที่กำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเด็กปีหนึ่งในท่าทางที่ล่อแหลมและกำกวมสุดขีด รินรดารีบผุดลุกขึ้นยืนทันที ใบหน้าหวานเฉี่ยวขึ้นสีแดงจัดด้วยความกระอักกระอ่วน ผิดกับมินตราที่รีบก้มหน้าซ่อนความเขินอายจนคางแทบชิดอก “เอ่อ... ไม่เป็นไรค่ะพี่กร เดี๋ยวรินตามออกไปดูเอกสารข้างนอกนะคะ” รินรดาเอ่ยเสียงเรียบพยายามควบคุมสติให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด ชายหนุ่มยิ้มแห้ง ๆ พยักหน้ารับก่อนจะถอยหลังออกจากห้องแล้วปิดประตูลงอย่างรู้จอง ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศกลับอวลไปด้วยความระอุที่ยากจะดับลง รินรดากลับมาหันหน้ามองเด็กสาวที่นั่งหน้าแดงแจ๋อยู่บนเก้าอี้ รุ่นพี่สาวถอนหายใจยาวพรืด พลางส่ายหัวเบา ๆ ด้วยความหมั่นไส้ระคนเอ็นดู “เห็นไหมคะ... เพราะความใจกล้าของเธอแท้ ๆ เกือบทำให้พี่เสียชื่อเสียงในที่ทำงานแล้วไหมล่ะ” รินรดาแกล้งเอ็ดเสียงเข้ม แต่รอยยิ้มที่มุมปากกลับฟ้องชัดเจนว่าไม่ได้โกรธจริง ๆ “ก็... ใครใช้ให้พี่รินทำตัวน่าเป็นห่วงล่ะคะ” มินตราลุกขึ้นยืนบ้าง รวบรวมความกล้าก้าวเข้าไปประชิดตัวรุ่นพี่อีกครั้ง ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับด้วยความดื้อรั้นที่น่ารัก “ถ้าพี่ยังดื้อไม่ยอมพักผ่อน คืนนี้มินจะไม่ยอมกลับหอจริง ๆ ด้วยนะคะ จะนั่งเฝ้าตรงนี้แหละ ให้รู้กันไปเลยว่าใครจะดื้อกว่ากัน” รินรดานิ่งงันไปเมื่อถูกสายตาคู่นั้นจู่โจมอย่างจัง รอยยิ้มบางค่อย ๆ หายไป แทนที่ด้วยแววตาซับซ้อนที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายที่อัดแน่นอยู่ในอก มือเรียวเอื้อมขึ้นไปจับกลุ่มผมนุ่มของเด็กสาวเบา ๆ แล้วออกแรงโยกเบา ๆ อย่างหมั่นไส้ “งั้นเหรอคะ... ถ้าไม่ยอมกลับ แล้วรู้ไหมล่ะคะว่าคืนนี้พี่ต้องทำงานโต้รุ่งที่นี่จริง ๆ” รินรดากระซิบชิดริมหูของเด็กสาว น้ำเสียงทุ้มนุ่มแฝงไปด้วยความท้าทายที่ทำเอาขนลุกซู่ “และถ้าเธอเลือกจะอยู่... พี่ก็มีวิธีลงโทษเด็กดื้อที่ไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่ง... แบบที่เธอจะไม่มีวันลืมไปเลยล่ะค่ะ” มินตราเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบด้วยความตื่นตระหนกปนตื่นเต้น เมื่อปลายนิ้วเรียวของรินรดาไม่ได้แค่โยกหัวเล่นอีกต่อไป แต่กลับเลื่อนลงมาแตะเบา ๆ ที่คางอิ่ม แล้วเชยใบหน้าหวานให้เงยขึ้นรับสายตาคู่คมที่พราวระยับด้วยประกายความรู้สึกอันตรายบางอย่าง ทว่า ในวินาทีที่หัวใจของทั้งสองดวงกำลังจะหลอมรวมเป็นจังหวะเดียวกันนั้นเอง... กริ๊งงงงง! เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของรินรดาก็ดังขึ้นทำลายความเงียบกริบขัดจังหวะเวลาสวีทอย่างไม่รู้กาลเทศะ รินรดาลอบถอนหายใจด้วยความเสียดายเล็กน้อย ขณะที่มินตราสะดุ้งสุดตัวผงถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความเขินอายปนโล่งอก รินรดาหันไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอด้วยหางตา แต่ทว่า... แค่เพียงเสี้ยววินาทีที่ดวงตาคู่คมกวาดมองชื่อและข้อความแจ้งเตือนที่ปรากฏเด่นหราอยู่บนหน้าจอ รอยยิ้มอุ่น ๆ และประกายตาอ่อนโยนเมื่อครู่ก็พลันมลายหายวับไปกับตา ราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัดจนเยือกเย็นเฉียบ ใบหน้าสวยหวานซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด มือที่ถือโทรศัพท์สั่นเทาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคู่คมตวัดกลับมามองมินตราด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกใจ ความกังวล และ... ความลับบางอย่างที่ถูกกระชากให้หลุดออกมาจากเงามืด “พี่ริน... เป็นอะไรไปเหรอคะ?” มินตราเอ่ยถามด้วยความใจหายวาบเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของคนพี่ รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของมินตราหยุดหมุนลงในทันที “มิน... คนที่โทรมาเมื่อกี้... เขาเพิ่งบอกว่า ‘เธอ’ คนนั้นกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้วค่ะ” --- *ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่เดินทางเคียงข้างและโอบกอดความรู้สึกของมินตรากับพี่รินมาจนถึงตอนนี้ค่ะ* - กลิ่นลิลลี่สีขาว
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%