รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ•ตอนที่ 46

รอยร้าวที่ไม่ตั้งใจ

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
"ถ้างานของชมรมมันสำคัญกว่านัดของเรานัก... พี่รินก็บอกกันตรงๆ สิคะ ไม่เห็นต้องใช้วิธีหลบหน้าแบบนี้เลย" น้ำเสียงของมินตราสั่นเครือเล็กน้อย ปนความน้อยใจที่พยายามสะกดกลั้นไว้จนสุดกำลัง ดวงตากลมโตคู่สวยไหวระริกยามมองร่างสูงของรุ่นพี่ปีสี่ที่ยืนนิ่งอยู่หลังกองแฟเอกสารบนโต๊ะทำงานตัวเดิม รินรดาสะดุดกึกกับคำกล่าวหานั้น เปลือกตาบางกะพริบช้าๆ เพื่อตั้งสติกับความตึงเครียดที่จู่ๆ ก็พุ่งเข้าใส่โดยไม่ทันตั้งตัว นิ้วเรียวที่กำลังถือปากกาหมึกซึมหยุดชะงักกลางอากาศ ก่อนที่เธอจะค่อยๆ วางมันลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา เพื่อไม่ให้เสียงกระแทกเป็นการเติมเชื้อเพลิงลงในกองเพลิงอารมณ์ที่กำลังคุโชนของคนตรงหน้า "พี่ไม่ได้หลบหน้ามินนะคะ..." รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ แต่ติดจะแหบพร่าเล็กน้อย ความเหนื่อยล้าจากการโหมเคลียร์เอกสารประเมินผลงานวิชาการตลอดสามคืนที่ผ่านมาสะท้อนชัดผ่านรอยคล้ำจางๆ ใต้ดวงตาคู่คม "ช่วงนี้งานชมรมมันมีปัญหาซ้อนเข้ามา มินก็รู้... ทำไมถึงไม่เข้าใจพี่บ้างเลยล่ะคะ" "เข้าใจเหรอคะ?" มินตราแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงที่เจ็บปวดเสียจนคนฟังรู้สึกเหมือนมีเข็มเล่มเล็กๆ มาทิ่มแทงที่กลางอก "มินพยายามเข้าใจพี่มาตลอดเดือนแล้วนะคะ! นัดกันไว้ว่าจะไปกินข้าวด้วยกัน มินรออยู่ที่โรงอาหารคณะเป็นชั่วโมง จนร้านปิด... ทักไปก็ไม่ตอบ โทรไปก็ไม่รับ แล้วพอมาเจอหน้ากันตอนนี้ สิ่งที่พี่พูดประโยคแรกคือให้มินเข้าใจพี่เหรอคะ?" ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องชมรมวิชาการชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ส่งเสียงหึ่งเบาๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาใกล้รุ่นน้องปีหนึ่งช้าๆ ทว่ามินตรากลับถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ การกระทำนั้นทำให้หัวใจของคนเป็นพี่กระตุกวูบ ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาในอกจนต้องเม้มริมฝีปากแน่น "มินกำลังคิดว่าพี่เบื่อมินแล้วใช่ไหมคะ?" มินตราเอ่ยถามออกไปในที่สุด กลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาไม่ไหว หยดน้ำใสๆ เอ่อคลอเบ้าตาคู่สวยจนน่าสงสาร "ถ้าไม่มีเวลาให้กันตั้งแต่แรก... จะมารับปากว่าจะไปไหนมาไหนด้วยกันทำไมแต่แรกคะ มินไม่ได้อยากเป็นภาระของพี่นะ" "มินตรา!" รินรดาเผลอขึ้นเสียงเล็กน้อยด้วยความตกใจกับความคิดของอีกฝ่าย มือเรียวยื่นออกไปหมายจะคว้าแขนเรียวเล็กมากุมไว้เหมือนทุกที แต่กลับถูกมินตราเบี่ยงตัวหลบได้อย่างทันท่วงที ช่องว่างระหว่างเขาทั้งสองคนไม่ได้กว้างนักในทางกายภาพ แต่กลับรู้สึกราวกับมีเหวลึกกั้นกลาง รินรดามองมือตัวเองที่ค้างอยู่กลางอากาศ ความรู้สึกหนับหน่วงในอกตีรวนขึ้นมาจนพูดไม่ออก เธอไม่ใช่คนประเภทที่จะอธิบายความรู้สึกเก่ง ยิ่งเวลาเหนื่อยล้า เธอมักจะเลือกเงียบและจัดการปัญหาทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งนั่นกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของคนที่เธอแคร์มากที่สุดในเวลานี้ "ถ้างานมันสำคัญกว่ามินนัก... เราลองห่างกันสักพักดีไหมคะ" ประโยคที่ถูกพ่นออกมาด้วยความน้อยใจและอารมณ์ชั่ววูบ ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความเงียบงันที่น่ากลัวเข้าครอบงำพื้นที่อีกครั้ง มินตราเองก็ดูตกใจไม่แพ้กันเมื่อคำพูดนั้นหลุดออกจากปากตัวเอง ร่างเล็กเม้มปากแน่นจนซีดเซียว หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความกลัวว่าอีกฝ่ายจะตอบตกลง รินรดานิ่งงันไปนานราวกับถูกสาบให้เป็นหิน เปลือกตาปิดลงช้าๆ เพื่อซ่อนความร้าวรานที่ฉายชัดอยู่ในแววตา ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งด้วยความสงบเยือกเย็นที่น่ากลัวกว่าเดิม "ถ้ามินต้องการแบบนั้น..." เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยออกมาแผ่วเบา ราวกับกระซิบกับตัวเอง "พี่ก็คงไม่มีสิทธิ์ไปบังคับมินหรอกค่ะ" คำตอบนั้น... ราวกับมีค้อนเหล็กอันใหญ่ทุบลงกลางใจของมินตราจนแหลกสลาย ความตั้งใจแรกที่มาหาเพื่ออยากปรับความเข้าใจ พังทลายลงในพริบตา ความเงียบที่ไร้การรั้งไว้ ทำให้มินตราบดบังความอ่อนแอด้วยการหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีออกไปจากห้องทันที โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองสายตาที่แทบจะขาดใจของคนที่ยืนอยู่เบื้องหลัง รินรดาทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ทำงานตามเดิมอย่างไร้เรี่ยวแรง มือเรียวสั่นเทาหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา หน้าจอยังคงค้างข้อความที่เธอพิมพ์ค้างไว้เมื่อคืนตอนตีสาม— *'พรุ่งนี้เลิกเรียน เดี๋ยวพี่พาไปกินของอร่อยชดเชยนะคะ'*—ข้อความที่เธอยังไม่ทันได้ส่ง เพราะเผลอหลับคาโต๊ะทำงานด้วยความอ่อนเพลีย หยดน้ำตาที่กลั้นมานานหลุดร่วงลงบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ รินรดารู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุด ความเข้าใจผิดที่เกิดจากเวลาที่ไม่ตรงกัน และความดื้อรั้นที่จะแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว กำลังพังทลายทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเธอพยายามสร้างร่วมกันมาทีละน้อย เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ ท่ามกลางห้องที่มืดลงเพราะพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องชมรม รินรดาเงยหน้าขึ้นด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าอาจจะเป็นมินตราที่เปลี่ยนใจเดินกลับมา ทว่า... คนที่ผลักประตูเข้ามากลับไม่ใช่เด็กสาวปีหนึ่งเจ้าของดวงตากลมโตคู่เดิม "พี่ยัยริน! แย่แล้วค่ะ!" ฟ้าใส เพื่อนสนิทของมินตราหอบหายใจจนตัวโยโย่นัยน์ตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด "มินตรา... มินตรากำลังจะไปสนามบินตอนนี้เลยค่ะ ยัยนั่นบอกว่าจะขอซิ่วแล้วย้ายไปเรียนต่อต่างประเทศกับครอบครัวทันที!" รินรดาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้จนมันล้มคว่ำลงไปกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกของตัวละครเสมอนะคะ
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%