รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ•ตอนที่ 31

ระยะห่างที่เพิ่มขึ้น

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
“ริน... มินถามว่าเย็นนี้เราจะไปห้องสมุดด้วยกันไหมคะ พี่รินลืมสมุดจดเลคเชอร์วิชาสถิติไว้ที่มินนะ” ประโยคคำถามที่พยายามทำให้น้ำเสียงดูปกติที่สุดถูกพ่นออกไปท่ามกลางความเงียบงันในห้องชมรมวิชาการ มินตรากำสายกระเป๋าเป้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาคู่กลมโตจ้องมองแผ่นหลังของคนที่นั่งหันหลังให้เธออยู่ตรงโต๊ะทำงาน ร่างสูงโปร่งของ ‘รินรดา’ ยังคงก้มหน้าก้มตาอยู่กับกองเอกสาร ปลายปากกาหมึกซึมขีดเขียนลงบนกระดาษเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับว่าเสียงเรียกของมินตราเป็นเพียงเสียงลมพัดผ่านหน้าต่าง “พี่รินคะ?” มินตราเรียกซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ความสั่นไหวในน้ำเสียงเริ่มปิดไม่มิด รินรดาชะงักปลายปากกาไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ หันเก้าอี้หมุนกลับมาเผชิญหน้ากับรุ่นน้องคนสนิท แววตาคู่คมที่เคยอ่อนโยนและฉายแววเอ็นดูยามมองมินตรา บัดนี้กลับดูเรียบเฉย เย็นชา จนมินตราเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว “พี่คงไม่ว่างไปแล้วล่ะมินตรา” เสียงราบเรียบนั้นบาดลึกเข้าไปในความรู้สึก “ช่วงนี้งานชมรมรัดตัวมาก อีกอย่าง... มินตราเองก็มีสอบวิชาอื่นที่ต้องเตรียมตัวไม่ใช่เหรอคะ การเอาเวลามาโฟกัสกับเรื่องของพี่... พี่ว่ามันอาจจะทำให้มินเสียเวลาเปล่า” “เสียเวลาเหรอคะ?” มินตราทวนคำ หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ “พี่รินพูดเหมือน... เหมือนไม่อยากให้มินเข้าใกล้เลย” รินรดาเบือนหน้าหนี มองออกไปนอกหน้าต่างที่ทอดสายตาไปยังสนามหญ้ากว้างใหญ่ “บางครั้ง การรู้ระยะห่างที่เหมาะสม มันก็ดีกับตัวมินเองมากกว่านะ มินตรา... โลกของปีหนึ่งกับปีสี่น่ะ มันไม่เหมือนกันหรอก” ความเงียบที่น่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วห้อง มินตรายืนนิ่ง ความจุกแน่นในอกตีตื้นขึ้นมาจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว พี่รินที่เคยใจดี พี่รินที่เคยสอนเธอเขียนเลคเชอร์จนดึกดื่น พี่รินคนที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่ใกล้ชิด กำลังสร้างกำแพงที่สูงชันขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มินตราเม้มริมฝีปากแน่น กอดสมุดโน้ตเล่มนั้นไว้แนบอกราวกับมันเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวเธอไว้กับรินรดา “ถ้าพี่รินไม่สะดวก... งั้นมินวางเลคเชอร์ไว้ที่โต๊ะตรงนี้นะคะ” เธอวางสมุดเล่มนั้นลงอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะหันหลังเดินออกมาจากห้องชมรมด้วยความรู้สึกที่พังทลาย ทุกก้าวที่เดินออกจากห้องนั้น ราวกับเป็นการเดินห่างออกจากหัวใจของคนตรงหน้าไปไกลแสนไกล ฟ้าใสที่รออยู่หน้าตึกชมรมรีบก้าวเข้ามาหาทันทีเมื่อเห็นเพื่อนสนิทเดินหน้าถอดสีออกมา “เป็นไงบ้าง? พี่รินให้ไปส่งที่ห้องสมุดไหม?” มินตราส่ายหน้าช้าๆ “เขาไม่อยากเจอเราแล้วล่ะฟ้าใส” “หมายความว่ายังไงนะ?” ฟ้าใสขมวดคิ้ว “เมื่อวานยังคุยกันดีๆ อยู่เลยไม่ใช่เหรอ” “เราก็ไม่รู้เหมือนกัน... หรือว่าพี่รินจะรู้ตัวแล้วว่าเรา... ว่าเราชอบเขา” มินตราเสียงสั่น เธอมองขึ้นไปบนตึกชั้นสามที่เป็นที่ตั้งของห้องชมรม ความสับสนในใจมันตีกันจนแทบคลั่ง รินรดาไม่ใช่คนใจร้าย แต่ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันแบบนี้ มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่? ความห่วงใยที่เคยมีให้ มันเป็นเพียงแค่การเอ็นดูรุ่นน้องคนหนึ่งเท่านั้นจริงๆ หรือ? ตลอดทั้งเย็น มินตราจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เธอเดินทอดน่องไปตามทางเดินของมหาวิทยาลัยโดยไร้จุดหมาย ภาพเหตุการณ์ในห้องชมรมยังคงฉายซ้ำไปมาในหัว พี่รินดูเย็นชาเกินกว่าจะเป็นความเย็นชาธรรมดา แต่มันมีความรู้สึกบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใต้แววตานั้น... ความรู้สึกที่เหมือนกับการพยายามข่มกลั้นใจตัวเองเอาไว้ ตกดึก มินตราตัดสินใจนั่งลงหน้าโต๊ะอ่านหนังสือ เปิดสมุดเลคเชอร์ที่เพิ่งนำกลับมาเปิดดูอีกครั้ง เธอกะว่าจะอ่านหนังสือสอบสักหน่อย แต่เมื่อพลิกหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ จนถึงหน้าสุดท้าย เธอก็ต้องชะงัก มีข้อความเล็กๆ เขียนด้วยลายมือบรรจงที่เป็นเอกลักษณ์ของรินรดาอยู่ตรงมุมล่างของหน้ากระดาษ *‘อย่าพยายามเข้าใกล้ในวันที่พี่ถอยออกมา เพราะถ้าพี่หันหลังไป... สิ่งที่จะเห็นอาจทำให้มินเสียใจมากกว่าที่เป็นอยู่’* มินตราหัวใจเต้นรัวด้วยความตกใจ เธอรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะกดหาอีกฝ่าย ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันสนทนาก็ดังขึ้น เป็นข้อความจากรินรดาที่ส่งมาให้เธอโดยตรง [พี่ริน: มินตรา... ถ้าเห็นข้อความนี้แล้ว อย่าหาคำตอบจากพี่เลยนะ เพราะสิ่งที่พี่กำลังตัดสินใจทำอยู่... มันไม่ใช่เพื่อพี่ แต่มันเพื่อตัวของมินเอง] ก่อนที่มินตราจะได้พิมพ์ตอบกลับไป ภาพหน้าจอโทรศัพท์ก็เปลี่ยนไป เป็นรูปถ่ายที่ถูกส่งเข้ามา เป็นรูปของมินตราเองที่กำลังยืนคุยกับรุ่นพี่คนหนึ่งในคณะบริหารเมื่อตอนกลางวัน แต่ภาพนั้นถูกถ่ายในมุมที่ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังกอดกันอย่างแนบชิด ทั้งที่ความจริงแล้วมินตราเพียงแค่รับหนังสือที่รุ่นพี่คนนั้นทำตกเท่านั้น ในขณะที่มินตรากำลังจะพิมพ์ถามว่านี่มันหมายความว่าอย่างไร เสียงเคาะประตูห้องพักของเธอก็ดังขึ้นรัวเร็วและหนักหน่วงราวกับคนรีบร้อน มินตราลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูด้วยความสงสัย แต่ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ากลับไม่ใช่เพื่อนสนิทอย่างฟ้าใส ร่างสูงโปร่งของรุ่นพี่ปีสี่ที่เพิ่งปฏิเสธเธอไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ยืนอยู่หน้าห้องในสภาพที่ดูเหนื่อยหอบ เส้นผมที่เคยจัดทรงสวยยุ่งเหยิงเล็กน้อย สายตาของรินรดาที่จ้องมองมานั้นเปลี่ยนไป... มันไม่มีความเย็นชาเหลืออยู่อีกแล้ว มีเพียงความกังวลและประกายบางอย่างที่มินตราไม่เคยเห็นมาก่อน “พี่ริน...” มินตราเรียกชื่อคนตรงหน้าด้วยความแผ่วเบา รินรดาไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอเอื้อมมือมาคว้าข้อมือของมินตราแล้วดึงเข้าไปในห้อง ก่อนจะปิดประตูลงล็อกแน่นหนาด้วยมือเพียงข้างเดียว ลมหายใจที่หอบถี่ของรินรดากระทบเข้ากับใบหน้าของมินตราจนคนตัวเล็กได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ “มินตรา... พี่บอกให้มินอยู่ห่างๆ จากพี่ไม่ใช่เหรอ” รินรดาเค้นเสียงถาม ทั้งที่ใบหน้าคมสวยนั้นเลื่อนเข้ามาใกล้จนลมหายใจรดกัน “ทำไมถึงดื้อแบบนี้... รู้ไหมว่าโลกข้างนอกนั่นมันอันตรายแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อมินทำแบบนั้นลงไปในที่สาธารณะ!” ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันหัวใจไปกับมินตราและพี่รินในตอนนี้ด้วยกันนะคะ กลิ่นลิลลี่สีขาวค่ะ
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%