“รุ่นพี่รินคะ... ถ้าหนูจะบอกว่าสมุดเลกเชอร์เล่มนี้ไม่สำคัญเท่าเจ้าของสมุด พี่จะเชื่อไหมคะ?”
คำถามนั้นถูกพ่นออกมาท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องสมุดส่วนตัวของชมรมวิชาการ กลิ่นกระดาษเก่าและไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่มักจะทำให้มินตราชินชานั้น กลับกลายเป็นความกดดันที่บีบให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะจนแทบหลุดออกมา
รินรดาที่กำลังก้มหน้าอ่านเอกสารกองโตชะงักมือที่ถือปากกา ปลายปากกาหมึกซึมแต้มจุดสีดำลงบนกระดาษจนซึมเป็นวงกว้าง เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาที่ดูสุขุมนิ่งสนิทกำลังจับจ้องไปยังใบหน้าของเฟรชชี่รุ่นน้องที่ยืนตัวสั่นแต่ทว่ากลับมีแววตามุ่งมั่นอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
“มินตรา... พี่ว่าเราคงเหนื่อยจากการอ่านหนังสือสอบมากไปหน่อยนะคะ” รินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่ปลายนิ้วที่สั่นน้อยๆ ของเธอขณะวางปากกาลงบนโต๊ะนั้น กลับฟ้องว่าความนิ่งนั้นคือการเสแสร้ง
มินตราไม่ได้ถอยหนี กลับกัน เธอสาวเท้าก้าวข้ามเส้นกั้นบางๆ เดินอ้อมโต๊ะไม้ตัวใหญ่เข้าไปหาคนที่เป็นทั้งรุ่นพี่และพื้นที่ปลอดภัยในใจของเธอ เธอวางมือลงบนขอบโต๊ะ ก้มลงมองสบตาคนที่นั่งอยู่ใกล้ในระยะที่ปลายจมูกแทบจะสัมผัสกัน
“มินไม่ได้เหนื่อยค่ะ มินรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่” น้ำเสียงของมินตราสั่นเครือแต่มั่นคง “ตั้งแต่วันแรกที่มินขอยืมเลกเชอร์พี่ จนถึงวันนี้... มันไม่ใช่เพราะมินเรียนไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ แต่เพราะมินอยากมีข้ออ้างที่จะได้เดินเข้ามาในห้องนี้ ได้เห็นหน้าพี่ ได้รู้ว่าพี่กินข้าวหรือยัง พี่นอนพอไหม หรือวันนี้พี่มีเรื่องอะไรที่ทำให้พี่ดูเศร้าลงกว่าปกติ”
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น กำแพงสูงตระหง่านที่เธอพยายามสร้างขึ้นมาตลอดสี่ปีดูเหมือนจะสั่นคลอนจากการจู่โจมที่ไร้ความปราณีของเด็กสาวตรงหน้า เธอถอยหลังจนแผ่นหลังชิดพนักเก้าอี้ ดวงตาคู่นั้นไหวระริกด้วยความตกใจและสับสน
“เธอรู้ไหมว่าพูดอะไรออกมา...” รินเค้นเสียงถาม ราวกับจะพยายามเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงของตัวเองกลับมา “มินตรา... เราเป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องกัน ความรู้สึกแบบนี้มันข้ามเส้นเกินไปนะคะ”
“แล้วถ้ามินตั้งใจจะข้ามเส้นล่ะคะ?” มินตราถามสวนทันควัน ความกล้าที่สะสมมานานนับเดือนระเบิดออกมาจนไม่มีที่ว่างให้ความลังเล “พี่ริน... พี่จะใจร้ายกับคนคนหนึ่งที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตพี่ไปถึงไหน? มินไม่ใช่เด็กน้อยที่พี่จะคอยสอนแค่เรื่องวิชาการหรอกนะคะ มินคือคนที่อยากดูแลพี่... ในวันที่พี่เหนื่อยจนอยากพักบ้าง”
บรรยากาศในห้องเงียบสนิทจนได้ยินเสียงหัวใจของคนทั้งคู่เต้นแข่งกัน รินรดาหลับตาลงแน่น พยายามควบคุมลมหายใจที่สั่นสะท้าน เธอเกลียดความรู้สึกที่มินตรากำลังปลุกเร้า ความอ่อนโยนที่เธอเฝ้าฝังกลบมาตลอดถูกขุดขึ้นมาอีกครั้งด้วยมือของรุ่นน้องคนนี้
“พี่ริน...” มินตราเรียกชื่ออีกครั้ง คราวนี้เธอเอื้อมมือไปแตะที่ข้อมือของรุ่นพี่เบาๆ สัมผัสที่เย็นเยียบจากปลายนิ้วของรินทำให้มินตราชะงักไปเล็กน้อย แต่เธอก็เลือกที่จะกระชับมือคู่นั้นไว้แน่นขึ้น “มองตาหนูสิคะ... พี่ไม่ได้รังเกียจหนูหรอก ใช่ไหมคะ?”
รินรดาลืมตาขึ้น สายตาของเธอมันไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคือความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึกๆ มินตราสัมผัสได้ทันทีว่าเธอได้แตะถูกรอยแผลเป็นที่ใหญ่ที่สุดในใจของรุ่นพี่คนนี้เข้าให้แล้ว รินมองมินตราด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามและเงื่อนไขที่มองไม่เห็น
“เธอไม่เข้าใจหรอกมินตรา... โลกของพี่ไม่ได้มีแค่ความสดใสแบบที่เธอเห็น” รินรดาถอนหายใจยาว ก่อนจะขยับมือออกจากจังหวะกุมของรุ่นน้องอย่างแผ่วเบา “มีหลายเรื่องที่พี่แบกไว้... และพี่ก็ไม่เคยคิดจะเอาใครเข้ามาพังกำแพงพวกนี้หรอก”
“งั้นมินจะพังมันเองค่ะ” มินตราประกาศก้อง ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกจนกลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวของรินรดาอบอวลไปทั่วความรู้สึกของเธอ “ถ้ากำแพงของพี่มันทำให้พี่ต้องเหงาขนาดนี้ มินยอมเป็นคนผิดที่จะพังมันลงมา... ต่อให้ต้องถูกพี่เกลียด มินก็ยังจะทำ”
รินรดาเบิกตากว้าง เธอไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับความดื้อรั้นที่เปี่ยมไปด้วยความรักขนาดนี้ มินตราไม่ได้ล้อเล่น และท่าทางที่ดูไร้เดียงสาในวันวานกำลังถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่น่าเกรงขาม
ในวินาทีที่มินตรากำลังจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อย้ำความรู้สึกของตนเอง เสียงเคาะประตูห้องชมรมก็ดังขึ้นขัดจังหวะทันควัน ทั้งสองคนผละออกจากกันด้วยความตระหนก รินรดารีบจัดเสื้อผ้าและท่าทางของตัวเองให้กลับมาดูปกติที่สุด แม้หัวใจจะยังเต้นรัวเหมือนกลองรบ
ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดออกช้าๆ ร่างของบุคคลที่ไม่คาดคิดก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูไม่เป็นมิตรเท่าไรนัก
“ขอโทษนะริน... พอดีฉันผ่านมาธุระ เลยกะว่าจะชวนเธอไปทานมื้อเที่ยงด้วยกัน” หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง ผมยาวสลวยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาบรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกขึ้นทันตาเห็น “อ้าว... แล้วเด็กคนนี้ใครกัน? ดูเหมือนฉันจะขัดจังหวะอะไรสำคัญอยู่หรือเปล่านะ?”
มินตราหันไปมองคนที่เพิ่งเข้ามาด้วยความไม่เข้าใจ แต่เมื่อเธอมองเห็นสีหน้าของรินรดาที่เปลี่ยนจากความสับสนกลายเป็นความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด มินตราก็รู้ทันทีว่า... ก้าวที่เธอเพิ่งก้าวไปเมื่อครู่ อาจจะพาเธอไปพบกับพายุลูกใหญ่ที่เธอไม่มีวันรับมือได้เพียงลำพัง
รินรดาสบตากับผู้มาใหม่ ก่อนจะหันมามองมินตราด้วยแววตาที่แฝงความหวาดหวั่นอย่างประหลาด แล้วพูดออกมาประโยคหนึ่งที่ทำให้โลกทั้งใบของมินตราหยุดหมุน
“มินตรา... ออกไปก่อนค่ะ” รินเว้นจังหวะ “เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอคนนี้... คือคนเดียวที่พี่ไม่มีวันชนะได้”
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันหัวใจไปกับมินตราและพี่รินในตอนนี้ด้วยกันนะคะ กลิ่นลิลลี่สีขาวค่ะ
รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ•ตอนที่ 30
ก้าวที่ผิดพลาด
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!