"คุณแม่... ไม่คิดจะถามรินสักคำเลยหรือคะว่ารินต้องการอะไร"
เสียงของรินรดาสั่นพร่า ทว่าแววตาที่จ้องมองผู้เป็นมารดากลับว่างเปล่าจนน่าใจหาย ซองเอกสารสีน้ำตาลที่ตกอยู่บนพื้นยังคงนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับเป็นระเบิดเวลาที่รอวันทำงาน มินตราตัวชาวาบไปทั้งร่าง เธอรู้สึกเหมือนอากาศในห้องนี้ถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น มือเล็กกำชายเสื้อของตัวเองแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
หญิงวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มเพียงแค่ปรายตามองมินตราด้วยสายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็ง ก่อนจะหันกลับมาประจันหน้ากับบุตรสาว "สิ่งที่ลูกต้องการมันไม่มีค่าพอจะเอามาแลกกับเกียรติยศของตระกูลหรอกนะรินรดา อย่าให้แม่ต้องลงมือทำอะไรที่มันรุนแรงไปกว่าการไล่เด็กคนนี้ออกไปเลย"
เมื่อร่างสูงสง่านั้นเดินออกไปพร้อมเสียงส้นสูงที่ก้องสะท้อนไปตามทางเดิน ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่กดทับหัวใจคนทั้งสอง รินรดายืนนิ่งเหมือนรูปปั้นที่แตกสลาย เธอค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น กอดเข่าตัวเองแน่น พยายามสะกดกลั้นเสียงสะอื้นที่เริ่มจะหลุดรอดออกมา
มินตราก้าวเข้าไปหาช้าๆ หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความเจ็บปวดแทนรุ่นพี่ที่แสนดีคนนี้ เธอไม่เคยเห็นรินรดาในมุมที่เปราะบางขนาดนี้มาก่อน "พี่ริน... ไม่เป็นไรนะคะ"
มินตราทรุดตัวลงนั่งข้างๆ แล้วเอื้อมมือไปแตะไหล่ที่สั่นเทาของอีกฝ่ายเบาๆ รินรดาไม่ตอบ แต่เธอกลับเอนศีรษะลงมาซบที่ไหล่ของมินตรา ความอุ่นร้อนจากหยาดน้ำตาที่ซึมผ่านเนื้อผ้าเข้ามา ทำให้มินตราตระหนักได้ว่า ในวันที่โลกทั้งใบของรินรดาพังทลายลงมาตรงหน้า เธอคือที่พึ่งเดียวที่เหลืออยู่
"ทำไม... ทำไมรินถึงเลือกทางเดินเองไม่ได้เลยล่ะมิน" เสียงของรุ่นพี่แหบพร่าและแผ่วเบาจนแทบขาดหาย "รินเหนื่อยเหลือเกิน... เหนื่อยกับการเป็นตุ๊กตาให้คนอื่นชักใย"
"มินอยู่ที่นี่นะคะ มินจะอยู่ตรงนี้กับพี่รินเอง" มินตรากระซิบตอบ พลางโอบกอดรินรดาไว้แน่น ความอุ่นที่สัมผัสได้จากอ้อมกอดนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ร่างกาย แต่มันคือความรู้สึกที่ส่งผ่านจากใจถึงใจ ในห้องทำงานที่เคยดูเข้มงวดและน่าเกรงขาม บัดนี้กลายเป็นเพียงสถานที่เล็กๆ ที่ซ่อนความอ่อนแอของคนที่แข็งแกร่งที่สุดในชมรมไว้
รินรดาเงยหน้าขึ้นมองมินตรา ดวงตาคู่สวยที่เคยนิ่งสงบตอนนี้เต็มไปด้วยความสับสนและร้องขอความเห็นใจ "ถ้าวันหนึ่งรินหายไป... มินจะยังจำรินได้ไหม"
"ไม่ว่าพี่รินจะอยู่ที่ไหน หรือเกิดอะไรขึ้น มินจะไม่มีวันลืมพี่รินค่ะ" มินตราจ้องลึกเข้าไปในดวงตานั้น สัญญาด้วยความบริสุทธิ์ใจทั้งหมดที่มี "มินจะไม่ปล่อยให้พี่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องนี้คนเดียวอีกแล้ว เราจะผ่านมันไปด้วยกันนะคะ"
รินรดาคลี่ยิ้มออกมาจางๆ เป็นยิ้มที่ดูเศร้าหมองที่สุดเท่าที่มินตราเคยเห็นมา เธอเอื้อมมือไปเกลี่ยไรผมที่ปรกลงมาบนใบหน้าของมินตราอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่ปลายนิ้วเย็นเฉียบนั้นทำให้หัวใจของมินตรากระตุกวูบ
"ขอบคุณนะที่เข้ามาในชีวิตริน... ในวันที่มืดมนที่สุด รินกลับได้พบแสงสว่างที่อบอุ่นที่สุด"
ขณะที่บรรยากาศกำลังจมดิ่งลงสู่ความซาบซึ้งและปวดร้าว ทันใดนั้น เสียงประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีการเคาะบอกล่วงหน้า กลิ่นน้ำหอมราคาแพงโชยกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับเงาร่างของใครบางคนที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าห้อง
"ดูเหมือนว่าฉันจะประเมินความดื้อรั้นของแกต่ำไปนะ รินรดา" เสียงทุ้มต่ำของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นแทนที่เสียงของมารดา เขาเดินเข้ามาใกล้จนเงาของเขาพาดทับร่างของมินตราและรินรดา "และเด็กคนนี้... ดูท่าจะเป็นตัวปัญหาที่ฉันต้องจัดการให้เด็ดขาดเสียที"
รินรดาผุดลุกขึ้นยืนบังมินตราไว้ทันที แววตาของเธอเปลี่ยนจากความอ่อนแอเป็นความดุดันที่มินตราไม่เคยเห็นมาก่อน แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของมินตราแทบหยุดเต้น คือภาพของชายผู้นั้นที่ก้าวเข้ามาในแสงไฟ... เขาคือคนเดียวกับที่ปรากฏในรูปถ่ายใบเก่าบนโต๊ะทำงานของรินรดา... คนที่ควรจะเสียชีวิตไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน
"คุณ... เป็นไปไม่ได้" รินรดาพึมพำ ใบหน้าของเธอซีดเผือดราวกับกระดาษ
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกไปกับตัวละครในตอนนี้นะคะ
รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ•ตอนที่ 29
ที่พึ่งพาในวันที่อ่อนล้า
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!