"ถ้าคุณคิดว่าการเอาความหวังดีแบบเผด็จการมาแปะป้ายใส่หัวผม แล้วผมจะต้องซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก... บอกไว้ตรงนี้เลยนะคินน์ ว่าคุณคำนวณอัลกอริทึมชีวิตผมพลาดมหันต์"
เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะทำงานกระจกใสในเพนต์เฮาส์หรูดังสะท้อนก้อง รินทร์ยืนกอดอก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตที่มักจะฉายแววเจ้าเล่ห์และทันคนในยามปกติ ตอนนี้กลับลุกโชนด้วยประกายไฟแห่งความถือดี เสื้อเชิ้ตสีขาวที่หลุดลุ่ยเล็กน้อยจากการปะทะคารมยิ่งขับเน้นให้ร่างโปร่งดูเปราะบางแต่ดื้อรั้นในเวลาเดียวกัน
คินน์ถอนหายใจยาว แววตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าเรียบนิ่งไม่ได้แสดงความโกรธเคืองอย่างที่ควรจะเป็น มีเพียงความระaอใจระคนเป็นห่วงที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเย่อหยิ่งตามวิสัยซีอีโอหนุ่มผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร เขาก้าวเข้าไปประชิดตัวรินทร์ในระยะห่างที่อันตรายเกินไปจนร่างโปร่งต้องผถดถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะ
"ดื้อด้าน" คินน์พ่นคำนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่าเล็กน้อย "ฉันแค่ไม่อยากเห็นนายต้องแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว รินทร์... นายไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมให้ทนรับความกดดันได้ตลอด 24 ชั่วโมงนะ"
"แล้วมันเรื่องอะไรของคุณล่ะ!" รินทร์ตอกกลับทันควัน นัยน์ตาไหววูบไปชั่วขณะเมื่อความจริงใจที่อีกฝ่ายพยายามส่งผ่านมามันหนักหน่วงเกินกว่าจะรับมือ "ชีวิตผม ความคาดหวังของครอบครัวผม มันเป็นบั๊กในระบบที่ผมต้องแก้เอง ไม่ใช่หน้าที่ของซีอีโอจอมเผด็จการอย่างคุณมานั่งรีเซตให้!"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ คินน์จ้องมองคนตรงหน้าด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ความกร้าวร้าวเมื่อครู่มลายหาย เหลือเพียงความเจือจางของความเห็นอกเห็นใจที่ทำให้หัวใจของรินทร์กระตุกวูบ
มือหนายื่นออกไปหมายจะคว้าข้อมือเรียว แต่มือบางกลับปัดออกอย่างแรง ทว่าแรงปัดนั้นกลับทำให้กระดุมเม็ดบนของเสื้อรินทร์หลุดออกเผยให้เห็นไฝเม็ดเล็กบริเวณไหปลาร้า—จุดที่สะดุดตาและปลุกเร้าความทรงจำบางอย่างในหัวของคินน์อย่างรุนแรง
รินทร์ชะงัก ชายหนุ่มเสมองไปทางอื่น ขากรรไกรขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ลมหายใจที่เคยสม่ำเสมอเริ่มติดขัดเมื่อรู้ตัวว่าเกือบจะหลุดเผยจุดอ่อนที่เก็บงำมาค่อนชีวิตให้อีกฝ่ายเห็น
"นายกลัวอะไร รินทร์..." คินน์เอ่ยเสียงแผ่วเบา น้ำเสียงนั้นไม่มีความเยาะเย้ยหลงเหลืออยู่เลย มีแต่ความนุ่มนวลที่ทรงพลังจนน่ากลัว "กลัวว่าถ้าฉันรู้เรื่องในอดีต แล้วฉันจะมองนายเปลี่ยนไป... หรือกลัวว่านายจะเผลอใจให้คนที่นายบอกว่าเกลียดนักเกลียดหนากันแน่"
"ผมไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น!" รินทร์สวนกลับทันที เสียงสูงกว่าปกติเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง แต่ดวงตาที่หลบเลี่ยงไม่ยอมสบตากลับฟ้องชัดเจนว่าเขากำลังจนมุม
"ถ้าไม่ได้กลัว... งั้นก็เล่ามาสิ" คินน์ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยเข้าจมูก "เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ ว่าทำไมเด็กชายผู้เพียบพร้อมในสายตาคนอื่น ถึงได้กลายเป็นโปรแกรมเมอร์ปากร้ายที่ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้แม้แต่คนเดียวในวันนี้"
รินทร์เม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด ความเงียบงั้นเข้าปกคลุมนับนาที ภาพความทรงจำสีเทาหม่นในวัยเด็กเริ่มไหลทะลักเข้ามาในหัว สมองของเขาประมวลผลย้อนกลับไปราวกับรันโปรแกรมที่ถูกฝังไว้อย่างลึกซึ้งในฮาร์ดไดรฟ์แห่งความทรงจำ
"คุณอยากฟังนักใช่ไหม..." รินทร์แค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยรอยร้าว ดวงตาที่เงยขึ้นสบกับคินน์ในตอนนี้แดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด "ตอนอายุสิบขวบ... ผมไม่ได้ต้องการของเล่นราคาแพง ไม่ได้ต้องการห้องนอนที่กว้างที่สุดในบ้าน... สิ่งเดียวที่ผมต้องการ คือเกรดเฉลี่ยที่ไม่ใช่สี่จุดศูนย์ศูนย์"
คินน์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ตั้งใจฟังโดยไม่เอ่ยแทรก
"เพราะทุกครั้งที่ผลการเรียนออกแล้วผมได้ที่หนึ่ง มันไม่ใช่เสียงชื่นชม... แต่มันคือเสียงถอนหายใจของพ่อ" รินทร์แค่นยิ้มหยันให้ตัวเอง ปล่อยให้หยาดน้ำใสคลอหน่วยโดยไม่คิดจะปาดมันทิ้ง "ท่านบอกว่า 'ลูกผู้ชายตระกูลนี้ไม่มีสิทธิ์ล้มเหลว' ทุกความสมบูรณ์แบบที่ผมสร้างขึ้น มันไม่ใช่ความสำเร็จของผม... แต่มันคือคุกที่ผมถูกขังไว้ตั้งแต่เด็กต่างหากล่ะคินน์"
ความอัดอั้นที่ถูกเก็บกดไว้เป็นสิบปีถูกระบายออกมาในคราวเดียว ร่างโปร่งสั่นเทาเล็กน้อย แม้พยายามจะควบคุมมันแค่ไหนก็ตาม ความคาดหวังของครอบครัวที่เปรียบเสมือนอัลกอริทึมไร้ความปรานี บีบคั้นให้เขาต้องเก่ง ต้องไม่พลาด และต้องแบกรับความกดดันนั้นไว้คนเดียวมาตลอด
คินน์นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ หัวใจของเขาเหมือนถูกบีบอัดด้วยความรู้สึกเจ็บแปลกๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ภาพของรินทร์ที่มักจะใช้ความปากจัดและท่าทีเย่อหยิ่งมาเป็นเกราะกำบังในปัจจุบัน ซ้อนทับกับเด็กชายตัวเล็กๆ ที่แบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าในอดีต
มือหนาตัดสินใจเอื้อมออกไปอย่างไม่ลังเล คว้าต้นแขนเรียวของรินทร์ไว้เบาๆ แล้วดึงเข้าหาตัวโดยไม่ให้ตั้งหลัก ร่างโปร่งเซเข้าปะทะกับแผงอกกว้าง ความอบอุ่นจากร่างกายของซีอีโอหนุ่มแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าจนรินทร์ชะงักกึก
"พอแล้ว..." คินน์กระซิบเสียงพร่าข้างใบหู น้ำเสียงนั้นอบอุ่นและจริงจังจนน่าใจหาย "นายไม่ต้องแบกมันไว้อีกแล้วนะรินทร์... เพราะต่อจากนี้ โลกของนาย ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบในสายตาใครอีกต่อไปแล้ว"
รินทร์เบิกตากว้าง หัวใจเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความอบอุ่นที่โอบล้อมรอบตัวทำให้กำแพงทั้งหมดที่เขาสร้างขึ้นพังทลายลงในพริบตา ใบหน้าคมคายอยู่ใกล้เสียจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดแก้มกันและกัน ความเงียบที่ก่อตัวขึ้นเต็มไปด้วยแรงดึงดูดมหาศาลที่ดึงให้ใบหน้าของทั้งคู่โน้มเข้าหากันโดยอัตโนมัติ ริมฝีปากหยักของคินน์เคลื่อนเข้าใกล้เรียวปากบางที่กำลังเผยอขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ จังหวะหัวใจของทั้งสองคนเต้นเป็นจังหวะเดียวกันอย่างไร้ที่ติ ระยะห่างระหว่างกันลดลงเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากกำลังจะแตะสัมผัสกัน เสียงเคาะประตูกระจกด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติด พร้อมกับเสียงเปิดประตูห้องทำงานที่ถูกผลักเข้ามาอย่างไร้มารยาท
"คุณคินน์คะ! แผนงานโปรเจกต์ใหม่มีปัญหาใหญ่แล้วค่ะ... เอ๊ะ!
ขอโทษค่ะ ฉันเข้ามาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าคะ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางมาถึงตอนนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าจะหลงรักความละมุนและปมที่เริ่มคลี่คลายของคู่นี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ - หมอกไม้ไผ่
อัลกอริทึมรักฉบับคัดกรองความรู้สึก•ตอนที่ 17
ความทรงจำในวัยเด็ก
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมรักฉบับคัดกรองความรู้สึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!