กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มผสมกับความเงียบงันของห้องรับรองวีไอพีในสถานีรถไฟความเร็วสูงช่างเป็นส่วนผสมที่ชวนอึดอัด รินทร์ตวัดสายตามองหน้าจอแล็ปท็อปเพื่อซ่อนรอยคล้ำใต้ตาที่เกิดจากการนอนไม่พอมาสามคืนติด แต่ดูเหมือนความพยายามนั้นจะไร้ผล เมื่อบุคคลที่ยืนค้ำหัวอยู่ตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าจะเกรงใจความเป็นส่วนตัวของเขาเลยแม้แต่น้อย
"ถ้าคุณประธานบริษัทจะกรุณานั่งลงและเลิกทำตัวเป็นเจ้ากรรมนายเวรสักสิบนาที ผมว่าออกซิเจนในห้องนี้คงมีประโยชน์กับปอดผมมากกว่านี้เยอะค่ะ" รินทร์เอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ปลายนิ้วเรียวกระทบแป้นพิมพ์รัวเร็วราวกับกำลังระบายความหงุดหงิดลงไปในโค้ดโปรแกรม
คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ ร่างสูงในชุดสูทเข้ารูปสีกรมท่าขยับตัวเข้ามาใกล้จนเงาสรางทับร่างของอีกฝ่าย รินทร์ได้กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์ผสมความเย็นสดชื่นลอยมาแตะจมูก—กลิ่นที่เขาเกลียดนักเพราะมันทำให้สมาธิที่สะสมมาพังทลายลงในเสี้ยววินาที
"ปากเก่งให้มันตลอดรอดฝั่งเถอะรินทร์" คินน์ว่าพลางดึงแก้วกาแฟออกจากมืออีกฝ่ายหน้าตาเฉย "หมอสั่งให้ลดคาเฟอีน ไม่ใช่ให้กินแทนข้าวเช้า... แล้วก็นะ เลิกทำตัวเป็นโปรแกรมเมอร์สติหลุดสักที นี่คือทริปดูงานโครงการสมาร์ทซิตี้ที่จังหวัดเชียงราย ไม่ใช่ค่ายกัก 24 ชั่วโมงที่คุณจะหมกมุ่นอยู่แต่หน้าจอ"
"อ๋อเหรอคะ? นึกว่าทริปทรมานทรกรรมพนักงานซะอีก" รินทร์เงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตากลมโตฉายแววพยศอย่างไม่ยอมแพ้ "แล้วตกลงใครเป็นคนอนุมัติแผนกไอเดียปัญญาอ่อนให้เดินทางมาดูงานกะทันหันแบบนี้คะ ทั้งที่ระบบคลาวด์เราเพิ่งเดโมผ่านไปเมื่อวาน ถ้าไม่ใช่เพราะคุณอยากแกล้งฉัน..."
"ผมไม่ได้แกล้ง" คินน์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจังจนรินทร์ชะงัก "ผมแค่มองเห็นจุดบกพร่องที่ถ้าไม่ให้คุณไปเห็นหน้างานจริง คุณก็เอาแต่ก้มหน้าเขียนโค้ดจนหูหนวกตาบอดกับโลกภายนอก... ลุกขึ้นได้แล้ว รถไฟจะออกแล้วค่ะคุณโปรแกรมเมอร์จอมรั้น"
การเดินทางหลายชั่วโมงผ่านภูมิประเทศที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากตึกสูงระฟ้าเป็นภูเขาสลับซับซ้อนและสายหมอกจางๆ ของภาคเหนือไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตลอดทาง รินทร์เลือกที่จะมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะคารม ขณะที่คินน์ก็จมอยู่กับกองเอกสารและแท็บเล็ตในมือราวกับแข่งขันกันว่าใครจะทนความเงียบได้นานกว่ากัน
กระทั่งรถไฟเทียบชานชาลา และรถรับส่งของรีสอร์ทพาทั้งสองมาถึงจุดหมายปลายทาง—รีสอร์ทสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางทิวสนและสายหมอกยามเย็น รินทร์ก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ทำให้หัวใจกระตุกวูบ
หน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับ พนักงานสาวส่งยิ้มหวานหยดพร้อมกับยื่นคีย์การ์ดห้องพักเพียงใบเดียวให้
"ขออภัยด้วยนะคะคุณคินน์และคุณรินทร์ พอดีช่วงนี้เป็นเทศกาลประชุมสัมมนาประจำปีของบริษัทในเครือ ห้องพักแบบวิลล่าส่วนตัวเหลือเพียงห้องสุดท้ายพอดีค่ะ ทางเราเลยอัปเกรดเป็นห้องสวีทเตียงคู่ขนาดใหญ่ให้เป็นพิเศษค่ะ"
รินทร์หันขวับไปมองหน้าซีอีโอหนุ่มทันที ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแววระยับอย่างปิดไม่มิด—แววตาที่ฟ้องชัดเจนว่า 'ไม่ได้บังเอิญ' อย่างที่พนักงานพูดแน่นอน
"เปลี่ยนห้องเดี๋ยวนี้ค่ะ" รินทร์กดเสียงต่ำ กระซิบลอดไรฟันใส่หูคนที่ยืนกอดอกนิ่ง
"รีสอร์ทเต็มหมดแล้วค่ะคุณรินทร์" คินน์ตอบหน้าตาย น้ำเสียงเจือความเจ้าเล่ห์อย่างน่าหมั่นไส้ "หรือคุณอยากจะนอนโซฟาในล็อบบี้ที่มีอากาศหนาวจัดกับยุงป่าตัวเท่าควาย... เลือกเอาครับ ว่าจะนอนร่วมห้องกับผม หรือจะไปบริจาคเลือดให้ยุงแถวนี้"
"คุณคินน์! คุณนี่มัน..." รินทร์กัดฟันกรอด อยากจะยกเท้าขึ้นถีบขาอีกฝ่ายสักทีให้หายแค้น แต่ติดที่สายตาของพนักงานรีสอร์ทที่กำลังมองมาด้วยความสงสัย เขาจึงทำได้แค่คว้าคีย์การ์ดมาจากมือพนักงานแล้วก้าวฉับๆ นําหน้าไปยังโซนวิลล่าส่วนตัวทันที
ประตูห้องสวีทเปิดออกเผยให้เห็นภายในที่ตกแต่งด้วยโทนไม้และปูนเปลือยอย่างอบอุ่น หน้าต่างกระจกใสบานใหญ่เผยให้เห็นทิวทัศน์ของป่าสนต้องแสงอาทิตย์อัสดงที่กำลังทอประกายสีส้มอมชมพู แต่บรรยากาศโรแมนติกนี้กลับไม่ช่วยลดความตึงเครียดลงได้เลย เมื่อรินทร์หันกลับมาพบว่าคินน์ปิดประตูลงกลอนและเดินเข้ามาประชิดตัวเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
"วางกระเป๋าแล้วก็ไปอาบน้ำซะ รินทร์" คินน์เอ่ยเสียงนุ่ม แตกต่างจากทุกทีจนรินทร์ต้องถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนกับผนังห้องเย็นเฉียบ
"ถอยไปเลยนะ คุณคิดจะทำอะไร?" รินทร์ยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างเอาไว้เมื่อร่างสูงก้าวเข้ามาจนระยะห่างแทบไม่เหลือ ลมหายใจอุ่นๆ ของอีกฝ่ายปะทะเข้ากับข้างแก้มจนขนลุกซู่
"ทำอะไร?" คินน์ทวนคำ เสียงทุ้มแหบพร่า รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ "ผมเป็นเจ้านายที่ดีนะ แค่จะเตือนว่าเตียงในห้องนี้มีเตียงเดี่ยวขนาดคิงไซส์เตียงเดียว... ไม่มีเตียงเสริม เพราะฉะนั้น คืนนี้เราคงต้อง 'เคลียร์' เรื่องงานกันยาวหน่อยแล้วล่ะ"
"ฉันไม่นอนร่วมเตียงกับคุณแน่ๆ ฉันจะนอนโซฟา" รินทร์เชิดหน้าเถียง แม้หัวใจจะเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อปลายนิ้วอุ่นของอีกฝ่ายเอื้อมมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากออกให้อย่างเบามือ
"โซฟานั่นสั้นเกินไปสำหรับขาเก้งก้างของคุณหรอกรินทร์... หรืออยากให้ผมอุ้มขึ้นเตียงตั้งแต่ตอนนี้เลยดีล่ะ?" คินน์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตาคมกริบสะท้อนเงาของความคลั่งรักที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีปากร้ายมาตลอดทาง "เลือกเอา ว่าจะคุยกันดีๆ หรือจะให้ผมใช้ 'วิธีของผม' บังคับให้คุณนอนดีๆ"
รินทร์เม้มริมฝีปากแน่น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางหนีทีไล่ แต่ก่อนที่เขาจะได้อ้าปากตอกกลับด้วยประโยคเจ็บแสบ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน—ก๊อก ก๊อก ก๊อก—สามครั้งสั้นๆ แต่มั่นคง
ทั้งคู่ชะงัก คินน์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดจังหวะ ส่วนรินทร์อาศัยจังหวะนี้ผลักอกแกร่งออกแล้วเดินตรงไปที่ประตูด้วยความโล่งอก
รินทร์ดึงบานประตูเปิดออกด้วยสีหน้าหงุดหงิดที่เตรียมจะวีนใส่รูมเซอร์วิส แต่ทว่า... คำพูดทั้งหมดกลับติดอยู่ที่ลำคอ เมื่อร่างของบุคคลที่ไม่คาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้ ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ชวนให้ไขสันหลังวาบหวิว...
"เซอร์ไพรส์... ไม่คิดเหว่าน้องรินทร์กับคุณคินน์จะมา 'ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์' กันเร็วกว่ากำหนดแบบนี้"
เสียงทุ้มคุ้นหูเอ่ยขึ้น พร้อมกับดวงตาคมปลาบที่มองเลยผ่านไหล่รินทร์ไปสบตากับคินน์ที่ยืนหน้าตึงอยู่กลางห้อง...
---
*ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ* — หมอกไม้ไผ่
อัลกอริทึมรักฉบับคัดกรองความรู้สึก•ตอนที่ 15
ทริปทำงานหรือทริปกระชับมิตร
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมรักฉบับคัดกรองความรู้สึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!