“ถ้ามินตราเขียนสรุปบทนี้ผิด พี่รินจะหักคะแนนหนูไหมคะ?”
ฉันถามออกไปทั้งที่สายตายังไม่ละจากหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรยุ่งเหยิง ร่างสูงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามในมุมสงบของห้องสมุดเงยหน้าขึ้นจากตำราเล่มหนา แว่นตากรอบบางที่เธอสวมใส่อยู่ทำให้ใบหน้าของพี่รินดูสุขุมขึ้นไปอีกระดับ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความอบอุ่นในดวงตาคู่นั้นลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
พี่รินวางปากกาลงช้าๆ พลางเอียงคอเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด
“หักคะแนนเหรอคะ... สำหรับมินตรา พี่คงต้องพิจารณาเป็นกรณีพิเศษแล้วล่ะค่ะว่า จะเลือกหักคะแนนสอบ หรือจะเลือก ‘ทำโทษ’ อย่างอื่นแทนดี”
ประโยคท้ายที่แฝงไว้ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและรอยยิ้มมุมปากนั่น ทำเอาหัวใจของฉันกระตุกวูบจนมือไม้สั่นเผลอทำปากกาหล่นจากโต๊ะ พี่รินไม่ได้รอช้า เธอขยับกายลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยท่วงท่าที่ดูสง่างาม ก่อนจะเดินอ้อมมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ เก้าอี้ของฉัน กลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนดอกไม้ป่าที่คุ้นเคยโชยเข้าแตะจมูกจนฉันต้องกลั้นหายใจ
“หล่นแล้วค่ะ” มือเรียวยาวของรุ่นพี่เอื้อมลงไปเก็บปากกาให้ ก่อนจะวางลงบนสมุดของฉันปลายนิ้วของเธอแตะโดนหลังมือฉันเพียงชั่วครู่ แต่มันกลับรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งพล่านไปทั่วร่าง
ห้องสมุดในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสอบปลายภาคเงียบเชียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน มินตรา... เธอต้องตั้งสติ อย่าเผลอทำตัวน่ารักจนพี่รินรู้ทันเชียวนะ
“พี่รินคะ... วันนี้พอแค่นี้ก่อนไหมคะ มินตราเริ่มอ่านไม่รู้เรื่องแล้ว” ฉันเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา พร้อมกับเงยหน้ามองคนตรงหน้า ความใกล้ชิดที่เกินเส้นแบ่งทำให้ฉันเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาคู่นั้น พี่รินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ
“นั่นสินะคะ อีกไม่กี่วันก็สอบแล้ว มินตราคงเครียดแย่... ไปหาอะไรเย็นๆ ดื่มกันไหมคะ?”
คำชวนนั้นเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ทำลายกำแพงแห่งความกดดันลงทันที เราสองคนเก็บหนังสือใส่กระเป๋าด้วยความเงียบที่แสนสบายใจ ก่อนจะเดินเคียงข้างกันออกจากห้องสมุดไปยังคาเฟ่เล็กๆ หลังมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อเรื่องความเงียบสงบ
เมื่อเรานั่งลงในมุมที่ไกลสายตาผู้คน เครื่องดื่มช็อกโกแลตเย็นสองแก้วถูกวางลงตรงหน้า ความเย็นของแก้วแก้วนั้นช่วยดับความร้อนรุ่มในใจของฉันได้ดีเหลือเกิน พี่รินค่อยๆ ใช้หลอดคนน้ำแข็งช้าๆ เสียงกระทบกันของแก้วแก้วเบาๆ กลายเป็นจังหวะดนตรีที่ไพเราะที่สุดในตอนนี้
“มินตรา... ขอบคุณนะคะที่พยายามมาตลอด” พี่รินเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ “พี่รู้ว่าการต้องมาอ่านหนังสือกับคนเข้มงวดแบบพี่มันเหนื่อยแค่ไหน แต่การที่เห็นมินตราพยายามเพื่ออนาคตของตัวเอง พี่ดีใจมากจริงๆ ค่ะ”
คำชมเพียงสั้นๆ จากปากรุ่นพี่ผู้แสนเย็นชาคนนี้ กลับทำให้ขอบตาของฉันร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ฉันรีบก้มหน้าลงซ่อนความรู้สึก แต่มือที่สั่นเทาไม่อาจปกปิดได้มิด พี่รินขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ก่อนที่มืออุ่นๆ ของเธอจะวางทับลงบนหลังมือของฉัน
“อย่ากดดันตัวเองมากเกินไปเลยนะคนเก่ง สอบผ่านหรือไม่ผ่าน พี่ก็ยังมองเห็นความตั้งใจของมินตราอยู่ดี”
คำว่า ‘คนเก่ง’ ที่ออกมาจากริมฝีปากนั่นมันมากกว่าคำหวานใดๆ ในโลก พี่รินในมุมนี้... พี่รินที่ถอดหน้ากากประธานชมรมที่แสนนิ่งขรึมออก เหลือเพียงผู้หญิงที่พร้อมจะอ่อนโยนให้ฉันเพียงคนเดียว นี่คือ ‘ความสุขชั่วคราว’ ที่ฉันไม่เคยอยากให้มันจบลงเลย
เราใช้เวลาที่เหลือของวันไปกับการเดินเล่นในสวนของมหาวิทยาลัย แสงแดดช่วงเย็นที่ทอดผ่านกิ่งไม้ทำให้เงาของเราทอดยาวเป็นเส้นเดียวกันบนพื้นหญ้า ฉันแอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเธอ แล้วลอบยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
“พี่รินคะ...” ฉันเรียกชื่อเธอแผ่วเบา
“ว่าไงคะ?” เธอหันมามองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู
“ถ้าสอบเสร็จแล้ว... เราจะยังได้มานั่งเลกเชอร์ด้วยกันแบบนี้อีกไหมคะ?”
พี่รินหยุดเดิน เธอจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของฉัน เหมือนกำลังจะค้นหาคำตอบอะไรบางอย่างในนั้น ความเงียบปกคลุมเราอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ได้อึดอัด มันเต็มไปด้วยความคาดหวังที่พุ่งพล่านอยู่ในอก
“เรื่องนั้น...” พี่รินเว้นจังหวะ เธอขยับเข้ามาใกล้จนฉันได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นแรง “พี่ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ เพราะบางที... หลังสอบจบ พี่อาจจะมีเรื่องสำคัญ ‘กว่าการเลกเชอร์’ ที่อยากจะบอกมินตรา”
คำพูดกำกวมนั่นทำให้ฉันหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เรื่องสำคัญงั้นเหรอ? หรือว่า...
ทว่า ก่อนที่ฉันจะได้ซักถามอะไรออกไป เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ของพี่รินก็ดังขัดจังหวะขึ้น เธอหยิบมันขึ้นมาดูเพียงแวบเดียว สีหน้าผ่อนคลายเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนไปเป็นความเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด เธอเม้มริมฝีปากแน่นราวกับกำลังตัดสินใจเรื่องที่ยากลำบาก
“มินตราคะ...” เธอเรียกฉันด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป “พี่คงต้องขอตัวก่อน มีธุระด่วนที่พี่ต้องจัดการจริงๆ”
เธอกำลังจะหันหลังเดินจากไป แต่แล้วเธอก็ชะงักฝีเท้าลง หันกลับมามองฉันด้วยสายตาที่ยากจะตีความ ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกใหญ่ลงมากลางใจฉัน
“ถ้าระหว่างที่พี่ไม่อยู่... มีใครเอาเรื่อง ‘ความลับในอดีตของพี่’ มาพูดให้ฟัง อย่าไปเชื่อเขานะคะ มินตรา... พี่รินคนนี้ ไม่ได้เป็นอย่างที่คนอื่นเขาพูดกันเสมอไป”
พูดจบเธอก็รีบก้าวเดินหายไปในเงามืดของตึกเรียน ทิ้งให้ฉันยืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า พร้อมกับความสงสัยที่ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์ ความลับอะไรกัน? แล้วทำไม... พี่รินถึงต้องทำหน้าเศร้าขนาดนั้นในตอนที่พูดประโยคนั้นออกมา?
กลิ่นลิลลี่สีขาวขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหัวใจที่สั่นไหวของมินตราและพี่รินในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ•ตอนที่ 36
ความสุขชั่วคราว
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!