"ถ้ามินยังจ้องกระดาษแผ่นนั้นด้วยสายตาแบบนั้นอีกสามวิ พี่จะยึดชีทสรุปคืนจริงๆ ด้วยนะ"
เสียงทุ้มนุ่มที่เจือแววเอ็นดูระคนดุเล็กน้อยดังขึ้นเหนือหัว ทำเอามินตราที่กำลังนั่งใจลอยเผลอสะดุ้งสุดตัว ปากกาไพลินในมือเกือบหลุดร่วงลงไปกลิ้งบนพื้นไม้เคลือบเงาของคาเฟ่สไตล์มินิมอลแห่งนี้ กลิ่นหอมจางๆ ของกาแฟคั่วอ่อนผสมกับกลิ่นวานิลลาอบอวลอยู่รอบตัว แต่กลิ่นที่ติดปลายจมูกมินตรามากที่สุด กลับเป็นกลิ่นแชมพูอ่อนๆ สะอาดสดชื่นจากตัวของรุ่นพี่สาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
รินรดากำลังป้องปากหาวเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยใต้กรอบแว่นสายตาทรงหยดน้ำฉายแววอ่อนล้า เพราะนี่คือชั่วโมงที่สามติดต่อกันแล้วที่พวกเธอนั่งจมอยู่กองชีทวิชาสถิติพื้นฐาน—วิชาปราบเซียนปีหนึ่งที่มินตราแกล้งทำเป็น "ไม่เข้าใจ" จนต้องบากหน้ามาขอพึ่งพิงรุ่นพี่ปีสี่คนเก่ง
"มิน... มินเปล่าสักหน่อยค่ะพี่ริน" มินตรารีบละล่ำละลักปฏิเสธ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ รู้สึกเหมือนความลับทุกอย่างถูกทะลุทะลวงผ่านสายตาคมกริบคู่นั้น รินรดาไม่ได้มองชีทตรงหน้าด้วยซ้ำ แต่กำลังมอง *เธอ*
รินรดายกแก้วชาเขียวมัทฉะลาเต้ขึ้นจิบช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบงันระหว่างกันทำหน้าที่กดดันเด็กปีหนึ่งทางอ้อม นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นมองลอดแว่นมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา รินรดาไม่ใช่คนใจร้าย เธอใจดี... ใจดีจนน่ากลัว ใจดีจนทำให้คนใจง่ายอย่างมินตราเผลอคิดไปไกลเกินกว่าขอบเขตของคำว่า "รุ่นพี่กับรุ่นน้อง"
"ไหน บอกพี่ซิ เมื่อกี้ตรงข้อสาม ที่พี่เพิ่งอธิบายไป สูตรที่ต้องใช้คืออะไร?"
คำถามวัดความรู้กะทันหันทำเอามินตรากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองที่เคยประมวลผลเรื่องยากๆ ได้ ตอนนี้กลับขาวโพลนราวกับถูกลบด้วยยางลบ ยิ่งเห็นรinรดาวางปากกาลงแล้วประสานมือไว้บนโต๊ะ พร้อมกับเอียงคอมองด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก หัวใจเจ้ากรรมก็ยิ่งเต้นรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก
"เอ่อ... คือว่า... มันคือ..." มินตราอึกอัก ก้มหน้ามองตักตัวเอง นิ้วมือประสานกันแน่นจนข้อต่องอขาว
"เห็นไหมล่ะ" รินรดาระบายลมหายใจเบาๆ ออกมาอย่างยอมแพ้ ก่อนจะขยับเก้าอี้ของตัวเองให้เลื่อนเข้ามาใกล้ฝั่งมินตรามากขึ้น เสียงขาเก้าอี้เสียดกับพื้นไม้ดังเอี๊ยดอาร์ดเบาๆ แต่กลับดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของคนฟัง ร่างระหงในเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกโน้มตัวเข้ามาใกล้ จนรังสีความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในระยะประชิด "ไม่ได้ฟังที่พี่พูดเลยสักนิด... มินตรากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ฮึ?"
กลิ่นหอมเฉพาะตัวของรินรดาลอยแตะจมูกชัดเจนขึ้น มินตราตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตา เพราะมั่นใจเหลือเกินว่าถ้าเงยไปตอนนี้ รินรดาจะต้องเห็นความวุ่นวายและอาการคลั่งรักที่ฉายชัดอยู่ในแววตาของเธอแน่ๆ
"มิน... มินแค่เกร็งค่ะ กลัวทำพี่รินรำคาญ..." ข้อแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ถูกพ่นออกไปอย่างเก้ๆ กังๆ
รินรดาเงียบไปชั่วขณะ บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะลดอุณหภูมิลงเล็กน้อย มินตราแอบชำเลืองมองผ่านหางตา เห็นนิ้วเรียวยาวของรุ่นพี่กำลังเคาะโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ อย่างใช้ความคิด
"พี่เคยบอกเหรอว่ารำคาญเรา?" น้ำเสียงของรินรดาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด มันเจือด้วยความนุ่มนวลชนิดที่ทำเอาคนฟังใจยวบยาบ "ถ้าพี่รำคาญ พี่คงไม่ยอมแบกชีทกองโตนี่เดินมาถึงหน้าหอเรา แล้วก็คงไม่นั่งอธิบายเรื่องตัวเลขน่าเบื่อพวกนี้ให้ฟังจนเสียงแหบหรอกนะ มินตรา"
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่มีอานุภาพทำลายล้างสูงลิ่ว มินตราเงยหน้าขึ้นฉับพลันอย่างไร้การควบคุม สบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่กำลังทอดมองมาด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่ารุ่นพี่ควรมองรุ่นน้อง รอยยิ้มที่ระบายอยู่บนเรียวปากอิ่มของรินรดานั้นไม่ได้เป็นรอยยิ้มแบบมารยาท แต่มันคือรอยยิ้มที่อบอุ่นและจริงใจ... รอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบของมินตราดูสว่างวาบขึ้นมาในทันที
*พี่รินกำลังใจดีกับเราเกินไปแล้วนะ... แบบนี้หัวใจมินจะรับไม่ไหวเอาหรอก*
"พี่รินใจดีกับมินเกินไปแล้วนะคะ" มินตราพึมพำเสียงเบาหวิว ราวกับกระซิบกับตัวเองมากกว่าจะพูดให้คนตรงข้ามได้ยิน แต่ทว่า... รินรดากลับได้ยินมันชัดเจน
รินรดาชะงักไปนิด รอยยิ้มบนมุมปากจางหายไปแทนที่ด้วยแววตาที่ไหววับชั่วขณะ คล้ายมีคลื่นใต้น้ำบางอย่างซัดสาดเข้ามาในความนิ่งสงบนั้น มือเรียวที่เคยเคาะโต๊ะหยุดนิ่งสนิท เธอยื่นมือมาข้างหน้า ช้าๆ อย่างไม่รีบร้อน ปลายนิ้วเรียวแตะเข้าที่ปลายคางของมินตราเบาๆ แล้วบังคับให้เงยขึ้นมารับสายตากันตรงๆ
สัมผัสอุ่นจัดที่ปลายคางทำให้มินตราบล็อกลมหายใจโดยอัตโนมัติ สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ โลกทั้งใบหดแคบลงเหลือเพียงใบหน้าคมสวยของคนที่อยู่ห่างกันแค่คืบ
"ถ้ารู้ว่าใจดี... แล้วทำไมยังดื้อไม่ยอมตั้งใจเรียนล่ะ หื้ม?" รินรดากระซิบเสียงพร่า ใกล้เสียจนลมหายใจอุ่นๆ ปัดผ่านปลายจมูกของคนน้อง ความใกล้ชิดที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างกะทันหันทำให้มินตรารู้สึกวิงเวียนคล้ายคนจะเป็นลม
ก่อนที่มินตราจะได้หาเสียงตัวเองเจอและตอบอะไรกลับไป เสียงกระดิ่งลมหน้าร้านคาเฟ่ก็ดัง "กรุ๊งกริ๊ง" ขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงคุ้นเคยที่ดังแทรกเข้ามาในบรรยากาศสีชมพูจางๆ นั้น
"อ้าว! น้องมินขา~ ติวกันถึงไหนแล้วเอ่ย—อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ขัดจังหวะอะไรรึเปล่าเนี่ย?"
เสียงของฟ้าใส เพื่อนสนิทตัวแสบดังขึ้นลั่นร้าน พร้อมกับร่างโปร่งที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงเข้ามาที่โต๊ะ แต่สิ่งที่ทำให้รินรดาและมินตราต้องผละออกจากกันแทบไม่ทัน ไม่ใช่เสียงของฟ้าใส...
แต่เป็นร่างสูงโปร่งของใครอีกคน ที่ก้าวตามหลังฟ้าใสเข้ามาติดๆ
ผู้ชายในชุดเสื้อเชื้ตทำงานดูภูมิฐาน ใบหน้าคมคายคุ้นตาที่มินตราจำได้แม่นในฐานะ "รุ่นพี่ปีสี่คณะบริหาร" และเป็นคนที่รินรดาเคยบอกปัดความสัมพันธ์ไปเมื่อเทอมก่อน... พี่กรณ์ ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น พร้อมกับรอยยิ้มสุภาพที่ส่งตรงมาให้รินรดา
"ริน... บังเอิญจัง ไม่คิดว่าจะเจอที่นี่" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น ขณะที่สายตาคมกริบของกรณ์กวาดมองระหว่างรินรดาที่เพิ่งดึงมือกลับจากคางของมินตรา กับเด็กปีหนึ่งหน้าตาตื่นตระหนกที่นั่งหน้าแดงก่ำอยู่ฝั่งตรงข้าม
บรรยากาศรอบโต๊ะเปลี่ยนจากความอบอุ่นละมุนละไม กลายเป็นความเงียบเชียบที่ชวนอึดอัดขึ้นมาในเสี้ยววินาที รินรดานิ่งงัน สีหน้าเรียบสนิทจนอ่านไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่
*กลิ่นลิลลี่สีขาว*
***
*(ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความสัมพันธ์ที่เริ่มสั่นคลอนนี้ได้ในตอนต่อไปค่ะ - กลิ่นลิลลี่สีขาว)*
รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ•ตอนที่ 7
นัดติวที่แสนวุ่นวาย
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!