“ถ้ากลัวมากขนาดนั้น... จะถอยตอนนี้ก็ยังทันนะ มินตรา”
น้ำเสียงเรียบนิ่งที่เอ่ยออกมาแทบไม่สั่นคลอน ทว่าปลายนิ้วเรียวยาวของรินรดาที่กำลังกดทับลงบนขอบกระดาษสรุปวิชาการเงินกลับจิกแน่นจนกระดาษสีขาวนวลยับยู่ยี่
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของรุ่นพี่ปีสี่ว่างเปล่าจนน่าใจหาย ราวกับผืนน้ำลึกที่ไม่สะท้อนสิ่งใด ทั้งที่เมื่อไม่กี่วินาทีก่อน ประโยคปริศนาที่รุ่นพี่อีกคนทิ้งไว้กลางห้องชมรมวิชาการเพิ่งจะกระชากความสงบนิ่งของเธอจนแทบพังทลาย
มินตรากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก หัวใจในอกซ้ายเต้นกระหน่ำจนเจ็บร้าว เธอมองดูรอยพับบนกระดาษ สลับกับใบหน้าด้านข้างอันไร้ที่ติแต่ดูเปราะบางเหมือนแก้วคริสตัลของประธานชมรมผู้สมบูรณ์แบบ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นลิลลี่ขาวเจือไอฝนที่มินตราแอบหลงใหลมาตลอดเทอม... บัดนี้กลับมีกลิ่นอายของความลับดำมืดแฝงเร้นอยู่จนน่าอึดอัด
แต่ถ้าเธอถอย... ระยะห่างระหว่างเธอกับรุ่นพี่ก็คงกลับไปเป็นศูนย์
“ทำไม... มินต้องถอยด้วยล่ะคะ” เด็กสาวเฟรชชี่ปีหนึ่งรวบรวมความกล้า เอ่ยตอบด้วยเสียงแผ่วเบาแต่ปราศจากความลังเล มือเล็กที่แอบสั่นซ่อนไว้ใต้โต๊ะถูกกำเข้าหากันแน่น “มินมาขอให้พี่รินช่วยติวเลกเชอร์ให้... ไม่ได้มาเพื่อจะวิ่งหนีอะไรสักหน่อย”
รินรดาชะงักไปเล็กน้อย สายตาคู่นั้นตวัดกลับมามองมินตรา คล้ายกับกำลังประเมินว่าเด็กสาวตรงหน้ากำลังเล่นละครหรือพูดจากใจจริง ความเงียบโรยตัวลงมาปกคลุมโต๊ะไม้ตัวยาวในมุมสงบของห้องชมรมวิชาการจนได้ยินเสียงแอร์ครางหึ่งๆ
“ดื้อจังนะ”
คำพูดสั้นๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากบาง รินรดาคลายแรงที่จิกกระดาษลง ถอนหายใจยาวเหยียดหนึ่งครั้ง ก่อนจะดึงหน้ากากความสุขุมอันคุ้นเคยกลับมาสวมทับไว้อย่างรวดเร็ว กำแพงที่เหมือนจะพังทลายลงเมื่อครู่ถูกโบกปูนปิดสนิทอีกชั้นหนึ่ง มินตรามองเห็นมันชัดเจน และมันทำให้เธอรู้สึกเจ็บแปลบในอก
เสียงสมาร์ตโฟนในกระเป๋าของมินตราบรรเลงการสั่นเตือนเบาๆ สองครั้ง เป็นข้อความจาก ‘ฟ้าใส’ เพื่อนสนิทตัวดีที่เพิ่งล่าถอยไปพร้อมกับพวกพี่ๆ เมื่อกี้
*‘มิน! แกโอเคไหมวะ? เมื่อกี้พี่ทอยพูดถึงเรื่อง ‘คนนั้น’ ขึ้นมา พี่รินหน้าซีดเลยนะเว้ย แกอย่าเพิ่งเซ้าซี้ล่ะ เดี๋ยวโดนเตะออกจากห้องติว!’*
มินตราไม่ได้ตอบข้อความ เธอคว่ำหน้าจอลงกับโต๊ะ สูดลมหายใจลึก แล้วหยิบปากกาไฮไลต์สีพาสเทลขึ้นมา
“ตรงหัวข้อที่สาม... มินยังไม่ค่อยเข้าใจสูตรคำนวณอัตราผลตอบแทนเลยค่ะ พี่รินช่วยอธิบายซ้ำอีกรอบได้ไหมคะ”
เธอแกล้งทำเป็นมองข้ามรอยร้าวในแววตาของอีกฝ่าย ก้มหน้าลงมองสมุดเลกเชอร์ที่ตัวเองเขียนลายมือขยุกขยิกไว้เต็มหน้า แกล้งทำเป็นเด็กปีหนึ่งที่ซื่อบื้อและสนใจแค่เรื่องสอบ ทั้งที่ความจริงแล้ว ปลายหูของเธอกำลังแดงก่ำด้วยความประหม่า และในหัวแทบไม่มีพื้นที่เหลือให้สูตรคำนวณใดๆ นอกจากภาพดวงตาวูบไหวคู่นั้นของรินรดา
“ตรงนี้...” เสียงของรินรดาดังขึ้นใกล้กว่าเดิม กลิ่นลิลลี่สีขาวลอยมาแตะจมูกอีกครั้งเมื่อรุ่นพี่โน้มตัวเข้ามา ปลายปากกาหมึกซึมสีดำกรีดลงบนกระดาษอย่างมั่นคง “เธอจำสูตรสลับกันระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตาม ดูนี่สิ...”
ตลอดสองชั่วโมงเต็ม มินตราใช้พลังงานทั้งหมดที่มีเพื่อเค้นสมาธิมาจดจ่อกับเนื้อหา เธอตั้งใจฟัง ถามในจุดที่สงสัยจริงๆ และพยายามเขียนสรุปให้เป็นระเบียบที่สุดเพื่อไม่ให้รุ่นพี่ต้องเหนื่อยซ้ำซาก มินตรารู้ตัวดีว่าเธอไม่ได้ฉลาดหลักแหลมเหมือนใคร ความมั่นใจที่มีก็น้อยนิดจนแทบมองไม่เห็น แต่สิ่งเดียวที่เธอมีคือความพยายาม—พยายามที่จะยืนอยู่ในสายตาของรินรดาให้นานขึ้นอีกสักวินาที
รินรดาค่อยๆ ผ่อนคลายลง ความตึงเครียดที่แขวนอยู่บนบ่าค่อยๆ มลายหายไปตามจำนวนหน้ากระดาษที่ถูกเปิดผ่าน แววตาคมดุเริ่มทอประกายอบอุ่นอย่างที่เคยเป็น มือเรียวหยิบปากกาแดงมาช่วยเขียนโน้ตย่อตัวเล็กๆ เป็นระเบียบแทรกลงในช่องว่างของสมุดมินตรา
“เสร็จแล้ว” รินรดาวางปากกาลง ยกหลังมือขึ้นแตะหน้าผากเบาๆ คล้ายเหนื่อยล้า “ทำโจทย์พวกนี้ได้หมด ก็น่าจะรอดมีดย่อยพรุ่งนี้แล้วล่ะ”
“จริงเหรอคะ!” มินตราเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตเป็นประกายระยับ รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้าใสซื่อจนลืมความเกร็งไปหมดสิ้น “ขอบคุณนะคะพี่ริน ถ้าไม่ได้พี่ริน มินต้องเอฟวิชานี้แน่ๆ เลย”
รินรดามองรอยยิ้มนั้นนิ่ง นัยน์ตาคู่งามมีระลอกคลื่นแห่งความเอ็นดูพาดผ่าน “รออยู่นี่แป๊บหนึ่งนะ เดี๋ยวพี่มา”
ยังไม่ทันที่มินตราจะได้ถามอะไร ร่างโปร่งเพรียวในชุดนักศึกษาถูกระเบียบก็ลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้มินตรานั่งกอดสมุดเลกเชอร์ด้วยหัวใจที่พองโต รอยหมึกสีแดงที่เป็นลายมือของรินรดาเรียงตัวสวยงามอยู่ข้างๆ ลายมือกลมๆ ป้อมๆ ของเธอ มันดูเข้ากันอย่างประหลาดจนเด็กสาวแอบยกมือขึ้นลูบเบาๆ บนกระดาษราวกับกลัวว่ามันจะเลือนหายไป
ผ่านไปราวสิบนาที ประตูห้องชมรมก็เปิดออกอีกครั้ง
รินรดาเดินกลับเข้ามาในห้อง ในมือถือแก้วกระดาษสองใบจากร้านกาแฟชื่อดังใต้ตึกคณะ กลิ่นหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟคั่วบดลอยฟุ้งเข้ามาแทนที่ความเงียบงัน เธอเดินตรงมาที่โต๊ะ ก่อนจะวางแก้วใบหนึ่งลงตรงหน้ามินตรา
มันคือ ‘ไวต์ช็อกโกแลตมอคค่า’ ที่ราดวิปครีมหนานุ่มและโรยด้วยผงโกโก้กลิ่นหอมหวาน
ส่วนในมือของรินรดา คือ ‘อเมริกาโน่เย็นไม่ใส่น้ำตาล’ สีดำสนิทที่มองเห็นหยดน้ำเกาะพราวอยู่รอบแก้ว
“พี่... ซื้อมาให้มินเหรอคะ?” มินตราถามอย่างไม่แน่ใจ ชี้สิ้วเข้าหาตัวเอง
“ก็ใช่น่ะสิ ในห้องนี้มีใครอยู่อีกเหรอ” รินรดานั่งลงที่เดิม ยกแก้วอเมริกาโน่ขึ้นจิบช้าๆ คิ้วเรียวขมวดมุ่นเล็กน้อยกับรสชาติขมจัดที่คุ้นเคย “รางวัลของเด็กตั้งใจเรียน เห็นจดมือเป็นระเห็จตั้งแต่บ่าย”
“แต่ว่า... มันแพงนะคะ มินเกรงใจ...”
“ดื่มเถอะน่า สั่งหวานน้อยให้แล้ว กลัวว่าเด็กแถวนี้จะกินหวานเกินไปจนฟันผุ” ปากบ่นพึมพำ แต่สายตาที่ทอดมองมากลับอ่อนโยนจนมินตราแทบละลายลงไปกองกับพื้น
มินตราประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในสองมือ ความอบอุ่นแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือเข้าสู่กระแสเลือด เธอจรดริมฝีปากลงจิบ รสชาติหวานละมุนของไวต์ช็อกโกแลตผสมผสานกับความขมบางเบาของกาแฟชั้นดี มันนุ่มนวลและอบอุ่นอย่างน่าประหลาด ราวกับกำลังโอบกอดหัวใจที่สั่นไหวของเธอไว้
“อร่อยจังค่ะ...” มินตรายิ้มตาหยี ขอบปากเลอะฟองวิปครีมสีขาวไปนิดหนึ่งโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง
รินรดาหลุดขำออกมาเบาๆ—เป็นเสียงหัวเราะแรกของวันที่หลุดพ้นจากพันธนาการความเครียด นิ้วโป้งเรียวของรุ่นพี่ยื่นออกมาข้างหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะแตะลงที่มุมปากของมินตรา เช็ดคราบฟองครีมออกให้อย่างแผ่วเบา
สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วทำให้มินตราแข็งทื่อไปทั้งร่าง ลมหายใจสะดุดกึก โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ ดวงตาของทั้งสองสบประสานกันในระยะห่างไม่ถึงหนึ่งฟุต มินตราได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นดังลั่นจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
รินรดาเองก็ดูเหมือนจะเพิ่งรู้ตัวว่าการกระทำนั้นใกล้ชิดเกินไป เธอชะงัก ชักมือกลับช้าๆ แล้วใช้ทิชชูเช็ดนิ้วตัวเองเพื่อแก้เก้อ แก้มขาวเนียนของรุ่นพี่ปีสี่ซับสีเลือดฝาดจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง
“เลอะเทอะเหมือนเด็กเลยนะเรา” รินรดาแสร้งเอ่ยเสียงดุ แต่สายตาหลบไปมองแก้วกาแฟดำของตัวเองแทน
“ก็... มันอร่อยนี่คะ” มินตราก้มหน้างุด ซ่อนใบหน้าที่ตอนนี้ร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิด กลิ่นกาแฟหวานละมุนในปากกลับกลายเป็นรสชาติที่ตราตรึงที่สุดในชีวิต “ขอบคุณนะคะพี่ริน... สำหรับกาแฟ แล้วก็... ที่ยอมติวให้มิน”
“อืม... ถ้าสอบผ่านคะแนนดี คราวหน้าจะพาไปกินเค้ก”
คำสัญญาเรียบง่ายที่หลุดออกมาจากปากคนตรงหน้า ทำให้หัวใจของมินตราลิงโลดราวกับผีเสื้อนับร้อยโบยบินอยู่ในท้อง ความกลัวเรื่อง ‘ความลับ’ หรือ ‘ระเบิดเวลา’ ที่เคยหวาดหวั่นเมื่อช่วงบ่ายเริ่มถูกความหวานตรงหน้านี้กลบฝังลงไปทีละน้อย เธอคิดว่า บางทีกำแพงของรินรดาอาจจะไม่ได้หนาเกินกว่าที่เธอจะค่อยๆ ก้าวข้ามไป
ทว่า ความอบอุ่นมักอยู่ได้ไม่นาน... เช่นเดียวกับความหวานที่มักถูกกลืนหายด้วยความขม
*แกร๊ก!*
เสียงสแกนคีย์การ์ดหน้าห้องชมรมดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับบานประตูกระจกที่ถูกผลักออกอย่างแรงจนเกิดเสียงกระแทก มินตราและรินรดาสะดุ้งหันไปมองพร้อมกัน
หญิงสาวร่างสูงโปร่งในชุดสูทลำลองสีครีมดูภูมิฐาน ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินขัดเสียงดังเป็นจังหวะจะโคน ดวงตาคมกริบใต้กรอบแว่นแบรนด์เนมกวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดลงที่โต๊ะของพวกเธอทั้งสองคน
รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้มาใหม่ ขณะที่แก้วกาแฟในมือของรินรดาพลันสั่นสะท้านจนน้ำสีดำกระฉอกเปื้อนกระดาษเลกเชอร์ที่เพิ่งเขียนเสร็จ
“ไง... ไม่เจอกันนานเลยนะ ริน” เสียงของผู้หญิงคนนั้นดังก้อง ละลายบรรยากาศหวานละมุนจนกลายเป็นความเย็นยะเยือก “เลิกซ่อนตัวอยู่หลังเด็กปีหนึ่ง แล้วหันมาคุยเรื่อง ‘ของเรา’ ได้หรือยัง?”
---
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเปิดใจรับฟังเสียงหัวใจของพวกเธอ จากใจ... กลิ่นลิลลี่สีขาว
รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ•ตอนที่ 4
กาแฟรสขมกับความหวาน
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่ครับ ขอเลกเชอร์...หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!