“ท่านพ่อ...”
เสียงของข้าสั่นพร่าเกินกว่าจะบังคับให้คงความมั่นคงได้ ร่างที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางแสงอัสดงที่สาดส่องจนกลายเป็นสีเลือดมิใช่ภาพหลอน มิใช่เงาพรายที่จิตใจอันเหนื่อยล้าของข้าสร้างขึ้นมาเพื่อปลอบประโลมความเจ็บปวด แต่มันคือ ‘ท่านพ่อ’ อดีตแม่ทัพใหญ่ตระกูลหลิน ผู้ที่ข้าหลั่งน้ำตาไว้อาลัยให้ถึงสามปีเต็ม
ความเงียบงันในโถงใหญ่ช่างดูยาวนานและบีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ สายตาของข้าจับจ้องไปยังรอยแผลเป็นที่พาดผ่านหางคิ้วข้างซ้ายของท่าน มันยังคงอยู่ที่เดิม—รอยแผลที่ข้าเคยสัมผัสในยามที่เขาอุ้มข้าขึ้นขี่คอในวัยเยาว์
“เฟยอวี่...” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยเอ่ยเรียกนามข้า แรงสั่นสะเทือนในน้ำเสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยความโหยหาและเจ็บปวดที่ถูกเก็บกักไว้ใต้เกราะแห่งความอดทน
ข้าก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ มือที่กำชายกระโปรงไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความเย็นเยือกแล่นผ่านไขสันหลัง มิใช่เพราะความกลัว แต่เพราะตระหนักได้ทันทีว่า ‘กระดานหมาก’ ในครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ข้ากับฮ่องเต้เฟยหลง หรือสนมเอกจางลี่ แต่ยังมี ‘หมากตัวใหญ่’ ที่ข้าไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นอีกครั้งบนกระดานแห่งอำนาจนี้
ฮ่องเต้เฟยหลงไม่ได้ขยับพระวรกาย พระองค์เพียงแต่ประทับนิ่งอยู่บนบัลลังก์ สายตาคมปลาบดั่งพญาเหยี่ยวจับจ้องเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความนิ่งเฉยที่ยากจะคาดเดา รอยยิ้มที่มุมพระโอษฐ์จางหายไป เหลือเพียงความเงียบงันที่แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วโถงกว้าง
“เจ้าไม่ได้ตาย...” ข้าพึมพำ น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เริ่มเอ่อล้น “แล้วเหตุใด... เหตุใดตลอดสามปีที่ผ่านมา ข้าต้องอยู่อย่างคนตายทั้งเป็นเพื่อรอวันล้างแค้นให้ท่าน! เหตุใดตระกูลหลินต้องล่มสลายลงท่ามกลางคำครหาว่าเป็นกบฏ!”
ชายผู้ที่ข้าเคยเรียกหาว่าพ่อก้าวเข้ามาใกล้ แสงอาทิตย์สุดท้ายที่ลับขอบฟ้าทำให้เงาของเขาทอดยาวทาบทับร่างข้า “เพราะความตายเป็นทางออกเดียวที่จะทำให้ข้าหลุดพ้นจากการถูกจองจำในคุกมืดของกงล้ออำนาจ เพื่อที่วันหนึ่ง... ข้าจะได้กลับมาทวงคืนความยุติธรรมให้แก่คนในตระกูลที่ยังเหลือรอด”
ข้าเงยหน้ามองเขา แววตาของแม่ทัพผู้เกรียงไกรในอดีตบัดนี้เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ถูกหล่อหลอมด้วยความแค้น ข้าหันไปมองฮ่องเต้เฟยหลง พระองค์ยังคงนิ่งเงียบ แต่อำนาจที่แผ่ออกมากลับดูหนักอึ้งดั่งขุนเขา
“ฝ่าบาท...” ข้าหันไปเผชิญหน้ากับบุรุษบนบัลลังก์ “นี่คือสิ่งที่พระองค์วางแผนไว้ใช่หรือไม่? ใช้ความแค้นของหม่อมฉันเป็นเชื้อเพลิง เพื่อบีบให้ขุนนางกังฉินเผยโฉมหน้าออกมา และใช้ตระกูลหลินเป็นเหยื่อล่อในเกมการเมืองนี้?”
ฮ่องเต้เฟยหลงขยับพระวรกายเล็กน้อย พระเนตรคู่คมสบเข้ากับดวงตาของข้าโดยไม่หลบเลี่ยง “หมากทุกตัวบนกระดานล้วนมีหน้าที่ของมัน เฟยอวี่... เจ้าเองก็เช่นกัน แต่ที่เจ้าต้องเข้าใจคือ หากข้าไม่ทำเช่นนี้ ตระกูลหลินจะไม่มีวันฟื้นคืนกลับมาได้อีกเลย”
“ด้วยการแลกด้วยเกียรติยศที่แปดเปื้อนเนี่ยหรือเพคะ?” ข้าถามเสียงแข็ง
“เกียรติยศที่แปดเปื้อน ย่อมล้างได้ด้วยเลือดที่บริสุทธิ์” เสียงของแม่ทัพหลินดังแทรกขึ้น เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้ “หม่อมฉันกลับมาในวันนี้ มิใช่เพื่อทวงคืนความแค้นส่วนตัว แต่เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ต่อแผ่นดินและบัลลังก์มังกร ขอพระองค์ทรงคืนความเป็นธรรมและศักดิ์ศรีให้แก่ตระกูลหลินที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีด้วยเถิด”
บรรยากาศในโถงใหญ่ตึงเครียดจนแทบจะขาดผึง สนมเอกจางลี่ที่ยืนอยู่ข้างเสาไกลออกไปมีสีหน้าซีดเผือด นางกำพัดในมือแน่นจนหักคามือ ความลับที่นางพยายามปิดตายมาตลอดสามปี บัดนี้ได้ปรากฏชัดแจ้งท่ามกลางแสงเทียนที่เริ่มถูกจุดขึ้นเพื่อขับไล่ความมืดมิด
ฮ่องเต้เฟยหลงลุกขึ้นยืน ทรงเดินลงมาจากบัลลังก์ช้าๆ แต่ละย่างก้าวที่กระทบพื้นหินดุจเสียงพิพากษาของสวรรค์ พระองค์หยุดยืนตรงหน้าข้าและแม่ทัพหลิน ก่อนจะหยิบราชโองการสีทองอร่ามที่เตรียมไว้ในแขนเสื้อออกมา
“ตระกูลหลินมิเคยเป็นกบฏ” เสียงกังวานของพระองค์ประกาศก้องไปทั่วโถง “ความผิดพลาดในอดีตคือรอยด่างพร้อยของราชสำนัก วันนี้ข้าขอคืนยศถาบรรดาศักดิ์ คืนที่ดิน และประกาศความบริสุทธิ์ให้แก่ตระกูลหลินต่อหน้าขุนนางทั้งปวง!”
ข้าทรุดตัวลงคุกเข่า ความรู้สึกที่อัดอั้นมานานหลายปีเหมือนถูกปลดปล่อย แต่มันกลับมิใช่ความรู้สึกโล่งใจอย่างที่คิด ในเมื่อชัยชนะครั้งนี้ได้มาโดยการยอมรับว่า ชีวิตของคนบริสุทธิ์ที่ต้องจบสิ้นไปเพียงเพื่อรอคอยฉากละครฉากนี้ เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งในกระดานของคนเพียงสองคน
แต่ทันใดนั้นเอง... ก่อนที่ข้าจะได้กล่าวคำขอบพระทัย เสียงหัวเราะแหลมสูงของสนมเอกจางลี่ก็ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน
“คืนความยุติธรรมงั้นรึ? ฝ่าบาท... พระองค์ช่างไร้เดียงสานัก!” นางก้าวออกมาจากเงามืด ดวงตาที่เคยงดงามบัดนี้ฉายแววอาฆาตจนน่าสะพรึงกลัว “หากตระกูลหลินบริสุทธิ์ แล้วสิ่งที่อยู่ในกล่องหยกที่ข้าส่งไปให้บิดาของนางในคืนที่ตระกูลล่มสลายเล่า... มันคืออะไร!”
แม่ทัพหลินชะงัก ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างผิดสังเกต ข้าหันไปมองบิดาด้วยความไม่เข้าใจ แต่สิ่งที่ข้าเห็นคือความตื่นตระหนกที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาของเขา
“กล่องนั่น...” เสียงของแม่ทัพหลินแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน “มัน... ไม่ควรจะถูกเปิดออก”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของทหารราชองครักษ์นับร้อยก็ดังกระหึ่มขึ้นจากภายนอกประตูโถง มิใช่เพื่อมาปกป้อง แต่เพื่อล้อมสถานที่แห่งนี้ไว้ทั้งหมด! ประตูโถงใหญ่ถูกกระชากเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษในชุดเกราะสีดำทมิฬที่ข้าไม่เคยรู้จักมาก่อน เขาถือกล่องหยกใบหนึ่งเดินเข้ามา และรอยยิ้มที่เขามีให้ข้านั้น... มันคือกุญแจสู่หายนะที่แท้จริง
ข้าก้าวถอยหลังพลางมองไปยังฮ่องเต้เฟยหลง แต่ทว่าพระองค์กลับแสร้งมองไปทางอื่น ทิ้งให้ข้ายืนอยู่กลางวงล้อมของคำลวงที่กำลังจะถูกเปิดเผยในวินาทีนับจากนี้!
ไป๋เหลียนฮวายังคงเฝ้ารอที่จะร่วมเดินทางไปสู่บทสรุปสุดท้ายกับทุกท่านในตอนหน้าด้วยกันนะคะ ขอบพระคุณที่ติดตามและร่วมเผชิญชะตากรรมไปกับเฟยอวี่มาจนถึงตอนนี้ค่ะ
หงส์เหนือบัลลังก์ทราย: เล่ห์รักเล่ห์กลลวง•ตอนที่ 19
ก้าวข้ามอดีต
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เหนือบัลลังก์ทราย: เล่ห์รักเล่ห์กลลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!