“แล้วมินตราก็แค่... เด็กในสต็อกที่พี่รินเอาไว้เล่นสนุกแก้เหงาตอนเรียนจบแค่นั้นแหละ เธอไม่เห็นสายตาที่คนอื่นมองมินตราตอนเดินเข้าชมรมเหรอ เหมือนมองตัวตลกที่พยายามจะคว้าดาวน่ะ”
เสียงกระซิบกระซาบที่ดังมาจากมุมมืดของห้องสมุดคณะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันกลับกรีดลึกเข้าไปในความรู้สึกของมินตราจนปลายนิ้วที่ถือปากกาสั่นระริก เธอพยายามก้มหน้าอ่านตัวอักษรในสมุดเลคเชอร์ที่พี่รินเป็นคนเขียนให้ ทว่าทุกตัวอักษรกลับพร่าเลือนด้วยหยดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาคลอเบ้า
“มิน... ใจเย็นนะ อย่าไปฟังพวกปากเสียพวกนั้นเลย” ฟ้าใสที่นั่งอยู่ข้างๆ วางมือลงบนไหล่เพื่อนเบาๆ พลางปรายตามองไปยังกลุ่มนักศึกษาปีสามที่กำลังจับกลุ่มนินทาอยู่ไม่ไกล
“แต่มันไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหมฟ้า...” มินตราเอ่ยเสียงเบาหวิว สบตาเพื่อนสนิทด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน “พี่ริน... พี่รินไม่เคยทำแบบนั้นกับมิน จริงไหม”
“ใครจะไปรู้ล่ะ” ฟ้าใสตอบอ้อมแอ้มก่อนจะรีบแก้ต่าง “แต่พี่รินน่ะเหรอจะมองคนแบบนั้น? พี่เขาเป็นประธานชมรมฯ ที่ทุกคนเคารพนะ ความสัมพันธ์ของเราสองคนมันมีแค่พี่กับน้อง... หรือมากกว่านั้นนิดหน่อย ซึ่งมันก็เป็นเรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของคนในคณะสักหน่อย”
มินตราเม้มปากแน่น ความมั่นใจที่เธออุตส่าห์สะสมมาตลอดหลายเดือนเริ่มพังทลายลงเหมือนปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัด ข่าวลือที่ว่าเธอเป็นเพียง 'ของเล่น' ของรุ่นพี่ปีสี่ผู้แสนเพียบพร้อมเริ่มลุกลามไปไกลจนกลายเป็นหัวข้อสนทนาบนโซเชียลของคณะ ความกดดันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคำนินทา แต่มันคือการตั้งคำถามถึงความบริสุทธิ์ใจของพี่รินที่มีต่อเธอ
ยามบ่ายที่อากาศอบอ้าว มินตราเดินมุ่งหน้าไปยังห้องชมรมวิชาการด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เธอตั้งใจจะนำเลคเชอร์ไปคืนและ... ถามความจริงให้ชัดเจน แต่เมื่อก้าวไปถึงหน้าประตูไม้บานใหญ่ เสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบของพี่รินก็ดังลอดออกมาจากข้างใน ทำให้ร่างบางต้องชะงักฝีเท้าทันที
“ฉันไม่สนใจหรอกค่ะว่าใครจะพูดอะไร” เสียงของพี่รินดังชัดเจน “สำหรับฉัน... มินตราไม่ใช่ข่าวลือ และฉันก็ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้ใครรู้ว่าความสัมพันธ์ของเราคืออะไร มันไม่ได้มีผลต่อการเรียนหรือหน้าที่ในชมรมของใครทั้งนั้น”
“แต่ริน! เธอไม่แคร์ชื่อเสียงตัวเองบ้างหรือไง? คนเขามองว่าเธอหลอกเด็กปีหนึ่งนั่นไปวันๆ เพื่อความสนุกนะ!” เสียงของประธานชมรมอีกคนโต้กลับด้วยความฉุนเฉียว
มินตรากลั้นหายใจ หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ความเงียบที่ตามมาหลังคำพูดนั้นช่างยาวนานและน่าอึดอัด พี่รินไม่ได้ปฏิเสธ... พี่รินไม่ได้บอกว่า 'ฉันรักมิน' หรือ 'เราคบกัน' พี่รินเพียงแค่บอกว่ามันไม่สำคัญว่าคนอื่นจะมองอย่างไร
วินาทีนั้น ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจก็ถาโถมเข้ามา เธอไม่ได้ต้องการให้พี่รินปกป้องเธอออกหน้าออกตาขนาดนั้น แต่เธอต้องการแค่ความมั่นใจ... ความมั่นใจว่าสิ่งที่เธอพยายามมาตลอด ไม่ใช่เรื่องตลกในสายตาของรุ่นพี่
มินตราตัดสินใจหันหลังกลับ แต่ทว่าจังหวะที่หมุนตัว มือของเธอกลับไปปัดเข้ากับกระถางต้นไม้ข้างประตูจนส่งเสียงดังลั่น ร่างสูงของรินรดาพุ่งออกมาจากห้องทันที ดวงตาคมคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ตรงนั้น
“มิน...?” รินรดาสบถเบาๆ สายตาที่มักจะนิ่งสงบสั่นไหววูบหนึ่ง “เธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
มินตราเม้มริมฝีปากจนซีดเผือด เธอเงยหน้าขึ้นมองรุ่นพี่ที่เธอหลงรักสุดหัวใจ ก่อนจะขยำเลคเชอร์ในมือแน่นจนยับยู่ “มินมาคืนเลคเชอร์ค่ะ... และมาเพื่อที่จะถามพี่รินว่า สิ่งที่เขาพูดกันข้างนอกนั่น... พี่รินเคยรู้สึกแบบนั้นกับมินบ้างไหมคะ? ว่ามินเป็นแค่ ‘ของเล่น’ ที่รอวันเบื่อ”
รินรดานิ่งเงียบ แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นเย็นชาจนมินตราหัวใจสั่น เธอเดินเข้ามาใกล้จนมินตราสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวของรุ่นพี่ มือเรียวสวยเอื้อมมาจับข้อมือมินตราไว้แน่น ก่อนจะกระซิบคำที่ทำให้อีกฝ่ายแทบหยุดหายใจ
“ถ้าเธออยากรู้ว่าสิ่งที่คนพวกนั้นพูดมันจริงไหม... คืนนี้ที่คอนโดของฉัน จะไม่มีใครรบกวนเราทั้งคู่”
รินรดากดเสียงต่ำ สายตาที่ส่งมาไม่ใช่ความอบอุ่นแบบที่เคยได้รับ แต่มันคือประกายไฟที่เผาไหม้ความลังเลจนหมดสิ้น “แล้วฉันจะพิสูจน์ให้เห็น... ว่าฉันมองเธอเป็นอะไรกันแน่”
กลิ่นลิลลี่สีขาวขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงติดตามและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของมินตราและพี่รินในตอนนี้นะคะ
รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ•ตอนที่ 37
ข่าวลือในคณะ
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!