เสียงประตูกระจกนิรภัยที่ถูกผลักเข้ามาอย่างไร้มารยาทไม่ได้ทำให้รินทร์ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังรันโค้ดบรรทัดสุดท้าย แต่เสียงหัวเราะคิกคักของพนักงานฝึกงานหน้าแผนกต่างหากที่ทำให้เขาต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ
โปรเจกต์อัลกอริทึมตัวใหม่กำลังจะพังไม่เป็นท่า—ไม่ใช่เพราะระบบบัก แต่เป็นเพราะ ‘ฝีมือมนุษย์’
“คุณรินทร์คะ! แผนงานโปรเจกต์ใหม่มีปัญหาใหญ่แล้วค่ะ... เอ๊ะ! ขอโทษค่ะ ฉันเข้ามาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าคะ!”
เสียงแหลมสูงที่จงใจดัดให้ฟังดูตกใจเกินจริงดังขึ้น พร้อมกับร่างของวิภาดา เลขานุการหน้าห้องของบอร์ดบริหารที่ยืนกุมมืออยู่หน้าโต๊ะทำงานของเขา สายตาของเธอไม่ได้มองเอกสารในมือเลยสักนิด แต่กำลังเหลือบมองไปที่มุมห้อง ซึ่งร่างสูงโปรดของประธานบริษัทกำลังยืนกอดอกนิ่ง ใบหน้าคมคายนั้นเรียบตึงจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็งแห้ง
รินทร์ปรายตามองหน้าจอที่รันโค้ดเสร็จพอดี เขาแค่นยิ้มมุมปาก พับหน้าจอแล็ปท็อป LENOVO ลงด้วยความเร็วที่ทำให้วิภาดาสสะดุ้งโหยง
“ถ้าสายตาคุณไม่ได้มีไว้แค่ประดับเบ้าหน้า คุณก็น่าจะเห็นนะคะวิภาดา ว่าคุณกำลังทำตัวเป็น ‘ไฟล์ขยะ’ ที่รกหน้าจอของฉันอยู่” รินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง “มีอะไรก็พูดมา ถ้าไม่มีสมองจะเรียบเรียง ก็วางเอกสารไว้แล้วไสหัวออกไปค่ะ”
“นี่คุณรินทร์! พูดจาแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ! วิแค่น1 แค่หวังดีกลัวว่าโปรเจกต์ที่ก๊อป... เอ่อ ที่คุณทำค้างไว้จะมีปัญหาต่างหาก!” วิภาดาหน้าเสีย สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแต่ยังพยายามรักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าคินน์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“ก๊อปเหรอคะ?” รินทร์ทวนคำ ดวงตากลมโตฉายแวววาวโรจน์อย่างไม่เกรงกลัว เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ส่วนสูงจะน้อยกว่าคินน์เล็กน้อย แต่รัศมีและแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวโปรแกรมเมอร์หนุ่มคนนี้กลับไม่เป็นรองใครเลย “คำว่า ‘ขโมยโค้ดแล้วเอาไปเคลมผลงาน’ มันเป็นศัพท์เฉพาะในแผนกคุณหรือเปล่าคะ ถึงได้ขยันเอามาใช้กับคนอื่นเขาจัง เอกสารบนโต๊ะฉัน รันผ่านระบบคัดกรองความปลอดภัยระดับสาม ถ้าคุณอ่านหนังสือออกและมีเซลล์สมองมากพอที่จะเข้าใจตรรกะเบื้องต้น ก็น่าจะรู้ว่าฉันเขียนมันขึ้นมาเองทุกบรรทัด!”
“พอได้แล้ว!”
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นขัดจังหวะ คินน์ก้าวเท้าเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสองคน ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทตัดเย็บเนี๊ยบกริบแผ่ไอเย็นเยียบออกมาจนบรรยากาศในห้องประชุมย่อยเงียบกริบลงทันที
ดวงตาคมกริบของซีอีโอหนุ่มกวาดมองวิภาดาด้วยแววตาที่ไร้ซึ่งความปรานี—สายตาแบบเดียวกับที่เขาใช้ตอนปิดดีลธุรกิจมูลค่าร้อยล้าน
“คุณวิภาดา” คินน์เอ่ยชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มันกลับทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนปากเหว “ผมจ้างคุณมาเป็นเลขาฯ เพื่อบริหารจัดการเอกสาร ไม่ใช่มาทำตัวเป็นแก๊งนินทร์ชาวบ้านในเวลางาน และถ้าคุณคิดว่าการเอาความเท็จมาใส่ร้ายเพื่อนร่วมงานจะทำให้คุณดูมีค่าขึ้นในบริษัทนี้... คุณคิดผิดถนัด”
วิภาดาหน้าซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริก “ท่านประธานคะ คือว่า...”
“ฝ่ายทรัพยากรบุคคลรอคุณอยู่แล้วครับ” คินน์ตัดบทอย่างไร้เยื่อใย “เก็บของบนโต๊ะคุณให้เรียบร้อยภายในสิบนาทีนี้ ไม่งั้นผมจะให้ รปภ. เชิญคุณออกไปเอง เชิญครับ!”
คำสั่งเฉียบขาดนั้นทำเอาวิภาดาร้องไห้ออกมาด้วยความตกใจและอับอาย เธอกระแทกแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะก่อนจะวิ่งหนีหายออกไปจากห้องท่ามกลางสายตาของพนักงานคนอื่นๆ ที่แอบมองลอดกระจกใสเข้ามา
บรรยากาศในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ รินทร์ยืนกอดอก มองคนตัวสูงที่เพิ่งช่วย ‘กวาดขยะ’ ให้เขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก มุมปากหยักลึกยกยิ้มหยันเล็กน้อยตามนิสัยปากเก่งที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ
“10 นาทีเหรอคะคุณคินน์?” รินทร์เอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ ทว่าแววตากลับจริงจัง “ใจร้ายจังนะคะ ไล่คนออกกลางออฟฟิศแบบนี้ เดี๋ยวเขาก็เอาคุณไปนินทร์ลับหลังว่าเป็นซาตานคลั่งรักหรอกค่ะ”
คินน์หันกลับมามองหน้าคนตัวเล็กที่ยังคงลอยหน้าลอยตาท้าทายเขาได้แม้ในสถานการณ์แบบนี้ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย ความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทีดุดันเกือบจะทะลักออกมาอยู่รำคาญใจ
“ถ้าผมไม่จัดการ เธอคงเหิมเก่งกว่านี้ และคุณ...” คินน์เว้นจังหวะ ก้าวเข้าไปประชิดตัวรินทร์ทีละก้าว จนคนตัวเล็กต้องถอยหลังไปจนสะโพกชนขอบโต๊ะทำงาน “ก็คงยืนเถียงกับเขาจนเสียเวลาทำงานอีกรอบสินะครับ”
รินทร์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อถูกรุกรานพื้นที่ส่วนตัว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสานกับความอบอุ่นจากตัวของคินน์ทำให้จังหวะการหายใจของเขาติดขัดไปชั่วขณะ แต่ความเคยชินในการตั้งกำแพงป้องกันตัวก็ทำให้รินทร์เชิดหน้าขึ้นสู้สายตา
“ขอบคุณสำหรับความกรุณานะคะท่านประธาน แต่ถึงไม่มีคุณ รินทร์ก็จัดการยัยนั่นหมอบได้ภายในสามนาทีอยู่แล้วค่ะ ไม่เห็นต้องเปลืองแรงซีอีโอมาออกโรงเองเลย”
“ปากเก่ง” คินน์พึมพำเสียงต่ำ มือหนายื่นออกไปปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากเนียนของรินทร์ออกให้อย่างเบามือสัมผัสที่แผ่วเบานั้นขัดกับคำพูดดุๆ ของเขาโดยสิ้นเชิง “ปากแบบนี้สินะ ที่ชอบทำให้คนอื่นเขาเป็นห่วงจนแทบคลั่งอยู่เรื่อย”
หัวใจของรินทร์กระตุกวูบอย่างแรง คำว่า *‘เป็นห่วง’* ลอยวนอยู่ในหัว สมองประมวลผลช้ากว่าปกติเมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของคินน์ลากไล้ผ่านกรอบหน้าเขาอย่างถือวิสาสะ
“ใคร... ใครให้คุณมาจับหน้าฉันคะ ถอยไปเลยนะ” รินทร์ปัดมืออีกฝ่ายออกเบาๆ ใบเนียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด แม้จะพยายามพ่นวาจาเผ็ดร้อนกลบเกลื่อนความเขินอายก็ตาม
คินน์หัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ดวงตาพราวระยับด้วยประกายความเอ็นดูที่ยากจะพบเห็น “เขินแล้วเสียงดังทุกทีสินะโปรแกรมเมอร์รินทร์”
“ใครเขิน! คุณนี่มัน...”
ก๊อกๆ!
เสียงเคาะประตูกระจกดังขึ้นขัดจังหวะความหวานปนพายุอารมณ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นในห้อง รินทร์รีบผลักอกคินน์ให้ออกห่างทันที ทั้งสองคนปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็วก่อนจะหันไปมองผู้มาใหม่
ร่างของชายหนุ่มในชุดสูทร่วมสมัยก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มกว้าง ใบหน้าคมคายคุ้นตาที่มักจะปรากฏตามหน้าสื่อเทคโนโลยีบ่อยครั้งกำลังจ้องมองรินทร์ด้วยสายตาเป็นประกาย
“อ้าว... ผมเข้ามาขัดจังหวะเวลาสวีทของท่านประธานกับโปรแกรมเมอร์คนเก่งหรือเปล่าครับเนี่ย?”
คินน์ขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่อเห็นหน้าผู้มาใหม่ รังสีความหึงหวงแผ่ออกมาจากตัวซีอีโอหนุ่มจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงอีกรอบ ในขณะที่รินทร์เบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อจำได้ว่าคนตรงหน้าคือใคร—บุคคลอันตรายที่เขาพยายามหลบหน้ามาตลอดสัปดาห์
หวังว่ารี้ดที่น่ารักของหมอกไม้ไผ่จะไม่เผลอกัดเล็บจนหมดม่านะคะ เพราะตอนต่อไปความลับที่ซ่อนไว้กำลังจะระเบิดตูมตามแบบไม่ทันตั้งตัวแล้วค่ะ!
*หมอกไม้ไผ่*
อัลกอริทึมรักฉบับคัดกรองความรู้สึก•ตอนที่ 18
การปกป้องในแบบของเขา
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมรักฉบับคัดกรองความรู้สึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!