“พี่รินคะ... รูปนั่น...”
เสียงของฉันแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างเงียบเชียบในห้องชมรม ฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าโต๊ะทำงานของพี่ริน มือที่ถือแฟ้มงานสั่นระริกจนกระดาษด้านในส่งเสียงเสียดสีกันเบาๆ ภาพถ่ายใบที่ถูกคว่ำไว้เมื่อครู่ ตอนนี้มันถูกขยับเปลี่ยนตำแหน่งไปเพียงเล็กน้อย แต่รอยแยกที่ฉีกขาดกลางภาพกลับชัดเจนจนบาดลึกเข้าไปในความรู้สึก
รูปถ่ายคู่ระหว่างฉันกับเมลดา... ทำไมมันถึงไปอยู่ตรงนั้น? และทำไมพี่รินต้องคว่ำมันไว้?
พี่รินที่เพิ่งก้าวออกมาจากมุมห้องเก็บของชะงักฝีเท้าลง ดวงตาเรียบเฉยคู่นั้นกวาดมองสิ่งที่ฉันกำลังจ้องมองอยู่ ก่อนที่ใบหน้าสวยสง่าจะเรียบตึงขึ้นในเสี้ยววินาที เธอไม่ได้รีบร้อนเข้าไปเก็บมัน แต่กลับเลือกที่จะประสานสายตากับฉันด้วยแววตาที่อ่านยาก
“มินตรา... พี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าถือวิสาสะเข้ามาในส่วนของพี่โดยไม่ได้รับอนุญาต” เสียงของเธอไม่ได้ดุดัน แต่กลับเย็นเยียบจนหัวใจฉันวูบไหว
“มินขอโทษค่ะ... แต่มินแค่จะเอาเลกเชอร์มาคืน” ฉันกลืนก้อนแข็งๆ ลงคอ พยายามรวบรวมความกล้า “แล้วรูปนั้น... ทำไมมันถึงถูกฉีกคะ?”
พี่รินเดินเข้ามาใกล้ ร่างสูงโปร่งของเธอทำให้ฉันเผลอก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติจนแผ่นหลังชนเข้ากับตู้หนังสือ เธอหยิบรูปถ่ายใบนั้นขึ้นมาด้วยท่าทีเฉยเมย ก่อนจะใช้นิ้วเรียวสวยลูบไปตามรอยฉีกขาดนั้นเบาๆ “บางอย่าง... ก็ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์เสมอไปหรอกนะมินตรา บางครั้งการที่มันขาดออกจากกัน ก็เพื่อให้เราเห็นว่าส่วนไหนที่ควรค่าแก่การเก็บรักษาไว้จริงๆ”
คำพูดกำกวมของเธอทำเอาฉันพูดไม่ออก ในขณะที่ความสับสนในใจกำลังก่อตัวขึ้น เสียงของฟ้าใสก็ดังแทรกเข้ามาทำลายความกดดันนั้น
“เฮ้ย มิน! รถตู้จะออกแล้วนะมัวทำอะไรอยู่... อุ๊ย!” ฟ้าใสชะงักกึกเมื่อเห็นบรรยากาศที่คุกรุ่นในห้อง “ขอโทษค่ะพี่ริน... คือพวกเราต้องไปค่ายอาสาแล้ว”
พี่รินละสายตาจากรูปถ่ายในมือทันที ความเย็นชาเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่ฉันเริ่มจะคุ้นชินว่ามันคือเกราะป้องกันตัวเธอ “ไปเถอะ อย่าให้สายมากกว่านี้เลย”
***
การเดินทางขึ้นเหนือสู่ค่ายอาสาบนดอยห่างไกลเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่ความเงียบระหว่างฉันกับพี่รินกลับดูเหมือนจะทอดยาวมากกว่าระยะทางบนถนน พี่รินเป็นคนขับรถตู้ของชมรม ส่วนฉันถูกจัดให้นั่งข้างคนขับในฐานะผู้ช่วยประสานงานตลอดเส้นทาง
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกหน้า กระทบลงบนใบหน้าด้านข้างของพี่รินที่ยังคงมีสมาธิกับการขับรถ แม้ว่าเราจะไม่ได้สนทนากัน แต่ทุกครั้งที่ฉันเหลือบมอง ฉันจะเห็นเธอลอบถอนหายใจเป็นระยะ สายตาที่มองไปยังถนนเบื้องหน้าดูเหม่อลอยคล้ายกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่างที่หนักอึ้ง
“มินตรา” เธอเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามอง
“คะ?”
“ทำไมถึงอยากมาค่ายนี้?”
ฉันกระชับสายกระเป๋าสะพายแน่น “เพราะมินอยากเรียนรู้ค่ะ... อยากรู้ว่าชีวิตที่ไม่มีสิ่งฟุ่มเฟือยมันเป็นยังไง และ... อยากใช้เวลากับพี่รินให้มากขึ้นด้วย”
พี่รินขำในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูขมปร่า “เด็กโง่... ความใกล้ชิดบางครั้งก็ไม่ได้นำมาซึ่งความเข้าใจหรอกนะ บางทีมันอาจจะทำให้น้องเห็นมุมที่พี่อยากซ่อนไว้ก็ได้”
เมื่อถึงที่พักโฮมสเตย์บนดอย กิจกรรมค่ายก็เริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางมลายหายไปเมื่อเห็นรอยยิ้มของเด็กๆ ในหมู่บ้าน แต่สิ่งที่ทำให้ฉันใจเต้นแรงคือการต้องจัดสรรที่นอนในบ้านพักไม้เก่าแก่ที่จำกัด พี่รินได้รับมอบหมายให้นอนห้องเดียวกับฉันเพราะห้องพักเจ้าหน้าที่หญิงเต็ม
ตกดึก... อากาศบนดอยหนาวเหน็บจนฉันต้องขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา แต่ฉันกลับนอนไม่หลับ เมื่อหันไปมองเตียงข้างๆ พี่รินยังคงนั่งอ่านหนังสือเล่มเดิมอยู่ใต้แสงไฟจากตะเกียงน้ำมัน กลิ่นหอมอ่อนๆ ประจำตัวของเธออบอวลไปทั่วห้อง
“ยังไม่นอนอีกเหรอคะ?” พี่รินถามโดยไม่วางหนังสือ
“มินนอนไม่หลับค่ะ... พี่รินล่ะคะ ทำไมถึงยังไม่นอน”
เธอปิดหนังสือลงแล้วลุกขึ้นเดินมานั่งที่ขอบเตียงของฉัน ความเย็นจากไอกลางคืนดูเหมือนจะลดทอนกำแพงในใจเธอลงไปบ้าง “เพราะพี่กังวล... เรื่องที่เกิดขึ้นในห้องชมรมวันนี้”
ฉันลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ใจเต้นตึกตัก “เรื่องรูปถ่ายนั่น... พี่รินไม่ต้องอธิบายก็ได้ค่ะ มินรู้ว่ามินไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย”
พี่รินเงียบไปนาน ก่อนจะยื่นมือมาแตะที่ข้างแก้มของฉันอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นอบอุ่นจนน้ำตาฉันเกือบจะรื้น “ถ้าพี่บอกว่า... พี่ไม่ได้เกลียดมินตรา แต่พี่แค่กลัว... กลัวว่าคนอย่างพี่จะทำให้น้องพังลง เหมือนที่ใครบางคนเคยทำกับพี่ไว้ น้องจะยังอยากรู้จักพี่มากกว่านี้ไหม?”
ฉันจับมือเธอมั่น ใจสั่นไหวด้วยความตื้นตัน “ไม่ว่าพี่จะเป็นยังไง มินก็อยากอยู่ข้างๆ พี่นะคะ”
ทว่าในจังหวะที่หัวใจเรากำลังจะสื่อถึงกัน ประตูไม้หน้าห้องก็ถูกเคาะรัวจนดังก้องไปทั่วความเงียบ ตามด้วยเสียงของเมลดาที่ดังขึ้นจากด้านนอกพร้อมกับความเย็นยะเยือกที่แล่นเข้าสู่หัวใจฉัน
“พี่รินคะ... เมลมีเรื่องสำคัญจะบอกค่ะ เรื่องที่มินตราไม่เคยรู้... เกี่ยวกับสาเหตุที่พี่ต้องฉีกรูปใบนั้นทิ้ง”
พี่รินชักมือออกทันที ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด เธอหันไปมองประตูด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะหันกลับมามองฉันด้วยสายตาที่ยากจะตีความ
มินตรา... พี่ขอโทษนะ ที่พี่ปิดบังความจริงที่โหดร้ายที่สุดเกี่ยวกับ ‘เมลดากับพี่’ เอาไว้...
กลิ่นลิลลี่สีขาวขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของหัวใจในตอนนี้ด้วยความอบอุ่นนะคะ
รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ•ตอนที่ 26
การเดินทางไปต่างจังหวัด
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!