เสียงเก้าอี้ไม้พลาสติกที่ล้มครูดไปกับพื้นห้องสมุดโซนเงียบสงบดังบาดหูดังสนั่น ท่าالإثارةกระอักกระอ่วนของสายตาคนนับสิบที่หันมามองเป็นตาเดียว ไม่ได้ทำให้รินรดารู้สึกกระดากอายแม้แต่น้อย ในยามนี้ ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาคู่นั้นกำลังเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ปนเปไปกับความรู้สึกเจ็บแปลบที่แล่นริ้วขึ้นมาจุกอกจนแทบหายใจไม่ออก
มินตราลุกพรวดขึ้นจนตัวสั่นเทา มือบางทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อสะกดกลั้นหยาดน้ำตาที่พยายามเอ่อล้นขึ้นมาคลอหน่วย
"ถ้าพี่รินคิดว่าสิ่งที่มินทำมันน่ารำคาญนัก... ทำไมไม่บอกกันตรงๆ ล่ะคะ? ทำไมต้องทำเป็นใจดี ทำไมต้องปล่อยให้มินคิดไปเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วย!"
เสียงของรุ่นน้องปีหนึ่งสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ ความเงียบงันรอบตัวราวกับถูกบีบอัดจนแบนราบ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะส่งเสียงกระซิบ รินรดาเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงแน่น สันกรามของรุ่นพี่ปีสี่ขบเข้าหากันจนนูนเด่น เธอพยายามจะอ้าปากเอ่ยคำพูดบางอย่างออกมาเพื่อแก้ตัว แต่ลำคอกลับตีบตันราวกับมีก้อนสะอื้นมาจุกอยู่
"มิน... พี่ไม่ได้หมายความว่า..."
"พอเถอะค่ะ!" มินตราสวนกลับทันควัน น้ำตาหยดแรกไหลรินลงมาอาบแก้มเนียนอย่างไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป ความอัดอั้นตันใจตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา—ตั้งแต่การแอบมองจากมุมไกล การพยายามหาข้ออ้างสารพัดเพื่อเข้าไปขอเลกเชอร์ ไปจนถึงความคาดหวังโง่ๆ ว่าสักวันหัวใจของคนตรงหน้าจะเปิดรับ—พังทลายลงในพริบตา "มินรู้ว่าตัวเองมันเด็ก เป็นแค่เฟรชชี่น่ารำคาญคนหนึ่งที่คอยตามตื๊อพี่ไม่เลิก แต่ถ้าความหวังดีของมินมันทำให้พี่อึดอัดขนาดนี้... ต่อไปนี้พี่ไม่ต้องลำใจทนเห็นหน้ามินอีกแล้วค่ะ!"
สิ้นคำพูดที่เหมือนคมมีดกรีดลงกลางใจ รินรดาก็สะท้านเฮือก เสมือนมีใครเอาค้อนมาทุบเข้าที่อกข้างซ้ายอย่างแรง หัวใจของเธอดิ่งวูบลงไปถึงตาตุ่ม ความเย็นเฉียบแล่นพล่านจากปลายนิ้วขึ้นมาถึงหัวใจ รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อจะคว้าแขนของอีกฝ่ายไว้ แต่มินตรากลับสะบัดตัวหนีอย่างแรงด้วยความรวดเร็ว
พรึบ!
ร่างบางหมุนตัวกลับแล้ววิ่งหนีหายออกไปจากประตูห้องสมุดทันที ทิ้งให้รินรดายืนค้างอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าและสายตาอยากรู้อยากเห็นของคนรอบข้าง ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่มันไม่ได้สร้างความสนใจให้กับรินรดาเลยแม้แต่น้อย ในหัวของเธอก้องกังวานด้วยประโยคสุดท้ายของเด็กสาวซ้ำไปซ้ำมา *'ไม่ต้องลำใจทนเห็นหน้ามินอีกแล้วค่ะ!'*
ขาเรียวภายใต้กางเกงสแลคตัวเก่งก้าวเดินออกจากห้องสมุดอย่างคนไร้สติ ลืมแม้กระทั่งกระเป๋าเป้และเลกเชอร์กองโตที่วางอยู่บนโต๊ะ รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า กำแพงความรู้สึกที่เธอใช้เวลาสร้างมานานนับปีเพื่อปกป้องหัวใจจากความผิดหวังในอดีต บัดนี้มันถูกพังทลายลงด้วยน้ำมือของเธอเอง... และคนที่เธอผลักไสออกไป ก็คือคนที่เข้ามาเติมเต็มความอบอุ่นให้หัวใจที่ด้านชาของเธอดวงนี้
"ริน! เกิดอะไรขึ้นวะ ฉันเห็นมินตราวิ่งร้องไห้ผ่านหน้าคณะไป ท่าทางแย่มากเลยนะแก!"
ฟ้าใสที่เพิ่งเดินกระหืดกระหอบเข้ามาสมทบหลังจากรับโทรศัพท์จากเพื่อนอีกคน คว้าแขนของรินรดาไว้แน่น ดวงตาของเพื่อนสนิทมินตราเต็มไปด้วยความโกรธขึงและผิดหวัง "แกไปพูดอะไรกับน้องเขา? ริน... เด็กคนนั้นจริงใจกับแกมากนะเว้ย ทำไมแกถึงใจร้ายขนาดนี้!"
รินรดาหันมามองหน้าฟ้าใสริมฝีปากสั่นระริก เธอพยายามจะเปล่งเสียงออกมาแต่ทำได้เพียงพยักหน้ารับคำต่อว่าเหล่านั้นอย่างจำนนต่อความจริง ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นพายุที่ซัดสาดเข้าใส่ชายฝั่งจนไม่เหลือชิ้นดี
"ฉัน... ฉันไม่ได้ตั้งใจ..." รินรดาพึมพำออกมาด้วยเสียงที่เบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของสายลม น้ำตาที่กลั้นมานานหยดแหมะลงบนหลังมือของตัวเอง "ฉันแค่กลัว... กลัวว่าถ้าวันหนึ่งน้องเขารู้ว่าฉันมันเป็นคนน่าเบื่อและมีอดีตที่แย่แค่ไหน น้องเขาจะเดินหนีไปเอง... ฉันเลยอยากจะเว้นระยะห่าง... แต่ทำไม..."
"ความกลัวงี่เง่าของแกมันกำลังฆ่าความรู้สึกดีๆ ที่น้องเขามีให้ต่างหากล่าย!" ฟ้าใสตัดพบทันทีด้วยความโมโห "ถ้าแกยังยืนบื้ออยู่ตรงนี้แล้วไม่รีบตามไปอธิบาย ถ้ารอบนี้มินตราหายไปจากชีวิตแกจริงๆ... ฉันสาบานเลยว่าแกจะไม่มีวันได้เจอเด็กน่ารักแบบนี้อีกเลยไปตลอดชีวิต!"
คำพูดเตือนสติของฟ้าใสราวกับสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงกลางใจ รินรดาสะดุ้งสุดตัว สมองที่เคยสับสนอลหม่านพลันสว่างวาบขึ้นมา เธอเหลือบมองนาฬิกาข้อมือด้วยความร้อนรน ก่อนจะตัดสินใจวิ่งออกไปจากตึกคณะอย่างไร้ทิศทาง ท่ามกลางสายฝนปรอยๆ ที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อคลุมสั่นครืดคราดติดต่อกันหลายครั้ง รินรดากดรับสายด้วยมือที่สั่นเทาขณะที่เท้ายังคงวิ่งก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต
"รินรดา! แกอยู่ไหน!" เสียงปลายสายไม่ใช่ฟ้าใส แต่เป็นเสียงของรุ่นพี่ร่วมชมรมที่หน้าซีดเผือดจนผิดปกติ "แย่แล้ว! เมื่อกี้ฉันเห็นมินตราวิ่งออกไปทางถนนใหญ่ข้างมอ... น้องเหมือนคนสติหลุด ไม่ทันมองรถที่กำลังเลี้ยวโค้งมา..."
โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุนในเสี้ยววินาที ลมหายใจของรินรดาสะดุดกึก ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตแล่นเข้าเกาะกุมขั้วหัวใจจนเจ็บปวดเจียนตาย ภาพเด็กสาวรอยยิ้มสดใสที่เคยถือเลกเชอร์มาขอให้เธอช่วยสอนวนเวียนกลับเข้ามาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
รินรดาอ้าปากจะเอ่ยถามต่อ แต่เสียงเอี๊ยดดด...โครม! สนั่นหวั่นไหวจากปลายสาย พร้อมกับสัญญาณโทรศัพท์ที่ตัดขาดหายไปในความเงียบงัน ทำให้ร่างทั้งร่างของเธอแข็งทื่อดั่งถูกสาปให้กลายเป็นหิน
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ความรักของทั้งคู่มาจนถึงตอนนี้นะคะ
รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ•ตอนที่ 47
คำพูดที่ทำร้ายใจ
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!