หงส์เหนือบัลลังก์ทราย: เล่ห์รักเล่ห์กลลวง•ตอนที่ 10

คืนจันทร์เต็มดวง

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
“เจ้าคิดว่าสุราจอกนี้มีพิษหรือไม่ หรือเจ้าหวังเพียงให้ข้าดื่มมันลงไปเพื่อจบสิ้นความกังขาทั้งหมด?” น้ำเสียงทุ้มต่ำของฮ่องเต้เฟยหลงดังก้องอยู่ในตำหนักบรรทมที่เงียบเชียบ แสงจันทร์คืนวันเพ็ญสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างแกะสลัก ทอดเงาของเขาทาบลงบนร่างของหลินเฟยอวี่ที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า เฟยอวี่เงยหน้าขึ้น ดวงตาดำขลับของนางไร้ซึ่งความหวาดหวั่น แม้กรงเล็บแห่งความตายจะอยู่เพียงแค่ปลายจมูก นางขยับยิ้มบางเบาที่มุมปาก ราวกับกำลังหยอกล้อกับเสือร้ายที่พร้อมจะขย้ำคอหอยได้ทุกเมื่อ “หากหม่อมฉันต้องการให้ฝ่าบาทสิ้นพระชนม์ หม่อมฉันคงไม่เลือกใช้วิธีที่ตื้นเขินเช่นการวางยาในคืนที่จันทร์เต็มดวงเช่นนี้หรอกเพคะ” นางเอ่ยตอบ เสียงเรียบเรื่อยทว่ากังวาน “เพราะหากฝ่าบาทสวรรคตในคืนนี้ ความผิดประการแรกย่อมตกอยู่ที่ตำหนักของหม่อมฉัน… หม่อมฉันฉลาดพอที่จะไม่ฆ่าตัวตายด้วยวิธีโง่เขลาเช่นนั้น” เฟยหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาคมกริบดุจมีดโกนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง เขาค่อยๆ วางจอกสุราลงบนโต๊ะไม้กฤษณา เสียงกระทบกันของกระเบื้องเคลือบดังกังวานในความเงียบ ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินเยื้องกรายเข้ามาใกล้จนเฟยอวี่ได้กลิ่นหอมจางๆ ของไม้สนและไอความเย็นจากตัวเขา “เจ้าช่างกล้าหาญหรือว่าโง่เขลากันแน่ ที่บังอาจพูดกับข้าเช่นนี้” มือแกร่งเชยคางนางขึ้น บังคับให้สบสายตา “รู้หรือไม่ว่าเพียงแค่ข้าสะบัดมือเบาๆ ตระกูลหลินที่เหลือเพียงธุลีดินของเจ้า จะไม่เหลือแม้กระทั่งชื่อในประวัติศาสตร์” เฟยอวี่ไม่หลบสายตา มือของนางที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำเข้าหากันแน่น ความแค้นที่ถูกฝังลึกจุกอยู่ที่ลำคอ แต่สติสัมปชัญญะเตือนให้นางรู้ว่านี่คือโอกาสเดียวที่จะโน้มน้าวพยัคฆ์ร้ายตัวนี้ให้หันคมเขี้ยวไปทางศัตรูที่แท้จริง “ฝ่าบาทเพคะ… หากหม่อมฉันจะทำลายตระกูลหลินอีกครั้งด้วยมือของหม่อมฉันเอง เหตุใดต้องทำตอนนี้?” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าด้วยความอดกลั้น “หม่อมฉันยอมถูกตราหน้าว่าเป็นนางจิ้งจอก ยอมให้สนมเอกจางลี่เหยียบย่ำศักดิ์ศรี ก็เพื่อรอวันที่พยัคฆ์จะคำรามออกมา… ฝ่าบาททรงฉลาดกว่าใคร ทรงรู้ดีว่าเบื้องหลังจางลี่มิใช่เพียงแค่ท่านราชครูจาง แต่ยังมีความลับที่ฝังอยู่ใต้บัลลังก์ทองที่ฝ่าบาทประทับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน” บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที ไอสังหารที่เคยหนาแน่นกลับจางหายไปแทนที่ด้วยความกดดันอันเงียบงัน เฟยหลงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง เขาสังเกตเห็นหยาดน้ำตาที่คลออยู่ในดวงตาของนาง มิใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะความเคียดแค้นที่เข้มข้นจนน่าตกใจ เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะนั่งลงข้างกายของนางบนพื้นพรมขนสัตว์ “เจ้าเป็นผู้หญิงที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา เฟยอวี่… เจ้าทำให้ข้าไม่แน่ใจว่าควรจะสังหารเจ้าทิ้ง หรือควรจะกักขังเจ้าไว้ข้างกายตลอดกาล” คำพูดนั้นทำให้หัวใจของเฟยอวี่กระตุกวูบ ความรู้สึกที่อยู่เหนือการควบคุมของเหตุผลกำลังก่อตัวขึ้น นางเผลอเอื้อมมือไปแตะชายฉลองพระองค์ของเขาอย่างลืมตัว ความนุ่มนวลของเนื้อผ้าตัดกับความแข็งกร้าวของจิตใจที่ปะทะกันอยู่ตลอดเวลา “ฝ่าบาททรงมองหม่อมฉันเป็นเครื่องมือ… หรือเป็นเพียงหมากที่เริ่มมีความรู้สึก?” เฟยอวี่ถามเบาๆ หัวใจของนางเต้นระรัว เฟยหลงไม่ตอบ แต่เขากลับดึงตัวนางเข้ามากอดไว้แน่น อ้อมกอดของเขาร้อนผ่าวราวกับจะเผาผลาญความเย็นชาที่นางสั่งสมมาตลอดหลายปี “ข้าไม่เคยให้ค่ากับความรู้สึก แต่คืนนี้… จันทร์เต็มดวงช่างขัดใจข้าเสียจริง เพราะมันทำให้ข้าอยากละทิ้งเล่ห์กลทั้งหมดแล้วเพียงแค่อยากให้เจ้าอยู่ตรงนี้ ในฐานะของมนุษย์คนหนึ่ง มิใช่หมากบนกระดาน” เฟยอวี่ซบหน้าลงกับบ่ากว้าง กลิ่นกายของเขาอบอวลไปด้วยอำนาจและความอ้างว้างที่นางเพิ่งได้สัมผัสเป็นครั้งแรก ในวินาทีที่ความรู้สึกถลำลึกจนยากจะถอนตัว เสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงรายงานที่ทำลายบรรยากาศอันน่าภิรมย์จนหมดสิ้น “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ! สนมเอกจางลี่นำกำลังทหารองครักษ์มาที่หน้าตำหนัก อ้างว่าได้รับรายงานเรื่องการลอบปลงพระชนม์ และต้องการบุกเข้ามาค้นหาตัวคนร้ายภายในตำหนักของพระสนมเฟยอวี่เดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ!” ใบหน้าของเฟยหลงเปลี่ยนเป็นเย็นชาในทันที เขาผละออกจากเฟยอวี่ สายตาที่อ่อนโยนเมื่อครู่กลับกลายเป็นดุร้ายอีกครั้ง เขาคว้าดาบประจำกายขึ้นมาแล้วหันไปมองหน้าต่าง ก่อนจะเหลือบกลับมามองหญิงสาวที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน “ถ้าเจ้าบอกว่าเจ้าไม่ได้วางยาข้า… งั้นก็พิสูจน์ให้ข้าเห็นเสียสิว่าเจ้าจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของนางได้อย่างไร” เขากระซิบเสียงต่ำพลางโยนปิ่นทองปักผมของนางลงบนพื้นจนเกิดเสียงดัง “เพราะหลังจากวินาทีนี้ไป ข้าจะไม่ช่วยเจ้าแม้แต่คำเดียว… หากเจ้าอยากรอด เจ้าต้องเป็นฝ่ายเลือกเองว่าจะยอมตายหรือจะทำลายสนมเอกจางลี่ด้วยมือของเจ้าเอง!” เสียงประตูตำหนักถูกกระแทกเปิดออกดังปัง! ร่างของสนมเอกจางลี่ในชุดหรูหราสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาพร้อมแววตาสมเพชเวทนาที่มองมายังเฟยอวี่ และในมือของนางคือจอกสุราใบที่เฟยหลงเพิ่งวางลงเมื่อครู่ ซึ่งบัดนี้กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่นางอ้างว่าได้รับมาจากสายลับในตำหนัก... ความขอบคุณจากใจของไป๋เหลียนฮวา: หวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับก้าวเดินต่อไปของเฟยอวี่นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เหนือบัลลังก์ทราย: เล่ห์รักเล่ห์กลลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%