หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ขึ้นสัญลักษณ์การโทรสิ้นสุดลงแล้ว เหลือไว้เพียงความเงียบงันที่เสียดแทงเข้าไปถึงขั้วหัวใจ มินตรามองหน้าจอนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับหวังว่าความมืดมิดบนกระจกเงาสะท้อนจะเปลี่ยนเป็นตัวอักษรหรือเสียงพูดของใครคนเดิม... เสียงอุบัติเหตุที่ดังสนั่นหวั่นไหวผ่านปลายสายเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงในจินตนาการ และไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะตอนนี้สัญญาณของพี่รินรดาได้ขาดหายไปอย่างไร้การตอบรับ
หัวใจของเด็กสาวปีหนึ่งเต้นรัวระรัวจนแทบกระVอnออกมานอกอก ความกลัวสีดำสนิทแผ่ซ่านเข้าเกาะกุมทุกอณูผิว มือเรียวเล็กที่ถือโทรศัพท์สั่นเทาจนแทบจะประคองเครื่องไว้ไม่ไหว น้ำตาที่เคยพยายามกลั้นไว้พรั่งพรูออกมาอย่างไร้การควบคุม มินตราสูดหายใจเข้าลึกอย่างยากลำบาก ภาพรอยยิ้มอ่อนโยน สมุดเล่มหนาที่เคยใช้จดเลกเชอร์ร่วมกัน และแว่นตากรอบบางที่สะท้อนประกายความใส่ใจ... ทุกอย่างฉายชัดขึ้นมาในหัวราวกับจะซ้ำเติมว่า คนคนนั้นกำลังตกอยู่ในอันตราย
"พี่ริน... อยู่ไหนคะ..." เสียงกระซิบพร่าสั่นเอ่ยออกมาท่ามกลางห้องนอนที่มืดสลัว
ผ่านไปสามชั่วโมงเต็ม ข้อมูลจากโรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงยืนยันข่าวที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น รถยนต์คันเก่งของประธานชมรมวิชาการประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำบนถนนสายรองระหว่างเดินทางกลับจากดูงานต่างจังหวัด แม้ว่าอาการจะไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิตตามรายงานเบื้องต้น แต่แรงกระแทกทำให้รินรดาหมดสติไปและต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วนบริเวณหัวไหล่และข้อศอกขวา—อวัยวะสำคัญที่สุดสำหรับคนที่รักการเขียนหนังสือและจดบันทึก
ห้องพักผู้ป่วยพิเศษในโรงพยาบาลเอกชนย่านชานเมืองอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและบรรยากาศอันเงียบเชียบ มินตรายืนนิ่งอยู่หน้าบานประตูสีขาว ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบยกขึ้นแตะลูกบิดประตูเบาๆ ด้วยความลังเล ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่จนหน้าอกแน่นไปหมด หากคืนนั้นเธอกล้าพอที่จะบอกความรู้สึกในใจออกไปให้เร็วกว่านี้ หากเธอไม่มัวแต่เหนียมอายและลังเล การพูดคุยทางโทรศัพท์ครั้งนั้นอาจไม่เกิดขึ้น และพี่รินรดาคงไม่ต้องรีบขับรถกลับมาหาเธอในยามวิกาลเช่นนั้น
แอด...
บานประตูถูกผลักเปิดออกช้าๆ มินตราก้าวเข้าไปข้างในอย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่าเสียงฝีเท้าจะไปรบกวนคนบนเตียง บนเตียงสีขาวสะอาดตา ร่างโปร่งของรุ่นพี่ปีสี่นอนพักผ่อนอยู่ แขนข้างขวาถูกเข้าเฝือกและห้อยพยุงไว้ ใบหน้าซีดเซียวไร้ซึ่งรอยยิ้มคุ้นเคย ดวงตาคู่สวยปิดสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอแต่แสดงถึงความอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด
มินตราทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงอย่างเงียบเชียบ ดวงตากลมโตเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาอีกครั้ง เธอยื่นมือสั่นเทาออกไปหมายจะกุมมือเรียวบางข้างซ้ายที่วางอยู่บนผ้าห่ม แต่แล้ว... ปลายนิ้วของเธอก็ต้องชะงักค้างกลางอากาศ เมื่อรินรดาขยับตัวเล็กน้อยและค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ
ดวงตาคู่นั้นไม่ได้ฉายแววอ่อนโยนและใจดีเหมือนเก่า มีเพียงความว่างเปล่าและกำแพงหนาทึบที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่อย่างแนบเนียน
"มินตรา..." เสียงแหบพร่าเอ่ยเรียกชื่อรุ่นน้องเบาๆ รินรดาพยายามจะขยับตัวลุกขึ้นแต่มือซ้ายก็เอื้อมไปจับผ้าห่มแน่นเพื่อยันกาย "ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ ดึกมากแล้วนะ"
"มิน... เป็นห่วงค่ะ" มินตราพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น แต่หยดน้ำตาเจ้ากรรมก็ร่วงเผาะลงบนหลังมือของตัวเอง "มินได้ยินเสียง... ตอนที่สายตัดไป มินกลัวแทบตายรู้ไหมคะ"
รินรดาเงียบไปครู่ใหญ่ ดวงตาคมมองหน้ารุ่นน้องนิ่งสนิท ไร้รอยยิ้ม ไร้คำปลอบโยนที่เคยมีให้เสมอมา บรรยากาศรอบตัวของคนทั้งคู่เย็นเยียบลงถนัดตา ราวกับมีระยะทางนับร้อยกิโลเมตรกั้นกลางทั้งที่นั่งอยู่ห่างกันแค่เอื้อม
"ฉันปลอดภัยดีแล้ว เห็นไหม?" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ห่างเหิน และไร้เยื่อใย "เธอไม่ควรมาเสียเวลากับเรื่องแบบนี้ ปีหนึ่งมีเรื่องต้องเรียนต้องทำตั้งเยอะแยะ... เลิกตามฉันสักทีเถอะนะมินตรา"
คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลึกลงกลางใจ มินตราเบิกตากว้าง ความเจ็บปวดพุ่งพล่านจนจุกอยู่ที่ลำคอ เด็กสาวส่ายหน้าช้าๆ เม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด "พี่รินพูดอะไรคะ... ที่ผ่านมาทั้งหมด มันคือการเสียเวลาสำหรับพี่เหรอคะ?"
"มันไม่ใช่เรื่องของการเสียเวลาหรอก..." รินรดาเบือนหน้าหนี มองออกไปนอกหน้าต่างกระจกที่สะท้อนภาพท้องนากลามืดมิด "แต่มันคือความผิดพลาด... ฉันอายุมากกว่าเธอเป็นปี เป็นรุ่นพี่ที่ควรจะเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่ใช่มาทำตัวไขว้เขวกับเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ อุบัติเหตุครั้งนี้มันทำให้ฉันตาสว่างแล้วว่า... เราควรเอาเวลาไปโฟกัสกับอนาคตของตัวเองดีกว่า"
"อนาคต... หรือว่าพี่กำลังหนี?" มินตราเค้นเสียงถาม น้ำตาร่วงหล่นไม่ขาดสาย ความน้อยใจและความอัดอั้นระเบิดออกมาพร้อมกัน "พี่หนีความรู้สึกของตัวเอง หนีสิ่งที่อยู่ในจดหมายเลกเชอร์ หนีสายตาของมิน... พี่กลัวอะไรกันแน่คะ พี่ริน!"
"พอได้แล้ว!" รินรดาหันกลับมาตวาดเสียงกร้าว แม้จะเบาแต่เต็มไปด้วยความเฉียบขาด ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยความโกรธปนความเจ็บปวดที่ซ่อนไว้ลึกๆ "ถ้าการที่ฉันใจดีกับเธอ มันทำให้เธอคิดไปไกลจนสร้างปัญหาให้ชีวิตเราทั้งคู่... งั้นเราก็ควรจบมันแค่นี้ เลิกมาหา เลิกทักข้อความ และเลิกทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจแบบนี้เสียที!"
คำว่า "เลิก" ดังสะท้อนก้องอยู่ในหัวของมินตรา ร่างทั้งร่างชาหนึบราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางวันแสกๆ หัวใจดวงน้อยแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากริมฝีปากที่สั่นเทระทิกอีกต่อไป ความหวังทั้งหมดที่สะสมมาตลอดหนึ่งปีพังทลายลงในพริบตาเดียวต่อหน้ากำแพงน้ำแข็งที่รุ่นพี่สร้างขึ้นมาใหม่
มินตราลุกขึ้นยืนช้าๆ ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราศกับถ่วงด้วยโซ่ตรวน เธอมองหน้าคนที่เธอรักสุดหัวใจเป็นครั้งสุดท้าย รินรดายังคงหลบสายตา หันหน้าหนีไปทางเดิมโดยไม่ยอมเอ่ยคำร่ำลาใดๆ เพิ่มเติมอีก
"ค่ะ... ถ้ามันคือความต้องการของพี่" มินตราเอ่ยด้วยเสียงที่แทบจะกลืนหายไปในลำคอ หยดน้ำตาหยดสุดท้ายไหลรินผ่านแก้มเนียน ก่อนที่เธอจะหันหลังแล้วเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไปอย่างเงียบเชียบ ปิดประตูลงเบาๆ พร้อมกับตัดขาดความสัมพันธ์ที่เคยถักทอร่วมกันมาเนิ่นนาน
ภายในห้องพักที่กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง รินรดานิ่งค้างอยู่ในท่าเดิม แขนข้างซ้ายที่ใช้มือจับขอบเตียงสั่นเทาอย่างรุนแรง น้ำตาที่ถูกกลั้นไว้ตลอดเวลาพรั่งพรูออกมาจากดวงตาคู่สวยที่ปิดสนิท ร่างโปร่งสะอื้นไห้อย่างไร้เสียง ความเจ็บปวดจากการผ่าตัดที่หัวไหล่ยังเทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดร้าวรานในอกที่เธอเพิ่งเป็นคนลงมือทำลายมันด้วยมือของตัวเอง
...ขอโทษนะมินตรา... พี่จำเป็นต้องทำแบบนี้...
รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด เพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกไป เธอกำลังจะตัดสินใจล้มเลิกทุกอย่างและปล่อยมือจากเด็กคนนี้ เพื่อปกป้องอนาคตของอีกฝ่ายจากเงาอดีตอันมืดมนของเธอเอง แต่ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบงันกำลังกลืนกินทุกอย่าง เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าห้องพักผู้ป่วย
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างสุภาพ แต่ไม่มีการรอให้เจ้าของห้องอนุญาต บานประตูสีขาวถูกผลักเปิดออกกว้างโดยบุคคลที่ไม่คาดฝัน ร่างสูงสง่าในชุดสูททำงานเนียบกริบก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ดวงตาคมกริบมองตรงมาที่เตียงผู้ป่วยด้วยแววตาราวกับผู้ชนะในเกมเดิมพัน
"สวัสดีค่ะรุ่นพี่รินรดา... ดูท่าทางอาการจะยังไม่ค่อยดีสินะคะ น่าเสียดายจังที่ฉันคงต้องมารับช่วงดูแล 'คนสำคัญ' ของพี่แทนเสียแล้วล่ะค่ะ"
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้มินตรากับพี่รินรดามาจนถึงจุดเปลี่ยนนี้นะคะ
รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ•ตอนที่ 48
จุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!