หน้าจอสีฟ้าเข้มบนมอนิเตอร์ขนาดสามสิบสองนิ้วสะท้อนภาพเส้นเลือดที่ปูดโปนขมับของรินทร์ชัดเจน เสียงปลายสายจากปริศนาเมื่อครู่ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท เหมือนไวรัสโทรจันที่ฝังตัวลึกและกำลังกัดกินระบบความปลอดภัยทั้งหมดในสมองของเขา
“ไฟล์อยู่ในมือผมเรียบร้อยแล้ว...”
ประโยคนั้นไม่ใช่แค่คำขู่ แต่มันคือประกาศสงคราม
รินทร์กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานซีอีโอเวลานี้ไม่ได้ช่วยให้สมองที่กำลังรุ่มร้อนของเขาเย็นลงเลยแม้แต่น้อยตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนปากเหวที่ไร้ซึ่งเชฟโซน
“ไอ้โรคจิตเอ๊ย” รินทร์สบถลอดไรฟัน ดวงตากลมโตตวัดมองไปยังร่างสูงที่ยืนกอดอกนิ่งอยู่หน้ากระจกใสบานใหญ่ คินน์ในยามนี้ไม่ได้มีท่าทีลนลานอย่างที่ควรจะเป็น แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกดูมั่นคงราวกับกำแพงหิน ทว่าสันกรามที่ขบเข้าหากันจนนูนเด่นนั่นต่างหากที่ฟ้องว่าซีอีโอหนุ่มกำลังเดือดดาลไม่แพ้กัน
“หยุดพึมพำแล้วบอกผมซิ ว่าระบบที่คุณมั่นนักหนาว่าปลอดภัยไร้รอยรั่ว มันปล่อยให้ข้อมูลชุดนั้นหลุดออกไปได้ยังไง” คินน์หมุนตัวกลับมา น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบสนิทแต่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองตรงมาที่รินทร์ ราวกับจะค้นหาคำตอบในทุกอณูความคิด
รินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาดุไม่ยอมแพ้จ้องสู้กลับทันที “อย่ามาโยนความผิดให้ระบบของผมเดียวนะครับคุณคินน์... เอ๊ย... คุณคินน์!” รินทร์เกือบหลุดคำพูดประชดประชันแบบเคยตัว แต่เมื่อเห็นสายตาที่ดุดันขึ้นอีกนิดของอีกฝ่าย เขาก็เชิดหน้าขึ้นสูงอย่างถือดี “มันไม่ได้หลุดเพราะช่องโหว่ของโปรแกรม แต่เพราะมีหนอนบ่อนไส้อยู่ข้างในต่างหาก! ถ้าคุณบริหารคนให้ดีกว่านี้ ผมคงไม่ต้องมานั่งกู้ซากข้อมูลที่ถูกขโมยไปแบบนี้หรอก”
“รินทร์!” คินน์ก้าวเข้ามาประชิดตัวด้วยความเร็วที่รินทร์ไม่ทันตั้ง
ตัว ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนเหลือแค่คืบ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับความเคร่งเครียดรอบตัวพุ่งเข้าปะทะจมูก รินทร์ผะถอยหลังโดยอัตโนมัติจนสะโพชนิดเข้ากับขอบโต๊ะทำงาน แต่คินน์กลับใช้มือข้างหนึ่งวางทับลงบนพื้นโต๊ะ กักขังเขาไว้ในวงแขนอย่างเบ็ดเสร็จ “อย่ามาลามปามเรื่องการบริหารของผม คุณมีหน้าที่ปิดรอยรั่ว ไม่ใช่มานั่งวิเคราะห์ความบกพร่องของคนอื่น”
“แล้วคุณมีหน้าที่อะไรล่ะ? ยืนหล่อเท่แล้วคอยด่าผมงั้นเหรอ?” รินทร์สวนกลับทันควัน หัวใจในอกเต้นกระหน่ำรัวไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะระยะห่างที่ใกล้เกินไปจนน่าอันตราย ดวงตาของคินน์ที่อยู่ห่างแค่คืบกำลังสะท้อนภาพใบหน้าบึ้งตึงของเขา สติสัมปชัญญะส่วนลึกส่งเสียงเตือนดังลั่นในหัว *‘อย่าหวั่นไหว... อย่าปล่อยให้ผู้ชายคนนี้มีอิทธิพลกับหัวใจเด็ดขาด เขาเป็นแค่นายจ้าง เป็นแค่อัลกอริทึมจอมเผด็จการที่เธอต้องกำจัดทิ้ง’*
“ปากเก่งนักนะ” คินน์ก้มหน้าลงมาเล็กน้อย ปลายจมูกเกือบจะชนกับสันจมูกของรินทร์อยู่รอมร่อ น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงระคนความหงุดหงิดระคนเอ็นดู “ถ้าไม่อยากให้ผมลงโทษด้วยวิธีอื่น ก็หุบปากแล้วใช้สมองอัจฉริยะของคุณแกะรอยมันซะ”
“ถอยไปนะ!” รินทร์ใช้มือผลักอกแกร่งออกเต็มแรง ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกวูบวาบแปลกประหลาดที่วิ่งพล่านในท้องทำให้เขาต้องรีบดึงสติกลับมาแล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่น “ผมทำงานแน่ แต่คุณช่วยถอยออกไปไกลๆ ประสาทสัมผัสผมจะพังอยู่แล้วเพราะกลิ่นตัวคุณเนี่ยแหละ”
คินน์ชะงักไปนิด มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างรู้ทัน แต่วินาทีต่อมาเขาก็ยอมถอยหลังออกไปตามคำบัญชา ร่างสูงจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นนักบริหารผู้เยือกเย็นดังเดิม
“เรามีเวลาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงก่อนที่คู่แข่งจะเอาข้อมูลนั้นไปปล่อยในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าไม่อยากให้บริษัทพังคามือ คุณต้องหาตัวคนทรยศให้เจอ... และผมเชื่อว่าคุณทำได้” ประโยคสุดท้ายคินน์พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย แววตาที่มองมามีความเชื่อมั่นซ่อนอยู่ลึกๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รินทร์เกลียดที่สุด... เพราะมันทำให้หัวใจเจ้ากรรมของเขาเกิดอาการกระตุกวูบอย่างไม่น่าให้อภัย
รินทร์เม้มปากแน่น ไม่ยอมตอบรับหรือปฏิเสธ เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง นิ้วเรียวรัวแป้นพิมพ์ด้วยความเร็วสูงเพื่อเริ่มกระบวนการแทรกซึมและแกะรอยสัญญาณไอพีแอดเดรสที่ใช้ติดต่อเข้ามาเมื่อครู่ ทว่าในหัวสมองกลับมีภาพใบหน้าคมคายและแววตาห่วงใยที่ถูกกลบเกลื่อนด้วยคำพูดขวานผ่าซากของคินน์วนเวียนอยู่ไม่ยอมหาย
*‘ตั้งสติหน่อยสิรินทร์ แกเกลียดคนเผด็จการนะเว้ย... แกห้ามหวั่นไหวกับเจ้านายเด็ดขาด!’* เขาพึมพำเตือนตัวเองซ้ำๆ ในใจ พยายามทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับโค้ดชุดสุดท้ายบนหน้าจอ
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไรไม่รู้ บรรยากาศในห้องเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน คินน์นั่งไขว่ห้างอยู่ที่โซฟาตัวยาว คอยมองความเคลื่อนไหวของรินทร์เงียบๆ โดยไม่ปริปากบ่นสักคำ ความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงกดดันนี้ดำเนินไปจนกระทั่ง...
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนจากระบบสแกนหาที่อยู่ปลายทางดังขึ้นลั่นห้อง รินทร์เบิกตากว้างเมื่อหน้าจอปรากฏพิกัดที่ตั้งของคนร้ายชัดเจน มันไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่เป็นจุดอับสัญญาณชั้นใต้ดินของตึกบริษัทนี่เอง!
“เจอตัวแล้ว...” รินทร์หันขวับไปมองคินน์ด้วยความตกใจ “มันอยู่ในตึกเรา!”
คินน์ผุดลุกขึ้นยืนทันที นัยน์ตาดุดันฉายแวววาวโรจน์ขึ้นมาในพริบตา เขากำมือแน่นจนเส้นเลือดปูด “หึ... กล้ามากที่ซ่อนตัวอยู่ใต้จมูกผม”
ทว่า ก่อนที่คินน์จะทันได้ก้าวเท้าเดินไปที่ประตู เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างไม่มีมารยาท
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
ประธานบริษัทและโปรแกรมเนอร์หนุ่มหันไปมองหน้าประตูพร้อมกันด้วยความสงสัย ในยามวิกาลแบบนี้ และท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ใครกันที่มีสิทธิ์กล้าบุกเข้ามาถึงห้องทำงานส่วนตัวของซีอีโอ
มือหนาของคินน์เอื้อมไปจับลูกบิดประตูแล้วกระชากเปิดออกทันทีอย่างไม่ลังเล
รินทร์ที่ยืนลุ้นอยู่ด้านหลังถึงกับต้องกลั้นหายใจ เมื่อสายตาคมกริบของคินน์ปะทะเข้ากับร่างของบุคคลที่ยืนยิ้มระรื่นอยู่หน้าห้อง... บุคคลที่ถือแฟ้มเอกสารลับชิ้นสุดท้าย และกำลังจ้องมองพวกเขาด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ชวนให้เลือดขึ้นหน้าที่สุด
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางมาถึงตอนนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าจะถูกใจความเข้มข้นนี้นะคะ!
อัลกอริทึมรักฉบับคัดกรองความรู้สึก•ตอนที่ 13
กฎข้อห้ามของความสัมพันธ์
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมรักฉบับคัดกรองความรู้สึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!