"ฝ่าบาท... หากทรงตัดสินใจเช่นนี้ ประชาชนในเมืองหลวงจะมองว่าพระองค์ไร้ซึ่งเมตตาธรรม ต่อให้เป็นคำสั่งของกรมโยธา แต่ในสายตาชาวบ้าน พระองค์คือผู้ปกครองที่ทอดทิ้งพวกเขาในยามวิกฤตนะคะ"
น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นดังก้องขึ้นภายในรถม้าพระที่นั่งที่กำลังโยกคลอนไปตามทางทุรกันดาร หลินเฟยอวี่ในชุดนางกำนัลชั้นผู้น้อยก้มหน้าต่ำ ทว่าแววตาของนางกลับฉายชัดถึงความท้าทายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนอบน้อม
ฮ่องเต้เฟยหลงหยุดชะงักฝีแปรงพู่กันที่กำลังเขียนฎีกา สายพระเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีตวัดมามองสตรีตรงหน้า "เจ้ากล้าสอนข้าหรือ หลินเฟยอวี่? รู้หรือไม่ว่าการพูดจาหมิ่นเหม่เช่นนี้ในเขตพระราชฐานชั้นนอก มีโทษหนักเพียงใด"
"หม่อมฉันไม่ได้สอน แต่กำลังเตือนสติในฐานะผู้ที่เคยเห็นความทุกข์ยากของราษฎรมาก่อน" นางเงยหน้าขึ้นสบสายพระเนตรของเขาอย่างไม่เกรงกลัว "การเสด็จประพาสนอกวังครั้งนี้มิใช่เพื่อสำราญ แต่เพื่อสำรวจความเดือดร้อน หากฝ่าบาทเพียงแค่ผ่านทางแล้วเสด็จกลับ โดยทิ้งให้เขื่อนที่พังทลายเป็นตราบาปในรัชสมัยของพระองค์ ท่านคิดว่าขุนนางกังฉินที่รอซ้ำเติมจะปล่อยโอกาสนี้ไปหรือคะ?"
เฟยหลงหรี่พระเนตรลง รัศมีเยือกเย็นแผ่ออกมาจากร่างสูงโปร่งจนบรรยากาศในรถม้าดูจะลดอุณหภูมิลงทันที นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่านางกำนัลผู้นี้มีอะไรบางอย่างที่ผิดแปลกไป สายตาที่นางมองเขาไม่มีความเกรงกลัวเหมือนสนมคนอื่นๆ ในวังหลัง มีเพียงความเยือกเย็นที่เขารู้สึกได้ว่ามันคือความแค้นที่ซ่อนลึก... หรือจะเป็นสิ่งที่มากกว่านั้น?
"แล้วเจ้ามีวิธีที่ดีกว่าการโยนความผิดให้กรมโยธาหรืออย่างไร" เขาเอ่ยถามพลางวางพู่กันลง เสียงของเขาไม่ได้มีความโกรธเคืองอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกลับมีความน่าเกรงขามที่ทำให้นางต้องก้าวเดินบนเส้นด้ายที่บางเฉียบ
"จดหมายฉบับนี้ค่ะ" เฟยอวี่หยิบม้วนกระดาษที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาจากแขนเสื้อ "หม่อมฉันเขียนร่างแผนการระดมกำลังชาวบ้านในท้องที่มาช่วยซ่อมแซมเขื่อน โดยใช้เสบียงหลวงที่กำลังจะเน่าเสียจากคลังสินค้าจังหวัดมาเป็นค่าจ้างแทนเงินทอง เป็นการแก้ปัญหาความหิวโหยไปพร้อมกับการซ่อมแซมจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของแคว้น หากฝ่าบาทมีพระราชโองการกะทันหันในฐานะที่เสด็จผ่านมาพบเหตุการณ์นี้ด้วยพระองค์เอง ความดีความชอบจะตกเป็นของฝ่าบาทโดยตรง ส่วนผู้ที่ละเลยหน้าที่จนเกิดเหตุนี้... ก็ย่อมต้องได้รับโทษทัณฑ์อย่างสาสม"
เฟยหลงรับกระดาษไปอ่าน ดวงตาคมกริบไล่สายตาผ่านตัวอักษรที่ตวัดปลายอย่างสง่างามและเฉลียวฉลาด แผนการนี้แม้จะดูเรียบง่าย แต่มันคือการหักหน้าตระกูลขุนนางใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังกรมโยธาอย่างจัง และที่สำคัญที่สุด มันเป็นการดึงใจราษฎรมาไว้ในกำมือโดยสมบูรณ์
"เจ้าคำนวณมาหมดแล้วสินะ ทั้งเวลา ทั้งความเสี่ยง และผลลัพธ์ที่จะตามมา" เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่แฝงไปด้วยความสนใจอย่างแท้จริง "เจ้าเป็นใครกันแน่ หลินเฟยอวี่"
"เป็นเพียงคนที่ไม่อยากให้แผ่นดินต้องลุกเป็นไฟเพราะคนโฉดเขลาเพียงไม่กี่คนค่ะ"
เหตุการณ์ภายนอกรถม้าเริ่มวุ่นวาย เมื่อขบวนเสด็จมาถึงบริเวณเขื่อนที่พังทลาย เสียงร้องระงมของชาวบ้านดังแว่วเข้ามา เฟยหลงก้าวลงจากรถม้าท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของเหล่าขุนนางติดตามที่พยายามจะปิดบังความบกพร่องของตนเอง ทว่าคำพูดที่เตรียมไว้แก้ตัวกลับต้องกลืนลงคอ เมื่อฮ่องเต้ประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงกังวานว่าพระองค์จะใช้ 'แผนของนางกำนัลคนสนิท' ในการฟื้นฟูพื้นที่แห่งนี้ภายในสามวัน
เฟยอวี่ก้าวตามหลังพระองค์ออกมา นางยืนนิ่งสงบ ท่ามกลางความวุ่นวาย สายตาของนางปะทะเข้ากับสายตาของสนมเอกจางลี่ที่แฝงมากับขบวนเสด็จด้วยใบหน้าที่ดูตกใจและแค้นเคืองอย่างเห็นได้ชัด สนมจางลี่ค่อยๆ ก้าวเข้ามาหานางด้วยท่าทีดุดัน
"เจ้าทำอะไรลงไป นังตัวดี! รู้หรือไม่ว่าการเล่นงานกรมโยธาเท่ากับการดึงรากของข้าขึ้นมา" จางลี่กระซิบเสียงลอดไรฟัน มือเรียวสวยบีบต้นแขนของเฟยอวี่จนแน่น
เฟยอวี่ไม่ได้ขยับหนี นางเพียงหันไปยิ้มให้ด้วยสายตาที่เย็นชาราวกับน้ำแข็ง "สนมเอกจางลี่... การที่ท่านร้อนตัวเช่นนี้ หมายความว่า 'ราก' ของท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับความพินาศของเขื่อนนี้ด้วยใช่หรือไม่คะ? ระวังนะคะ... การยืนอยู่บนที่สูงเกินไป ในวันที่พายุพัดผ่าน อาจทำให้คนเราตกลงมาตายโดยไม่รู้ตัว"
"เจ้า!" จางลี่เงื้อมมือขึ้นเตรียมจะตบหน้าหญิงสาว ทว่าจังหวะนั้นเอง ฝ่าพระหัตถ์ของฮ่องเต้ก็เอื้อมมาจับข้อมือของสนมจางลี่เอาไว้กลางอากาศ
"พระสนม... ดูเหมือนเจ้าจะลืมตัวไปหน่อยนะว่าที่นี่ไม่ใช่เขตวังหลัง" น้ำเสียงของเฟยหลงเย็นชาและเต็มไปด้วยอำนาจมืด "แล้วอีกอย่าง... คนที่ข้ากำลังจะแต่งตั้งให้เป็น 'หัวหน้าคุมงานพิเศษ' เพื่อกำกับดูแลความเรียบร้อยของเขื่อนในนามของข้า คือหลินเฟยอวี่ หากเจ้ากล้าแตะต้องนางแม้แต่ปลายนิ้ว อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!"
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ สายตาของเหล่าขุนนางและสนมต่างจับจ้องมาที่นางกำนัลสาวด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เฟยอวี่รู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นรัว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะแผนการที่วางไว้กำลังก้าวเข้าสู่หมากตาสำคัญ
ทว่าขณะที่นางกำลังจะย่อกายขอบคุณ ฝ่าพระหัตถ์ของฮ่องเต้ที่ยังคงกุมมือสนมจางลี่อยู่ก็หันมาคว้าข้อมือของนางแล้วดึงให้เดินตามพระองค์ไปอย่างรวดเร็ว เขากระซิบที่ข้างหูของนางด้วยสุ้มเสียงที่ทำให้นางขนลุกชัน "เจ้าชนะในวันนี้... แต่จำไว้ว่า การเล่นกับไฟย่อมต้องมีวันถูกแผดเผา ต่อจากนี้ไป เจ้าจะไม่มีวันได้กลับไปเป็นนางกำนัลธรรมดาอีกตลอดกาล... เพราะข้าจะใช้เจ้าให้คุ้มกับความฉลาดของเจ้าเสียยิ่งกว่านี้"
ในยามดึกสงัดที่ค่ายพักชั่วคราวขณะเสด็จประพาส เฟยอวี่นั่งอยู่หน้ากระจกเงาเพียงลำพัง นางหยิบเข็มกลัดหยกที่ตระกูลหลินเคยถูกใส่ร้ายว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกบฏขึ้นมาดู มือของนางสั่นเทาเล็กน้อย ทันใดนั้น เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นหลังฉากกั้นไม้ฉลุ
"เจ้าคิดว่าฮ่องเต้ไม่รู้หรือว่าเข็มกลัดในมือนั่นคือสัญลักษณ์ของตระกูลที่ต้องโทษประหาร?" เสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยดังขึ้น ทำให้เฟยอวี่รีบซ่อนมันไว้ในอกเสื้อโดยสัญชาตญาณ
บุรุษผู้นั้นเดินออกมาจากเงามืด แสงเทียนวูบไหวเผยให้เห็นใบหน้าของ 'แม่ทัพศิลา' ผู้เป็นศัตรูทางการเมืองที่ร้ายกาจที่สุดของฮ่องเต้ และเป็นชายที่นางเคยได้รับคำสั่งให้ลอบสังหาร! เขายิ้มที่มุมปากพร้อมกับวางดาบสั้นลงบนโต๊ะเครื่องแป้งตรงหน้านาง "เจ้ากำลังจะก้าวเข้าสู่กรงทอง แต่หารู้ไม่ว่ากรงทองนั้น... มีเจ้าของที่พร้อมจะขย้ำคอเจ้าทิ้งเสียทุกเมื่อหากความลับของตระกูลเจ้าถูกเปิดเผย โดยเฉพาะเมื่อข้าคือคนเดียวที่รู้ว่า 'ความจริง' ในคืนที่ตระกูลหลินล่มสลายนั้น... เป็นฝีมือของใคร"
ไป๋เหลียนหวาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องราวในตอนนี้จะทำให้ท่านผู้อ่านตื่นเต้นไปกับการวางหมากของหลินเฟยอวี่นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
หงส์เหนือบัลลังก์ทราย: เล่ห์รักเล่ห์กลลวง•ตอนที่ 3
โอกาสงาม
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เหนือบัลลังก์ทราย: เล่ห์รักเล่ห์กลลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!